Thailand Web Stat Truehits.net
Image Alternative text
ป้ายแสดงสถานะ (Target Board) ช่วยวางแผนการผลิตในงานอุตสาหกรรมอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ระบบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมีการพัฒนาในกระบวนการผลิตจากเดิมเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของขั้นตอนการผลิต วิธีการการผลิตหรือการควบคุมการผลิต เป็นต้น จากอดีตที่ใช้บุคลากรในการนับจำนวนของชิ้นงานในสายการผลิต (Line Production) หรือการใช้เอกสารในการตรวจเช็คจำนวนการผลิต (Check List) เป็นต้น เพื่อส่งต่อไปยังกระบวนการการผลิตอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลหรือเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากร (Human Error)  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการการผลิต ลดการสูญเสีย จึงมีการติดตั้งป้ายแสดงสถานะในการผลิตที่เรียกว่า Target Board , Target Counter ไว้สำหรับแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานในสายการผลิต (Line Production) หรือผู้วางแผนการผลิต (Production Planner) แบบ Real Time ด้วยการแสดงผลที่เป็นอักษร, สัญลักษณ์, ตัวเลข เป็นต้น      Target Board , Target Counter  ช่วยวางแผนการผลิตในงานอุตสาหกรรมได้อย่างไร จะยกตัวอย่างการแสดงผล 3 สถานะ (ดังรูป) แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิตสินค้า (Production Planning) TARGET : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 10,000 ชิ้น ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 9,500 ชิ้น DIFF : ผลต่างของการผลิต (TARGET - ACTUAL ) = 500 ชิ้น (คิดเป็น 5%) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 95% ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิต โดยมีกำหนดชื่อโมเดลสินค้าในสายการผลิต (Line Production) TARGET : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 10,000 ชิ้น ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 10,000 ชิ้น DIFF : ผลต่างของการผลิต (TARGET - ACTUAL ) = 0 ชิ้น (100%) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 100% เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิต ที่มีค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา และมีค่าเปอร์เซ็นต์โชว์ PLAN : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 1ชิ้น : ภายในเวลาที่กำหนด (TIME) ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 1ชิ้น ตามเวลาที่กำหนด DIFF : ผลต่างของการผลิต (PLAN - ACTUAL ) = 100% (ภายในเวลาที่กำหนด) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 100% ภายในเวลาที่กำหนด เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้        นอกจากนี้  Target Board , Target Counter ยังสามารถแสดงผลได้อีกในหลาย ๆ Segtion ในงานอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เหมาะสำหรับนับของดี-ของเสียในการผลิต, เหมาะสำหรับระบบที่ต้องการแสดงค่า Analog เช่น ค่าความดันที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter), ค่าความชื้นที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดความชื้น (Humidity Transmitter),  ค่าอุณหภูมิที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), แสดงค่าความเร็วรอบและระยะทาง (RPM & Line Speed) เป็นต้น      ในกรณีที่ต้องการให้ Target Board โชว์ข้อมูลเป้าหมายการผลิตในแต่ละจุดแบบ Real Time ก็สามารถทำได้โดยการเชื่อมต่อ Target Board หลาย ๆ ตัว เข้ากับ Computer ผ่านพอร์ท RS-485 MODBUS RTU (ได้สูงสุด 32 ตัว) เพื่อช่วยในการวางแผนและควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (ดังรูป) รูปแสดงตัวอย่างการเชื่อมต่อ Target Board กับ Computer ผ่าน RS-485 MODBUS RTU 32 ตัว โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
รหัสสีของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Color Code Thermocouple Wire) บอกอะไรได้บ้าง

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) เป็นเซนเซอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ โดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงความร้อนหรืออุณหภูมิให้เป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้า เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) ประกอบด้วยลวดโลหะตัวนำ 2 ชนิดที่ต่างกัน โดยนำด้านใดด้านหนึ่งมาเชื่อมปลายทั้ง 2 เข้าด้วยกันเพื่อใช้วัดอุณหภูมิ ส่วนอีกด้านหนึ่งต่อเข้ากับอุปกรณ์เครื่องมือวัด เช่น เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder), เครื่องวัดค่าและแสดงผลอุณหภูมิ (Digital Temperature Indicator) เป็นต้น เนื่องจากเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) มีการใช้งานที่แพร่หลาย แต่เราจะสังเกตเห็นได้ว่าสายเทอร์โมคัปเปิ้ลที่เราพบเจอมีลักษณะฉนวนของสายและสีของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) แตกต่างกัน และรหัสสีของสาย (Color Code) บ่งบอกอะไรได้บ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำกัน รหัสสี (Color Code) ของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลที่ใช้กันในแต่ละประเทศ (ดังตาราง) ขอบคุณที่มา : https://www.thermocoupleinfo.com/thermocouple-color-codes.htm      มาตรฐานสากลของเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) เหมือนกันหมด จะแตกต่างกันที่สีของสาย เนื่องจากในการกำหนดมาตรฐานของแต่ละประเทศนั้นจะกำหนดไม่เหมือนกัน ซึ่งโดยส่วนมากในประเทศไทยนิยมใช้มาตรฐานของ Japan ที่เป็น Type K,J นอกจากนี้ยังมีทั้ง Thermocouple Type K,J,T,N,E,S,R,B อีกด้วย      ปัจจุบันไพรมัสมีสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ตามมาตรฐาน JIS ชนิดดังต่อไปนี้ Thermocouple Wire Type J สายถักสแตนเลส สายไฟเบอร์กล๊าส สายซิลิโคน สาย PVC   Thermocouple Wire Type K สาย PVC สายถักสแตนเลส สายเทปล่อน สายไฟเบอร์กล๊าส สายซิลิโคน   Thermocouple Wire Type T สายเทปล่อน สายถักสแตนเลส   Thermocouple Wire Type R/S สายถักสแตนเลส      ดังนั้นผู้ใช้งานก็สามารถรู้ได้ว่า รหัสสี (Color Code) ของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ว่าเป็นเทอร์โมคัปเปิ้ลชนิดใด โดยสามารถดูได้จากตารางด้านบน และสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Solid State Relay ดีกว่า Relay ทั่วไปอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในปัจจุบันการใช้งานของอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดต่อวงจรทางด้าน Output ที่นำไปตัดต่อ Load ของฮีตเตอร์ (Heater) หรือ Motor ส่วนใหญ่มักจะใช้ Relay หรือ Megnetic แต่ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดต่อ Load อีกอย่างหนี่งที่เราพบเห็นกันบ่อยเช่นกัน นั่นก็คือ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) แล้วระหว่าง Solid State Relay กับ Relay ทั่วไปต่างกันอย่างไร และลักษณะงานแบบไหนที่ควรใช้ Solid State Relay วันนี้เราจะมาแนะนำกัน โดยให้เห็นถึงโครงสร้างภายใน (ดังแสดงในรูปที่ 1.1 และ 1.2)      รีเลย์ (Relay) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ตัด-ต่อวงจร โดยใช้แม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งปกติถ้ามีการจ่ายไฟเข้าที่ตัวรีเลย์ (Relay) จะทำให้ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสติดกัน จึงมีสถานะปิดวงจร (Closed Circuit) แต่ถ้าหากไม่มีการจ่ายไฟให้ รีเลย์ (Relay) ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสไม่ติดกัน จะมีสถานะเปิดวงจร (Open Circuit) รูป 1.1 แสดงโครงสร้างภายในของรีเลย์ (Relay)      โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) หรือตัวย่อ SSR คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ ที่ไม่ใช้หน้าสัมผัสในการตัด-ต่อวงจร โดยใช้เทคโนโลยีของ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ไม่มีส่วนเคลื่อนที่ จึงไม่มีเสียงในขณะเวลาตัด-ต่อของหน้าสัมผัส (Contact) รูป 1.2 แสดงโครงสร้างภายในของโซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay)      รีเลย์ (Relay) และ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งในบทนี้เราจะมาเปรียบเทียบทั้งสองชนิดนี้ว่ามีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร (ดังตาราง) Relay Solid State Relay           1. จำนวนครั้งในการตัดต่อน้อย เนื่องจากหน้าสัมผัสเป็นแมคคานิค                 1. มีอายุการใช้งานนาน         2. หน้าสัมผัสของ Relay ค้าง และเสียง่าย                 2. ตัดต่อรวดเร็ว / ราคาแพง         3. อาจเกิดการสัญญาณ (Debouche)                 3. ไม่มีปัญหาการเกิดสัญญาณ (Debouche)         4. เสียงดังเวลาตัดต่อ                 4. ไม่มีเสียงเวลาตัดต่อ         5. ง่ายในการตรวจเช็ค                 5. ใช้งานนาน ๆ จะเกิดความร้อนสะสม (แนะนำใช้ Heatsink ร่วม)      ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) ในการควบคุมการทำงาน ของ Resistive Load เช่น ฮีตเตอร์ (Heater ), หลอดไฟ หรือ Inductive Load เช่น Motor และมักจะเลือกใช้ Solid State Relay แทน Relay ทั่วไปใช้กับงานที่มีความถี่ในการตัดต่อบ่อย เพื่อลดปัญหาการสึกหรอของหน้าสัมผัส (Contact), การเกิด Arc และอายุการใช้งานของอุปกรณ์      นอกจากนี้ยังมีชนิดของ Solid State Relay ให้เลือกหลายหลากแบบ เช่น Solid State Relay สำหรับแรงดันไฟ DC (Solid State DC) , Solid State Relay แบบเร่ง-หรี่ (Phase Angle control) , Solid State Relay สำหรับใช้กับแผง PCB และมีให้เลือกทั้งแบบ 1 เฟส , 2 เฟส และ 3 เฟส ซึ่งมีรูปร่างที่แตกต่างกันของ Solid State Relay ตามลักษณะการติดตั้ง ดังรูป Solid State Relay แบบ Slim เหมาะสำหรับติดตั้งในพื้นที่จำกัด Solid State Relay แบบ Phase Angle Control เหมาะสำหรับงานควบคุมแบบเร่ง-หรี่ Solid State Relay สำหรับแผง PCB ข้อแนะนำ : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Solid State Relay ควรติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบายความร้อน (Heatsink) ให้กับ Solid State Relay ดังรูป โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน I/V Simulator เพื่อวัดและจ่ายสัญญาณ 4-20mA และ 0-10VDC

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      อุปกรณ์วัดและจ่ายสัญญาณอนาลอกมาตรฐานได้ทั้งสัญญาณที่เป็นกระแส 4-20mA และแรงดัน 0-10VDC สำหรับตรวจเช็คการทำงานของ Input และ Output 4-20mA และ 0-10V เพื่อทดสอบว่าอุปกรณ์ เช่น Pressure Transmitter / PLC / Process Controller / Transmitter / Proportional Valve ว่าสามารถทำงานได้อยู่หรือไม่ ในกรณีที่จะทดสอบ Input Analog 4-20mA และ 0-10V ต้องตั้งค่าตัว I/V Simulator ให้เป็น Mode Soruce (IS หรือ VS) เพื่อทำการจ่ายสัญญาณไปที่ Input ของอุปกรณ์ และถ้าต้องการทดสอบ Output Analog 4-20mA และ 0-10V ต้องตั้งค่าตัว I/V Simulator ให้เป็น Mode Measurement (IM หรือ VM) เพื่อทำการจ่ายสัญญาณไปที่ Output ของอุปกรณ์ ดังรูป การจ่ายสัญญาณอนาลอกที่เป็นกระแส (4-20mA) และ แรงดัน (0-10VDC) สำหรับต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ การจ่ายสัญญาณ 4-20mA เพื่อต่อใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) การจ่ายสัญญาณ 0-10V เพื่อต่อใช้งานร่วมกับ PLC   การจ่ายสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบการทำงานของ Valve   การวัดสัญญาณอนาลอกที่เป็นกระแส (4-20mA) และ แรงดัน (0-10VDC) สำหรับทดสอบสัญญาณของอุปกรณ์ การวัดสัญญาณ 0-10V เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ (Digital Temperature Controller) การวัดสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) การวัดสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Signal Transmitter)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งาน Inductive Proximity Sensor และ Capacitive Proximity Sensor

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ต่อเนื่องจากหัวข้อ Inductive Proximity Sensor กับ Capacitive Proximity Sensor ต่างกันอย่างไร นั้น ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำลักษณะการติดตั้งและการนำไปใช้งานที่เหมาะสม ซึ่งก็มีหลายรูปแบบของ Proximity Sensor ในการตรวจจับวัตถุ (ดังตาราง) แบบ Inductive Proximity Sensor รูปทรงกระบอก (Cylindrical Inductive Sensor) รูปทรงกระบอก (Cylindrical Inductive Sensor) ติดตั้งบนสายพานลำเลียง เพื่อตรวจจับสำหรับนับจำนวนวัตถุ โดยต่อร่วมกับเครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) เพื่อแสดงการนับจำนวน ติดตั้งบนสายพานลำเลียง เพื่อตรวจจับความเร็วรอบของมอเตอร์  โดยต่อร่วมกับเครื่องวัดความเร็วรอบ (RPM Meter)   รูปทรงวงแหวน (Ring Inductive Sensor) รูปทรงสี่เหลี่ยม (Rectanggular Inductive Sensor) สำหรับตรวจจับวัถตุที่มีขนาดเล็ก เช่น สกรู, น๊อต, ลวดโลหะ เป็นต้น   สามารถติดตั้งทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอน มีทั้งแบบตรวจจับเฉพาะด้านหน้า (Flush Mounting) และตรวจจับทั้งด้านหน้าและด้านข้าง (Non Flush Mounting) สำหรับตรวจจับวัตถุที่เป็นโลหะ แบบ Capacitive Proximity Sensor สำหรับติดตั้งเข้าไปในถังที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ เพื่อตรวจจับและควบคุมระดับของแข็งหรือของเหลว   สำหรับการติดตั้งแบบนี้ ไม่สามารถใช้กับถังที่เป็นโลหะได้ เพื่อตรวจจับและควบคุมระดับของวัตถุที่เป็นโลหะ   ในกรณีถังที่เป็นโลหะ ควรทำการเจาะช่องรูไว้สำหรับติดพลาสติก หรือ กระจก เพื่อ Capacitive Proximity Sensor สามารถที่จะตรวจจับวัตถุได้ สำหรับตรวจจับและควบคุมระดับความสูงของกองกระดาษ   สำหรับตรวจจับกระดาษหรือวัตถุที่ไม่ใช่โลหะ (กระดาษพลาสติก ฯลฯ) หากตรวจจับไม่เจอจะส่งสัญญาณไปที่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อหยุดการทำงาน ตรวจจับวัตถุในถังที่มีอุณหภูมิสูงถึง -200 ํC + 250 ํC (รุ่น SC30M-HT พร้อมด้วย ALSC แบบแยกส่วน Amplifier)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Inductive Proximity Sensor กับ Capacitive Proximity Sensor ต่างกันอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์ตรวจนับ หรือตรวจจับชิ้นงานแบบไม่สัมผัส โดยทั่วไปที่เราเจอกันส่วนใหญ่จะเป็น Proximity แบบ Inductive Proximity Sensor และแบบ Capacitive Proximity Sensor แล้ว Proximity ทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำกัน      Inductive Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโลหะระยะใกล้ เนื่องจากคำว่า Proximity แปลว่า ระยะใกล้ เราจะสังเกตเห็นได้ว่าระยะตรวจจับของ Proximity Sensor นี้จะมีระยะตรวจจับ เช่น หน่วยมิลลิเมตร โดย Inductive Proximity Sensor จะใช้หลักการ การเหนี่ยวนำ (Induced) ของสนามแม่เหล็ก ทำให้ Inductive Proximity Sensor จะตรวจจับชิ้นงานที่เป็นประเภทโลหะเท่านั้น เช่น เหล็ก สแตนเลส สังกะสี อลูมิเนียม ทองแดง เป็นต้น      Capacitive Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโลหะระยะใกล้ แต่สามารถจับวัตถุได้ทุกชนิดทั้งแบบโลหะ และ แบบอโลหะ เช่น ไม้ พลาสติก เหล็ก สังกะสี น้ำ เป็นต้น ซึ่งหลักการทำงาน Capacitive Proximity Sensor ทำงานโดยอาศัยค่าความจุ เมื่อมีค่าความจุเปลี่ยนแปลงที่ค่าค่าหนึ่ง จะส่งผลให้ออสซิลเลตสัญญาณขึ้นและส่งต่อไปยัง Output (ออสซิลเลตสัญญาณ คือ วงจรกำเนิดคลื่นความถี่สูง ทำหน้าที่แปลงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นความถี่)      ซึ่งลักษณะในการตรวจจับของทั้ง 2 แบบ  Inductive Proximity Switch และ Capacitive Proximity Switch จะเหมือนกัน แต่วัตถุที่ใช้สำหรับตรวจจับจะต่างกันดังที่ได้กล่าวมาข้อมูลข้างต้น และระยะที่มีผลต่อการตรวจจับวัตถุนั้น ๆ (ดังรูปและตาราง) ตารางแสดงความสัมพันธ์ของวัตถุ ที่มีผลต่อระยะการกระทำของ Proximity Switch Inductive Proximity Switch Capacitive Proximity Switch เหล็ก                   1 x Sn โลหะ           ~        1 x Sn สแตนเลส           0.9 x Sn น้ำ               ~         1 x Sn สังกะสี บรอนซ์   0.5 x Sn พลาสติก      ~     0.5 x Sn อลูมิเนียม           0.4 x Sn แก้ว              ~     0.5 x Sn ทองแดง             0.4 x Sn ไม้                ~     0.4 x Sn สำหรับการตรวจจับวัตถุของ Proximity Sensor มีลักษณะในการตรวจจับด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบหัวฝัง (Flush Mounting) เป็นลักษณะการติดตั้งแบบฝัง คือ ด้านข้างของ Proximity จะไม่มีการตรวจจับวัตถุ สนามแม่เหล็กจะออกเฉพาะด้านหน้าสำหรับตรวจจับวัตถุเคลื่อนผ่านในระยะการตรวจจับทางด้านหน้าเท่านั้น แบบหัวโผล่ (Non Flush Mounting) เป็นลักษณะการติดตั้งแบบไม่ฝัง คือ ผิวหน้าการตรวจจับของ Proximity จะยื่นออกมา สนามแม่เหล็กจะออกทั้งทางด้านหน้าและด้านข้างของผิวหน้าการ ตรวจจับจึงไม่สามารถติดฝังได้ เพราะจะจับวัตถุด้านข้างตลอดเวลา ข้อดีของแบบนี้ก็คือ สามารถติดตั้ง Proximity ไว้ใกล้ ๆ กันได้ โดยไม่เกิดสนามแม่เหล็กรบกวน ข้อดีของแบบนี้ก็คือ สามารถตรวจจับวัตถุทั้งทางด้านหน้าและทางด้านข้างได้ .....ในหัวข้อต่อไปเราจะมาพูดถึงลักษณะการนำไปใช้งาน (Application) ของ Inductive Proximity Switch และ Capacitive Proximity Sensor กันต่อไป..... โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Level Switch กับ Level Sensor แตกต่างกันอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      สวิทช์ลูกลอย (Level Switch/Level Sensor) คือ เซ็นเซอร์ที่ใช้วัดระดับของน้ำในถังหรือบ่อ และของเหลวอื่น ๆ สำหรับต่อร่วมกับอุปกรณ์เพื่อแจ้งเตือนหรือควบคุมของเหลวนั้น ๆ โดยมีสัญญาณในรูปแบบของหน้าคอนแทค (NO/NC), ความต้านทาน (Resistance Output) และ สัญญาณอนาล็อก 4-20 mA (Analog Output) เช่น ส่งสัญญาณเข้าระบบ PLC เพื่อควบคุมปั๊ม เป็นต้น ซึ่งสัญญาณที่ออกมาทางด้านเอาต์พุตนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้      Level Switch หรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับ เป็นสวิทช์ลูกลอยที่ใช้ตรวจจับระดับของเหลวแบบระดับขั้น โดยใช้หลักการอาศัยการเปลี่ยนแปลงสถานะของหน้าคอนแทค NO/NC เมื่อลูกลอยเคลื่อนที่ ขึ้น-ลง ตามระดับของเหลว      หลักการทำงาน เมื่อมีการเคลื่อนที่ของลูกลอยผ่านรีดสวิตช์ ตัวที่ 1 จะมีการดึงให้หน้าคอนแทคการทำงาน เป็นระดับที่ 1 และ เมื่อลูกลอย ตัวที่ 2 เคลื่อนที่ผ่านรีดสวิตช์ จะมีการดึงให้หน้าคอนแทคทำงาน เป็นระดับที่ 2 เป็นต้น รูปแสดงโครงสร้างภายในของ Level Switch      Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter หรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับแบบต่อเนื่อง ที่ใช้ตรวจจับระดับของเหลวสามารถแสดงระดับได้ต่อเนื่องตลอดย่านการวัด โดยใช้หลักการอาศัยการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทาน (ในขณะที่ลูกลอยเคลื่อนที่) สัญญาณที่ออกมาจะมีเป็นความต้านทานและสัญญาณทางไฟฟ้า 4-20mA (รุ่นที่มี Transmitter ภายในตัว) ซึ่งมีความละเอียดในการวัดค่าทุก ๆ ระดับ 1 cm. (อ้างอิงในรุ่น LP-07 และ LP-07-I) รูปแสดงโครงสร้างภายในของ Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter      และเซ็นเซอร์ตรวจจับระดับแบบต่อเนื่อง (Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter) มีสัญญาณเอาต์พุตทั้งแบบเอาต์พุตความต้านทานและเอาต์พุตอนาล็อก 4-20 mA ดังรูป Level Sensor  เอาต์พุตความต้านทาน (Resistance Output)      Level Sensor รุ่น LP-07 ที่มีสัญญาณเอาต์พุตความต้านทาน ต้องต่อร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน เพื่อแสดงค่าที่อุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) หรืออุปกรณ์ควบคุมระดับของเหลวในระบบ รูปแสดงการต่อใช้งาน Level Sensor แบบเอาต์พุตความต้านทาน ร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Resistor Transmitter) พร้อมอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) Level Sensor เอาต์พุตอนาล็อกมาตรฐาน 4-20 mA (Analog Output)      Level Sensor รุ่น LP-07-I ที่มีสัญญาณเอาต์พุตอนาล็อกมาตรฐาน 4-20 mA สามารถต่อร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) หรืออุปกรณ์ควบคุมระดับของเหลวในระบบ รูปแสดงการต่อใช้งาน Level Sensor แบบเอาต์พุตอนาล็อก 4-20 mA ร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน Encoder กับ Digital Counter และ การต่อใช้งาน Encoder กับ PLC UNITRONICS

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ตรวจจับความเร็ว (Speed), ทิศทางการหมุนของมอเตอร์ (Direction of Rotation) และตำแหน่งเพลาของโรเตอร์ (Shaft Position) โดยใช้หลักการแปลงการหมุนแกนเพลาของ Encoder ออกมาเป็นสัญญาณ Pulse ทางไฟฟ้า ซึ่งมีการนำไปใช้งานที่หลากหลายในงานอุตสาหกรรม เช่น วัดระยะทาง, วัดความยาวผ้า, วัดความเร็วรอบของมอเตอร์, เครื่องตัดชิ้นงาน เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกถึงวิธีการต่อสายใช้งาน เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) สำหรับเครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) และ พีแอลซี (PLC) สำหรับในหัวข้อการต่อใช้งานเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) กับ เครื่องนับจำนวน (Digital Counter) และ การต่อใช้งานเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) กับ พีแอลซี (PLC) ดังนี้ การต่อใช้งาน Encoder แบบแกนเพลา ร่วมกับ เครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) รูปแสดงวงจรการต่อใช้งาน Encoder รุ่น PR-01N-S Series ร่วมกับเครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) รุ่น CMT-007A Series การต่อใช้งาน Encoder แบบลูกล้อ (Measuring Wheel Encoder) ร่วมกับ PLC (Programmable Logic Controller) รูปแสดงวงจรการต่อใช้งาน Encoder แบบลูกล้อ รุ่น EHM-AB4-C020-M (Measuring Wheel Encoder) ร่วมกับ PLC UniStream UNITRONICS วิธีการต่อ Encoder แบบ High Speed ร่วมกับ Uni Module ของ PLC UniStream โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้องช็อตขั้ว CT (Short-Current Transformers)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK        CT (Current Transformers) คือ อุปกรณ์ลดทอนกระแสสำหรับใช้ต่อร่วมกับมิเตอร์วัดกระแส (Amp Meter) เพื่อแปลงกระแสให้ได้ตามสัดส่วนในการวัด (Current Ratio) โดยปกติมิเตอร์ทั่วไปที่ใช้งานจะวัดกระแสได้โดยการต่อตรงสูงสุดที่ 5A หากใช้งานเกิน 5A จะต้องต่อผ่าน CT เพื่อลดทอนกระแส เช่น 100/5A , 150/5A , 250/5A.....2000/5A เป็นต้น      Ratio คือ อัตราสัดส่วนการลดทอนกระแสจากทางด้านปฐมภูมิ (Primary) เป็นด้านทุติยภูมิ (Secondary)           เช่น 100A  คือ ด้านปฐมภูมิ (Primary)                  5A คือ ด้านทุติยภูมิ (Secondary)      ยกตัวอย่างในการคำนวณหาอัตราส่วน 100 : 5A (100/5 = 20) ดังนั้น ค่า Ratio ที่ต้องตั้งสำหรับมิเตอร์ คือ 20 เป็นต้น      ส่วนคำถามตามหัวข้อที่ว่า ทำไมเราต้องช็อตขั้ว CT (Short-Current Transformers) ก่อนทุกครั้งเวลาที่เราถอดสาย CT ด้าน  Secondary ออกจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า (Amp Meter) นั้น ก็เพราะว่าในกรณีที่เราถอดสาย CT ด้าน Secondary ขณะที่ด้าน Primary ยังมี Load หรือมีกระแสไหลผ่าน CT อยู่นั้น เมื่อมีการ Open CT (หรือถอดสาย CT ออก) จะทำให้เกิดแรงดันตกคร่อมในขดลวด CT อยู่ จะทำให้ CT เกิดเสียงดังขึ้นและทำให้ CT ไหม้ได้      เราสามารถเลือกวิธีในการ Short CT ก่อนที่จะถอดมิเตอร์วัดกระแส (Amp Meter) ได้โดยการหาเทอร์มินอล (Terminal) ที่สามารถ Jump กันระหว่างขั้ว CT เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ได้ (ดังรูปที่ 1 และรูปที่ 2) รูปที่ 1 แสดงการ Jump Terminal โดยใช้ Banana Jack สำหรับ Jump ระหว่าง Terminal ที่ 1 และ Terminal ที่ 2 เพื่อ Short-Current ทางด้าน Secondary ของ CT รูปที่ 2 แสดงการเลื่อน Sliding ของ Terminal ลง เพื่อ Open Circuit ระหว่าง CT และ Amp Meter        เมื่อทำการช็อตขั้ว CT และเลื่อน Sliding Short ของ Terminal เพื่อลัดวงจร (Short Circuit) ที่ด้าน Secondary ของ CT แล้ว เท่านี้ก็สามารถนำมิเตอร์ (Meter) ออกจากตู้คอนโทรลเพื่อไปแก้ไขหรือสอบเทียบต่อไปได้ (ดังรูปที่ 3 และรูปที่ 4)   รูปที่ 3 แสดงการต่อชุด CT Terminal แบบลัดวงจร (Short Circuit) ร่วมกับมิเตอร์วัดกระแส (Amp Meter)   รูปที่ 4 แสดงการนำมิเตอรวัดกระแส (Amp Meter) ออกเพื่อตรวจเช็คหรือสอบเทียบ        ...เพียงเท่านี้ก็ไม่ทำให้ CT (Current Transformers) ของท่านที่ใช้งานอยู่เกิดความเสียหาย และมีความปลอดภัยในการใช้งานอีกด้วย...      นอกจากนี้ CT (Current Transformers) ที่ใช้งานโดยทั่วไปนั้นก็มีหลายแบบ เช่น แบบร้อยสาย (Fixed) , แบบแกนแยก (Split Core) , แบบก้ามปู (Clamp-On) ดังรูป   แบบร้อยสาย (Fixed CT) แบบแกนแยก (Split Core CT) แบบก้ามปู (Clamp-On CT) MSQ-Series DP-Series  Q50-Series 500/5A, 1000/5A Flexible CT 30/5A...5000/5A 100/5A...5000/5A Flexible CENTER 25 3000A (Output mV) แนะนำการเลือกใช้งานในกรณีที่ CT สูงหรือต่ำกว่าค่าพิกัดกระแสที่กำหนดจะมีผลอย่างไร      โดยปกติ CT นั้นจะมีค่าความเที่ยงตรง (Accuracy) ที่เหมาะสมที่สุดเมื่อใช้งานตาม Ratio ค่ากระแส Maximum ตาม Spec ของ CT ตัวนั้น ๆ เช่น CT รุ่น MSQ-30 Ratio 100/5A Class 0.5 กรณีใช้ที่พิกัด 100 % (100 A) ค่า Accuracy = 0.5      หมายเหตุ : ย่านการใช้งานที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 20% ของพิกัดกระแส CT โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
อุปกรณ์แปลงสัญญาณทางไฟฟ้าเป็นสัญญาณ Analog 4-20mA, 0-10VDC

Digital Signal Transmitter IM-Series คุณสมบัติ • แสดงผลของสัญญาณด้านอินพุตและเอาต์พุตผ่าน Display • อินพุตและเอาต์พุตแยกอิสระจากกัน (Isolation) • สามารถโปรแกรมเลือกสัญญาณด้านเอาต์พุตแบบ Direct หรือ Inverse ได้ • เอาต์พุตมีสูงสุด 2 เอาต์พุต และมี 4 Alarm Function • สามารถสื่อสารกับ Computer โดยผ่านพอร์ท RS-485 Signal Transmitter EM-Series คุณสมบัติ • อินพุตและเอาต์พุตแยกอิสระจากกัน (Isolation) • เอาต์พุตมีสูงสุด 2 เอาต์พุต • สามารถเลือกเอาต์พุตได้ทั้งสัญญาณ Direct หรือ Inverse • มี LED แสดงแรงดันไฟเลี้ยงการทำงาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
ยืดอายุการใช้งานของพัดลมในตู้คอนโทรลด้วย Thermostat

     ต่อเนื่องจากเรื่องที่เราได้นำเสนอ "วิธียืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล, ตู้สวิทบอร์ด (MDB)" ไปแล้วนั้น ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ เทอร์โมสตัท (Thermostat) เป็นอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลและทำการตัดต่อพัดลมระบายอากาศในตู้คอนโทรล (Cabinet Filter Fans) ไม่ให้ทำงานตลอดเวลา เพื่อยืดอายุการทำงานของพัดลม      ในกรณีที่อุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ (Setpoint) จะสั่งให้พัดลมทำงาน (ON) เพื่อระบายความร้อน ทำให้ประหยัดพลังงานและยืดอายุการทำงานของพัดลม (Fans) อีกด้วย (โดยปกติแนะนำให้ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสม 28-30 ํC)      โดยทั่วไปเทอร์โมสตัท (Thermostat) มีทั้ง เทอร์โมสตัทแบบอนาล็อก (Analog Thermostat) และ เทอร์โมสตัทแบบดิจิตอล (Digital Thermostat) สามารถเลือกประเภทตามลักษณะการใช้งาน 2 แบบ ดังนี้      1. เทอร์โมสตัท (Thermostat) ที่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิภายในตัว (Internal Temperature Sensor) เพื่อวัดอุณหภูมิแวดล้อมบริเวณรอบ ๆ      2. เทอร์โมสตัท (Thermostat) ที่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบโพรบแยก (External Temperature Sensor) เพื่อเลือกตำแหน่งในการวัดอุณหภูมิ      นอกจากนี้ยังมีแบบเกลียวที่ติดกับเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) สำหรับยึดในการติดตั้ง เพื่อตามความเหมาะสมตามลักษณะหน้างานอีกด้วย (ดังรูปต่อไปนี้) CMA-001 (Analog Thermostat with Sensor) CMA-001-E เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ PTC (2 kΩ) (Analog Thermostat External Sensor)   CMA-002 (Digital Thermostat with Sensor)    External Temp Sensor Prob       *** ข้อดีของเทอร์โมสตัทแบบดิจิตอล (Digital Thermostat) ทำให้ผู้ใช้งานรู้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในตู้และหากมีปัญหาสามารถแก้ไขได้ทันเวลา *** ลักษณะการติดตั้ง เทอร์โมสตัท (Thermostat) ภายในตู้คอนโทรล, ตู้ไฟฟ้า, ตู้สวิทบอร์ท (MDB)      ในกรณีที่ภายในตู้คอนโทรลมีความร้อนที่สะสมเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการติดพัดลมมากกว่า 1 ตัวภายในตู้ ดังนั้นควรเลือกใช้ เทอร์โมสตัท (Thermostat) ที่เหมาะสมกับการใช้งานในโหมด Heat/Cool เพื่อสลับการทำงานของพัดลมทั้ง 2 ตัว (ดังรูปวงจรการต่อ)

Image Alternative text
การจัดการบริหารวิเคราะห์และบันทึกค่าพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบ SOFTWARE

KM-07 : Multifunction Power Meter คุณสมบัติ • มัลติมิเตอร์วัดและวิเคราะห์ค่าพลังงานทางไฟฟ้า • หน้าจอแสดงผลแบบ LCD • สามารถตั้งค่า PT Ratio และ CT Ratio ได้ • สามารถสื่อสารผ่านพอร์ท RS-485, MODBUS RTU Protocol • เอาท์พุทแบบ Pulse และ 4-20 mA (Option)   โปรแกรม Primus Soft Pro คุณสมบัติ      โปรแกรม Primus Soft Pro เป็นโปรแกรมสำหรับ Power Meter ที่สามารถนำนำข้อมูลที่ได้จากโปรแกรมนี้ไปวิเคราะห์เพื่อดูปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา นำไปคิดค่าไฟฟ้าและยังสามารถควบคุมโหลดได้ในกรณีที่มีการ Peak ของ Kw เพื่อช่วยค่าไฟฟ้าได้ในที่สุด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
ลดปัญหามอเตอร์กระชากขณะออกตัว ด้วย Soft Start & Soft Stop

     มอเตอร์ (Motor) ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการต่าง ๆ ในระบบอุตสาหกรรม และมอเตอร์เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ใช้งานในเครื่องจักร เช่น สายพานลำเลียงชิ้นงาน (Conveyer ), เครน, รอก, พัดลม (Blower) และปั๊มต่าง ๆ (Pump) โดยปกติการใช้งานมอเตอร์นั้นจะมีลักษณะการใช้งานแบบเดินต่อเนื่องหรือ เดิน ๆ หยุด ๆ ตามลักษณะการใช้งานที่ไม่เหมือนกันจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการที่จะยืดอายุการใช้งานของมอเตอร์และลดการสึกหรอของอุปกรณ์อื่นที่ติดตั้งร่วมด้วย      ซึ่งโดยทั่วไปในการต่อใช้งานควบคุมมอเตอร์นั้นจะต่อตรง (Direct On Line) อาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องการกินกระแสไฟฟ้าที่สูงในช่วงสตาร์ท หรืออาจเกิดการสึกหรอของแมคคานิคต่าง ๆ ได้ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการที่จะลดปัญหาเหล่านี้ด้วยการต่อแบบมีอุปกรณ์ช่วยในการออกตัวสตาร์ทและหยุด (Soft Start & Soft Stop) เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างการต่อแบบ DOL (Direct On Line) กับการต่อร่วมกับ Soft Start Motor การสตาร์ทแบบต่อตรงมอเตอร์ DOL (Direct On Line) การสตาร์ทแบบต่อร่วม Soft Start & Soft Stop   กราฟแสดงกระแสขณะสตาร์ท ผลที่ได้จากการสตาร์ทแบบต่อตรงมอเตอร์ DOL(Direct On Line) ผลที่ได้จากการสตาร์ทแบบต่อร่วม Soft Start & Soft Stop ผลทางไฟฟ้า : เนื่องจากมอเตอร์มีแรงบิดที่สูง (Torque) ในการออกสตาร์ท (Start) ทำให้กินกระแสสูงมากกว่าปกติ ออกตัวไม่นิ่มนวลเกิดการกระชากและทำให้แรงดันไฟฟ้าตก ส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ในระบบทำงานไม่เสถียร ผลทางกล : ทำให้อายุการใช้งานสิ้นส่วนของอุปกรณ์ Mechanical ที่ติดตั้งกับมอเตอร์ (Motor) สั้นลง เช่น การสึกหรอของเฟือง สายพานในไลน์ผลิตเกิดการกระตุกหรือสั่น ชิ้นงานตกหล่น ทำให้กระบวนการผลิตมีปัญหา เป็นต้น Soft Start & Soft Stop : นอกจากจะสามารถช่วยให้มอเตอร์ออกตัวและหยุดได้อย่างนิ่มนวล ไม่เกิดการกระชากแล้ว (Soft Start & Soft Stop) ยังช่วยลดกระแสในช่วงขณะสตาร์ทได้อีกด้วย และมีการปรับทางด้านแรงบิด (Torque) ทำให้มอเตอร์ออกตัวได้ในขณะที่มีโหลด (Load) เพื่อลดการสึกหรอของแมคคานิคและลดปัญหาชิ้นงานเสียหาย เนื่องจากเกิดการกระชากของมอเตอร์ช่วงสตาร์ท (Soft Start)

Image Alternative text
ลดปัญหาความชื้นในตู้ไฟฟ้าด้วยฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater)

     ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้า (Electrical Control) มีอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Relays, Electronic Board, PCB, Magnetic, Inverter เป็นต้น การควบคุมอุณหภูมิ (Temperature) และความชื้น (Humidity) ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จะทำให้สามารถช่วยให้ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เหล่านี้ การควบคุมอุณหภูมิหรือการระบายความร้อนในตู้คอนโทรลมีการพูดถึงกันเยอะแล้ว เช่น การใช้พัดลมสำหรับตู้คอนโทรล (Filter Fan) หรือแอร์ตู้คอนโทรล (Air Condition for Control Boxes) แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีลดความชื้นในตู้คอนโทรลไฟฟ้าว่ามีวิธีใดบ้าง      ซึ่งการไล่ความชื้นในตู้ไฟฟ้าก็มีหลายวิธี เช่น การใช้หลอดไฟไล่ความชื้น การใช้ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) แต่เนื่องจากในตู้ไฟฟ้ามีพื้นที่จำกัด การติดตั้งอุปกรณ์จำพวกนี้จึงยุ่งยากและทำให้ภายในตู้ไม่สวยงาม       ปัจจุบันจึงได้มีการออกแบบอุปกรณ์ที่เรียกว่า ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) มาใช้สำหรับติดตั้งในตู้ไฟฟ้า สามารถติดตั้งได้ง่ายโดยยึดราง (Din rail) ภายในตู้ได้เลย ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปสามารถติดตั้งฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) นี้ได้โดยตรง หรือต่อร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมความชื้น (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) ก็ได้เช่นกัน (ดังรูป) รูปแสดงการติดตั้งฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ในตู้ไฟฟ้า โดยไม่ได้ต่อร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมความชื้น (Digital Hygrostat and Thermostat Controller)        ฮีตเตอร์ไล่ความชื้นนี้ เป็นฮีตเตอร์ที่ฝังไปในฮีตซิงค์ (Heat sink) ทำให้กระจายความร้อนภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้าได้ดี และสามารถเลือกรุ่นที่มีกำลังวัตต์ที่เหมาะสมกับขนาดของตู้คอนโทรล ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) จะทำงานไล่ความชื้นตลอดเวลาเมื่อจ่ายไฟให้อุปกรณ์ (220VAC)      และสามารถนำฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ไปต่อร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมความชื้น (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) เพื่อให้สามารถรักษาระดับความชื้นได้เหมาะสมกับการใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายในตู้ไฟฟ้าอีกด้วย (ดังรูป)                                                ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater)                                  อุปกรณ์ควบคุมความชื้น (Digital Hygrostat and Thermostat Controller)   รูปแสดงวงจรการต่อฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมความชื้น (Digital Hygrostat and Thermostat Controller)   --- ทั้งนี้การต่อสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความเหมาะสมของตู้ไฟ้ฟ้าที่ใช้หน้างาน ---

Image Alternative text
ค่า kW ติดลบ เกิดจากอะไร ?

     หลายท่านคงเจอปัญหาค่า kW ติดลบที่หน้างานกันอยู่บ้าง สำหรับการใช้งานมิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Power Meter) ทั้งที่การต่อสายใช้งานถูกต้อง แต่ทำไมค่า kW ที่แสดงหน้าจอของมิเตอร์ (Power Meter) ยังติดลบอยู่ ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาสรุปสาเหตุหลักที่ทำให้ค่า kW ติดลบ เมื่อต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ลดทอนกระแสหรือ CT (Current Trasnformer) ของมิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multi Function Meter), เพาเวอร์มิเตอร์ (Power Meter) ดังนี้      แสดงการต่อ CT ที่ถูกต้อง มิเตอร์จะแสดงค่า kW ที่วัดได้ตามปกติ ดังรูป รูปแสดงการต่อขั้ว CT ที่ถูกต้อง ขั้วบวก (สีแดง) S1-K, ขั้วลบ (สีดำ) P1-K สาเหตุที่ทำให้ค่า kW ติดลบ      ต่อ CT สลับขั้ว มิเตอร์จะแสดงค่า kW ที่วัดได้จะมีค่าติดลบ ดังรูป รูปแสดงการต่อขั้ว CT ที่ไม่ถูกต้อง ขั้วบวก (สีแดง) S1-K, ขั้วลบ (สีดำ) P1-K   รูปแสดงมิเตอร์ค่าติดลบ เมื่อต่อ CT สลับขั้ว      หรือ หากต่อสายถูกต้องแล้ว แต่กลับด้านของตัว CT ก็จะทำให้ ค่า kW ที่วัดได้ติดลบเช่นกัน ดังรูป รูปแสดงการต่อ CT กลับด้าน โดยรูปที่ 1 P1-K อยู่ด้านบน, รูปที่ 2 P2-L อยู่ด้านบน แนวทางการแก้ไข • เช็คสายขั้วบวก ขั้วลบของ CT เข้าตรงหรือไม่ • เช็คทิศทางการไหลของกระแสเข้าตรงตามทิศทางหรือไม่ • ในกรณีที่ค่า kW ติดลบ ให้สลับขั้วสายของ CT โดยไม่ต้องถอดตัว CT ออก

Image Alternative text
ROTATION WARNING LIGHT ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน

  TLW-02 : ROTATION WARNING LIGHT ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน   คุณสมบัติ • ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน  มีให้เลือกทั้งไฟ AC และ DC  • ให้ความสว่างสูงและอายุการใช้งานได้นาน ด้วย LED High Power • 3 Pattern Flashing คือ Rotation Pattern, Flashing Pattern และ Strobe Pattern • Buzzer แจ้งเสียงเตือนได้ 3 แบบ ที่ความดัง 90 dB Max (at 1M.) และสามารถปรับระดับความดังของเสียงได้ตามความต้องการ • Push/Pull Connection สามารถใช้ได้ทั้ง NPN/PNP, Open Collector • RS-485 MODBUS RTU Protocol Communication • วัสดุป้องกันสนิม Protection IP55 (การติดตั้งแบบตั้งขึ้น), IP23 (การติดตั้งแบบกลับหัว) • สามารถมองเห็นได้ชัดเจน 360 ํ   การทำงาน      TLW-01/TLW-02 Rotation Warning Light สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบตั้งขึ้นและแบบกลับหัวลง เหมาะกับการติดตั้งใช้งานภายในอาคาร ส่วนการติดตั้งภายนอกอาคารสามารถติดตั้งได้เฉพาะแบบตั้งขึ้นเท่านั้น      TLW-01/TLW-02 สามารถทํางานได้ 3 Pattern Flashing คือ Rotation Pattern (หมุนตลอดเวลา 175+-10 Flashes/Minute) Flashing Pattern (กระพริบ 55+-10 Flashes/Minute)Strobe Pattern (หมุนและกระพริบ 2 ครั้ง 75+-10 Flashes/Minute)      นอกจากนั้นยังมี Buzzer แจ้งเสียงเตือนในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ไกลจากเครื่องจักรได้ 3 แบบ ที่ความดัง 90 dB Max (at 1M.) หรือส่งข้อมูลแจ้งเตือนผ่าน Computer ด้วย RS-485 ได้   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9601, 090-197-9594 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
ประโยชน์ของไฟแจ้งเตือนสถานะเครื่องจักร (Signal Tower Light)

ไฟสัญญาณพร้อมเสียงแจ้งเตือนสถานะเครื่องจักร (Signal Tower Light) มีประโยชน์อย่างไรในงานอุตสาหกรรม      ปัจจุบันในโรงงานอุตสาหกรรม มีการใช้เครื่องจักรสำหรับช่วยในกระบวนการผลิต เช่น ไลน์ผลิต ไลน์คอนเวเยอร์ สายพาน หรือระบบลำเลียง เป็นต้น ทั้งอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่  ซึ่งหากเครื่องจักรบางตัวไม่มีอุปกรณ์การแจ้งเตือนเพื่อทราบถึงสถานะการทำงาน อาจจะทำให้กระบวนการผลิตเกิดความผิดพลาดได้ เช่น เครื่องจักรเกิดความขัดข้องหรือหยุดการทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ในวันนี้เราจะมาแนะนำถึงประโยชน์ของการติดตั้ง ไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer) สำหรับแจ้งเตือนสถานะการทำงานของเครื่องจักร ดังนี้ ประโยชน์ไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer)      • ช่วยลดเวลาในกระบวนการผลิต หากผู้ควบคุมเครื่องจักรต้องเดินไปตรวจเช็คเครื่องจักรอยู่บ่อย ๆ      • ช่วยแจ้งเตือนสำหรับผู้ควบคุมเครื่องจักรในกรณีที่เครื่องจักรมีปัญหาสามารถแก้ไขได้ทันเวลา      • ช่วยในการมองเห็นและได้ยินเสียง (Buzzer) สถานะของเครื่องจักร เพื่อการตรวจสอบในสภาวะปกติขณะเครื่องจักรทำงานหรือเครื่องจักรผิดปกติ      • ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ไม่เกะกะพื้นที่ปฏิบัติงาน หากต้องติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนที่มีขนาดใหญ่และต้องลากสายระยะไกล รูปแสดงความหมายของชั้นสีของไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer)  แจ้งเตือนสถานะของเครื่องจักร      ดังนั้นหากผู้ใช้งานหรือผู้ควบคุมเครื่องจักรได้ทราบถึงประโยชน์ในการมีอุปกรณ์ไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer) กันไปบ้างแล้ว เราจึงขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการติดตั้งกับตู้คอนโทรลหรือเครื่องจักร โดยมีขนาด 40 mm. , 60 mm. และ 80 mm. ให้เลือกใช้งานเพื่อความเหมาะสมตามลักษณะการใช้งานต่าง ๆ ดังนี้ รูปแสดงลักษณะการติดตั้ง ไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer)   สำหรับติดตั้งแบบด้านข้าง 90 องศา (และรุ่นปรับได้ 2ทิศทาง) สำหรับติดตั้งแบบด้านบน (ตรง)      หากผู้ใช้งานต้องการเปลี่ยนสถานะแต่ละชั้นสีสำหรับแจ้งเตือนและถอดสลับชั้นสี ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ (ดังรูป) รูปแสดงการประกอบใส่-ถอด และเชื่อมต่อแบบง่ายของแต่ละชั้นสี      มีสีให้เลือกเพิ่มเติมอีก เช่น สีขาว (White), สีน้ำเงิน ( Blue) สูงสุด 5 ชั้นสี และมี Buzzer ส่งเสียงเตือนในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ไกลจากเครื่องจักร ที่ความดัง 90 dB Max (at 1M.) หรือส่งข้อมูลแจ้งเตือนผ่าน Computer ด้วย RS-485ได้ รูปแสดงชั้นสี ไฟสัญญาณพร้อมเสียง 5 ชั้นสี (Signal Tower Light With Buzzer)      นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ประเภท ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warning Light) ที่เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคาร (IP 55) ซึ่งให้ความสว่างสูงด้วยเทคโนโลยี LED High Power สามารถมองเห็นได้ชัดเจน 360 องศา มีเสียงให้เลือกถึง 3 แบบด้วยกันและสามารถปรับระดับเสียงได้ รูปไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warning Light) รุ่น TLW-01 / TLW-02 Note : ติดตั้งภายนอกอาคาร (IP 23) ควรติดตั้งแบบตั้งขึ้นเท่านั้น และสามารถเลือกสีได้ เช่น แดง (RED), เหลือง (Yellow), เขียว (Green), สีน้ำเงิน (Blue)

Image Alternative text
ทรานสดิวเซอร์ (Transducer) กับ ทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) แตกต่างกันอย่างไร

Transducer vs Transmitter        ปัจจุบันกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรม  มีการใช้งานอุปกรณ์ประเภทเครื่องมือวัดและควบคุมอยู่หลายชนิด ทั้งในรูปแบบของ เซนเซอร์ (Sensor), ทรานสดิวเซอร์ (Transducer), คอนโทรลเลอร์ (Controller) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะนำมาใช้ในการวัดค่าต่าง ๆ ทางฟิสิกส์ เช่น อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ปริมาณอัตราการไหล (Flow Rates), การเคลื่อนที่หรือการแสดงตำแหน่ง (Linear Displacement), ความดัน (Pressure) เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ เหล่านี้ไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง และนำผลของค่าที่ได้ไปทำการบ่งบอกสถานะการทำงานหรือปริมาณในการวัดค่าต่าง ๆ แต่ในบางครั้งผู้ใช้งานยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง เซนเซอร์ (Sensor), ทรานสดิวเซอร์ (Sensor Transducer) และ ทรานสมิตเตอร์ (Transmitter)        ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะพูดถึงความแตกต่างของ เซนเซอร์ (Sensor), ทรานสดิวเซอร์ (Transducer) และ ทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นและสามารถเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม ดังนี้        เซนเซอร์ (Sensor) เป็นอุปกรณ์ตรวจจับการเปลี่ยนแปลง ที่สามารถรับรู้และบ่งบอกสถานะ ปริมาณในการวัดของอุปกรณ์เหล่านั้นได้ เช่น ค่าอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ปริมาณอัตราการไหล (Flow Rates), ตำแหน่ง (Linear Displacement), ความดัน (Pressure), และยังมีเซนเซอร์แบบอื่น เช่น โฟโต้เซนเซอร์ (Photo Electric Sensor), พร็อกซิมิตี้เซนเซอร์ (Proximity Sensor) เพื่อบ่งบอกสถานะทำงาน เช่น สถานะ ON-OFF เป็นต้น        ทรานสดิวเซอร์ (Transducer) ทำหน้าที่ เปลี่ยนแปลงพลังงานจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น อุณหภูมิ (Temp), ความชื้น (Humidity), แรงกด (Pressure), อากาศ (Air), อัตราการไหล (Flow Rates), แรงตึงเครียด (Strain) ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็นพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แรงดันไฟฟ้า (Voltage), กระแสไฟฟ้า (Current), ความร้อน (Thermal), แสงสว่าง (Light), ความต้านทาน (Resistance)  เป็นต้น      ยกตัวอย่าง อุปกรณ์เครื่องมือวัดที่เป็น เซนเซอร์ (Sensor) และ ทรานสดิวเซอร์ (Transducer) ดังนี้ เซนเซอร์วัดระดับของเหลว เอาท์พุต ความต้านทาน (Output Resistance) - Level Switch, Level Sensor   เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ (Output mV, Ohm) - เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple), อาร์ทีดี (RTD PT100)                             เซนเซอร์วัดการเคลื่อนที่, ระยะทางหรือตำแหน่ง เอาต์พุต ความต้านทาน (Output Resistance) - Linear Scale                           เซนเซอร์วัดน้ำหนัก (แรงกด, แรงดึง) (Output mV/V) - โหลดเซล Load cell      ทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) คือ ตัวที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณจากอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ  เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แรงดัน ให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน ที่มีสัญญาณทางด้านเอาต์พุต เช่น 0-10Vdc, 4-20mA เป็นต้น      ยกตัวอย่าง อุปกรณ์เครื่องมือวัดที่มีสัญญาณทางด้านเอาต์พุต เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน ดังนี้         อุปกรณ์วัดความชื้นและอุณหภูมิ แปลงสัญญาณอนาล็อก (Output 4-20mA,0-10VDC) - Humidity & Temperature Transmitter อุปกรณ์วัดแรงดัน แปลงสัญญาณอนาล็อก (Output 4-20mA, 0-10VDC) - Pressure Transmitter            ดังนั้น จึงสรุปได้อย่างเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ อุปกรณ์ทุกตัวที่เป็นเซนเซอร์ก็คือทรานสดิวเซอร์ (Transducer) นั่นเอง แต่ทรานสมิสเตอร์ (Transmitter) ก็คือตัวแปลงค่าต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แรงดัน ระดับน้ำ แรงกด แล้วนำสัญญาณที่ได้ผ่านวงจรทางไฟฟ้ามาเพื่อแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน เพื่อมาใช้ในการวัดและควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม .....Link สินค้าที่เกี่ยวข้อง..... https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=17 https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=35 https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=38

Image Alternative text
การต่อฮีตเตอร์ (Heater) แบบสตาร์ กับ เดลต้า ต่างกันอย่างไร (Star-Delta)

     มีการสอบถามเข้ามามากเกี่ยวกับการต่อวงจร แบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta) ว่าต่อแบบไหนดีกว่ากัน และต่อแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน ดังนั้นเราจึงขออธิบายการต่อและยกตัวอย่างการต่อแบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta)      เช่น ในกรณีที่มีฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) ขนาด 380V 3000W ต่อแบบสตาร์ (Star) การออกแบบขดลวดภายในที่ถูกออกแบบไว้ต่อขด จะทนแรงดันได้ที่ 220V แต่ถ้าหากผู้ใช้งานต้องการอยากจะเปลี่ยนมาต่อแบบเดลต้า (Delta) จะทำให้แรงดันที่ตกคร่อมของขดลวดแต่ละขด = 380V ซึ่งเกินแรงดันปกติที่รับได้ (220V) จะทำให้ฮีตเตอร์ขาดได้ การต่อแบบสตาร์ Y แรงดันที่ตกคร่อมขดลวดแต่ละขด = 220VAC การต่อแบบเดลต้า △ แรงดันที่ตกคร่อมขดลวดแต่ละขด = 380VAC      ส่วน คำถาม เรื่องการต่อฮีตเตอร์ (Heater) จาก Y → △  (แบบสตาร์ เป็นเดลต้า) สามารถต่อได้หรือไม่และจะมีผลอย่างไร      คำตอบ คือ ต่อไม่ได้ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เนื่องจากในการออกแบบขดลวด แบบสตาร์ (Y) แรงดันตกคร่อมที่ขดลวดฮีตเตอร์ แต่ละขด จะมีค่า = 220V และแรงดันตกคร่อมที่ขดลวดฮีตเตอร์แต่ละขด แบบเดลต้าจะมีค่า = 380V จะทำให้กำลังวัตต์เพิ่มขึ้น 3 เท่า ซึ่งถ้านำมาต่อใช้งานจะทำให้ฮีตเตอร์ขาดได้      และถ้าต่อฮีตเตอร์ (Heater) จาก Y → △ สามารถต่อได้หรือไม่และจะมีผลอย่างไร      คำตอบ คือ ต่อได้ เนื่องจาก แรงดันตกคร่อมที่ขดลวดฮีตเตอร์ แบบเดลต้า △ จะมีค่า = 380V ถ้านำมาต่อแบบสตาร์ (Y) ที่มีแรงดันตกคร่อมขดลวดฮีตเตอร์ = 220V สามารถทำได้ แต่จะทำให้ฮีตเตอร์ได้รับแรงดันลดลงและกำลังวัตต์ของฮีตเตอร์ลดลง 3 เท่า ทำให้ความร้อนที่ได้ลดลงไปด้วย จากการคำนวณ ดังนี้ … เราจะมาคำนวณหาค่าความต้านทานจากขดลวดแต่ละขดกันก่อน ... จากสูตร R = V2/ P → 380V2/ 1000W = 144.4 Ohm (ดังนั้น ค่าความต้านทานที่ขดลวดแต่ละขด ที่ 1000W จะเท่ากับ 144.4 Ohm) … ต่อมา จะคำนวณหาค่ากำลังวัตต์ (Watt) ที่ได้จาการต่อทั้ง 2 แบบ ... จากสูตร  Y   P = V2/ R → 220V2/ 144.4 Ohm = 335 Watt จากสูตร  △   P = V2/ R → 380V2/ 144.4 Ohm = 1000 Watt      จะเห็นได้ว่า ถ้าหากเรานำฮีตเตอร์ (Heater) แบบเดลต้า (Delta) มาต่อแบบสตาร์ (Star) จะกำลังวัตต์ที่ได้ลดลง ทำให้เกิดปัญหาฮีตเตอร์ไม่ร้อน ทำอุณหภูมิไม่ได้ตามที่ต้องการ ส่งผลให้งานที่ออกมาไม่มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของฮีตเตอร์สั้นลง เป็นต้น แสดงการต่อใช้งานของฮีตเตอร์ (Heater) ข้อแนะนำ : วิธีการคำนวณกระแสของฮีตเตอร์ แบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta)        ยกตัวอย่างในการคำนวณหากระแสของ ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) 3 เฟส 380V 3000W  แบบ Star-Delta ดังนี้      สรุปผลที่ได้จากการคำนวณ จะเห็นได้ว่าการต่อทั้งสองแบบ กระแสที่ได้จะเท่ากันหรือฮีตเตอร์กินกระแสรวมเท่ากันนั่นเอง ทีนี้ผู้ใช้งานคงได้ข้อมูลเพื่อช่วยในการออกแบบขดลวดภายในฮีตเตอร์สำหรับการต่อใช้งานให้เหมาะสม และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฮีตเตอร์ได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังมีฮีตเตอร์ (Heater) แบบต่าง ๆ ดังนี้ ฮีตเตอร์ทิวบูล่าร์/ท่อกลม (Tubular Heater) ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เซรามิคฮีตเตอร์ (Ceramic Heater) ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ฮีตเตอร์ลมร้อน (Hot Air Heater) .....ข้อมูลเพิ่มเติมฮีตเตอร์..... www.heaterprimusthai.com www.primusthai.com www.pm.co.th  

Image Alternative text
ฮีตเตอร์ขาดเกิดจากอะไร ?

     ฮีตเตอร์ (Heater) คือ อุปกรณ์ให้ความร้อนแก่ชิ้นงาน โดยอาศัยหลักการนำพาความร้อนโดยผ่านขดลวดตัวนำ (R) ทำให้เกิดกระแสขึ้น ในปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น งานอบสี, บรรจุภัณฑ์, งานขึ้นรูปพลาสติก เป็นต้น      และเนื่องจากฮีตเตอร์ (Heater) มีอายุการใช้งาน หากผู้ใช้งานเข้าใจวิธีดูแลรักษาก็จะทำให้ฮีตเตอร์ (Heater) มีอายุการใช้งานได้ยาวนานและไม่ขาดง่าย มีประสิทธิภาพต่องานอุตสาหกรรมของท่านเพิ่มขึ้น      วันนี้เราจะมาแนะนำถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ฮีตเตอร์เกิดความเสียหายหรือฮีตเตอร์ขาด ที่เกิดจากการทำงานหนักตลอดเวลา ฮีตเตอร์ขาดเกิดจากอะไร สาเหตุ วิธีการป้องกัน 1. การจ่ายแรงดันไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ฮีตเตอร์ 220V จ่ายแรงดัน 380V ทำให้เสียหาย 2. กำลังวัตต์ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดฮีตเตอร์ เช่น ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 5W/CM2 3. การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมกับงาน เช่น ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) นำไปใช้งานกับน้ำที่มีสารเคมี แต่เลือกใช้วัสดุที่ไม่สามารถทนต่อสารเคมีได้ สแตนเลส SUS304 เป็นต้น 4. คราบตะกรันติดที่ท่อฮีตเตอร์ เช่น ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ที่สะสม ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาดจะทำให้การถ่ายเทความร้อนไม่ดี ทำให้ฮีตเตอร์ทำงานหนักขึ้น 5. อุปกรณ์ควบคุม เช่น Temperature Controller หรือ Thermostat ไม่ตัดการทำงาน ทำให้ฮีตเตอร์ทำงานตลอดเวลา 1. จ่ายแรงดันที่เหมาะสมตามสเปคการใช้งาน เช่น  ฮีตเตอร์ 220V จ่ายแรงดัน 200V 2. ใช้งานในกำลังวัตต์ที่เหมาะสมตามประเภทของฮีตเตอร์ เช่น ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) ไม่ควรเกิน 5W/CM2 3. เลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) ที่นำไปใช้งานกับน้ำที่มีสารเคมี ควรเลือกใช้วัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อน สแตนเลส SUS316, SUS316L เป็นต้น 4. หมั่นทำความสะอาดคราบตะกรันที่ขั้วหรือท่อฮีตเตอร์ เพื่อไม่ให้ฮีตเตอร์ทำงานหนักจนเกินไป 5. ควรมีอุปกรณ์การแจ้งเตือนกรณีที่ฮีตเตอร์เกิดความผิดปกติ เช่น ตัวเช็คฮีตเตอร์ขาด เช็คกระแสเกินที่สามารถต่อร่วมกับอุปกรณ์ที่แจ้งเตือนแสงและเสียง  Tower Light พร้อม Buzzer      Note : นอกจากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การเลือกใช้ฮีตเตอร์ตามประเภทที่เหมาะสมกับหน้างานก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ ซึ่งเราก็มีข้อมูลสำหรับประเภทของฮีตเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภทตาม Link ด้านล่างนี้เลยค่ะ http://www.heaterprimus.com/ https://www.primusthai.com/

Image Alternative text
RTD Pt100 แบบ 2 สาย 3 สาย และ 4 สาย ต่างกันอย่างไร

     ในงานอุตสาหกรรมเรามักจะพบเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิหลากหลายชนิด ทั้ง Thermocouple, Thermistor แบบ  NTC PTC, RTD แบบ Pt100, Pt500, Pt1000  แต่วันนี้เราจะพูดเฉพาะ RTD (Resistance Temperature Detector)  หรือบางคนนิยมเรียกกันว่า Pt100 โดย Pt100 เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่อาศัยหลักการของความต้านทาน คือ เมื่ออุณหภูมิที่ 0 ํC ค่าความต้านทานจะมีค่า 100 โอห์ม ถ้ามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นค่าความต้านทานก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่เคยทราบไหมว่า Pt100 นอกจาก แบบ 3 สาย แล้ว ยังมี Pt100 ทั้งแบบ 2 สาย และ 4 สายด้วย แล้ว Pt100 แบบ 2 สาย, 3 สาย, 4 สาย แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะสมกับงานแบบไหนบ้าง เรามาดูกัน        Pt100 แบบ 2 สาย 3 สาย และ 4 สาย ต่างกันอย่างไร และแบบไหนเหมาะสมกับการใช้งานอย่างไร  ก่อนอื่นนั้นเรามาดูโครงสร้าง พีที100 (Rtd Pt100) แต่ละแบบกันก่อนว่าเป็นอย่างไร รูปโครงสร้างและสัญลักษณ์ Pt100 แบบ 2 สาย        RTD (Pt100) แบบ 2 สาย (2-Wire Rtd Pt100) เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก และไม่เหมาะสมกับงานที่มีระยะทางในการเดินสายไกล ๆ เนื่องจากจะทำให้ค่าที่วัดไม่ตรง เนื่องมาจากความต้านทานภายในสาย รูปโครงสร้างและสัญลักษณ์ Pt100 แบบ 3 สาย        RTD (Pt100) แบบ 3 สาย (3-Wire Rtd Pt100) เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดและมีความแม่นยำในการวัดกว่าแบบ 2 สาย ระยะทางจะไม่ค่อยมีผลต่อความผิดเพี้ยนในการวัด เนื่องจากมีสายเพิ่มอีก 1 เส้น ที่มาต่อขนานเพื่อชดเชยความผิดพลาดของความต้านทานที่เกิดจากการต่อสาย และเป็นที่นิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรม รูปโครงสร้างและสัญลักษณ์ Pt100 แบบ 4 สาย        RTD (Pt100) แบบ 4 สาย (4-Wire Rtd Pt100)  เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดมากที่สุดกว่าทั้งแบบ 2 สาย และ 3 สาย  มีความแม่นยำสูง สามารถชดเชยความต้านทานของสายตัวนำได้ทั้งหมด และเหมาะกับการใช้วัดอุณหภูมิในห้องปฏิบัติการและห้อง Lab ทดสอบ ต่าง ๆ เพื่อต่อร่วมกับ Recorder หรือ Data Logger เพื่อบันทึกค่าและเก็บข้อมูลอุณหภูมิ        จากที่ได้ดูโครงสร้างภายใน Pt100 แบบ 2 สาย, Pt100 แบบ 3 สาย และ Pt100 แบบ 4 สาย กันไปแล้วนั้น นอกจากนี้เรายังมี Rtd Pt100 ในรูปแบบต่าง ๆ ตามลักษณะการใช้งานมาฝากกันค่ะ   Rtd Pt100 แบบหัวกระโหลกอลูมิเนียม มีเกลียวสำหรับยึดหน้างาน   Rtd Pt100 แบบหัวกระโหลก Blackalite มีเกลียวสำหรับยึดหน้างาน เหมาะสำหรับงานที่มีสารเคมี   ..........สามารถผลิตตามแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้..........    

Image Alternative text
ทำไมต้องเลือกใช้มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้าแบบ True RMS (Electrical Meter True RMS)

     มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า (Electrical Meter) โดยทั่วไปนั้นมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น มิเตอร์แบบพกพา (Clamp-On Meter) และ มิเตอร์ติดหน้าตู้แบบดิจิตอล (Digital Panel Meter) ที่วัดค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้า ทั้ง 1เฟส (Single Phase) และ 3 เฟส (Three Phase) เช่น Volt AC/DC, Amp AC/DC, Watt, kWh-MD, Hertz, PF เป็นต้น     แล้วทำไมถึงต้องเลือกใช้มิเตอร์วัดค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบ True RMS (Electrical meter True RMS)      เนื่องจากในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีเครื่องมือวัดและควบคุมหลากหลายชนิดและอุปกรณ์บางตัวอาจเป็นตัวสร้างสัญญาณฮาร์โมนิกส์ Harmonic ให้เกิดขึ้น ซึ่งตัวที่ทำให้เกิดสัญญาณฮาร์โมนิกส์ เช่น บัลลาสอิเล็กทรอนิกส์, อินเวอร์เตอร์ (Inverter), UPS หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปคลื่นทางไฟฟ้าที่มีความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นสัญญาณ จึงส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้      ในการเลือกใช้มิเตอร์วัดค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทางไฟฟ้าควรเลือกให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้วัดค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรง ซึ่งนำผลที่ได้จากการวัดนี้ไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางไฟฟ้าและตัดสินใจในการเลือกหาวิธีป้องกันเพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น      ปัจจุบันอุปกรณ์เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าได้มีการออกแบบให้มีการวัดค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้า เช่น กระแสไฟฟ้า (Current), แรงดันไฟฟ้า (Voltage), วัตต์ (Watt), กิโลวัตต์ฮาว (Kilowatt Hour) ให้มีความแม่นยำและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น แต่โดยทั่วไปมิเตอร์จะมีลักษณะการวัดอยู่ 2 แบบ คือวัดแบบค่าเฉลี่ย (Average Value Meter) และ วัดแบบ True RMS ในการวัดทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้มิเตอร์(Meter) แบบใดจึงจะเหมาะสมกับงาน        มิเตอร์ชนิดวัดค่าเฉลี่ย (Average Value Multimeter) VS มิเตอร์ชนิด True RMS      1. การวัดแบบ Average คือ การวัดแบบค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับงานที่มีโหลดเป็นเชิงเส้น เช่น ฮีตเตอร์หรือมอเตอร์ ที่ความถี่ 50 Hz และไม่มีสัญญาณ Harmonic เพิ่มเข้ามา หากอุปกรณ์เหล่านี้มีสัญญาณ Harmonic เพิ่มเข้ามา และทำให้รูปคลื่นผิดเพี้ยนไป หากเราใช้มิเตอร์แบบ Average วัดค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทางไฟฟ้านั้นจะทำให้วัดได้ไม่เที่ยงตรง          2. การวัดแบบ True RMS คือ การวัดแบบค่าเฉลี่ยกำลังสอง RMS (Root Mean Square) เหมาะสำหรับงานที่มีโหลดไม่เป็นเชิงเส้น เช่น UPS, Inverter, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น มิเตอร์แบบ True-RMS สามารถวัดพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทางไฟฟ้าที่มีสัญญาณ Harmonic เพิ่มอยู่ในระบบได้เที่ยงตรงกว่ามิเตอร์ที่มีการวัดแบบ Average                จากสมการข้างต้น ทั้งค่า RMS จะมีค่ามากกว่าค่า Average ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ในรูปคลื่น Sine wave (ดังรูป)          และถ้าหากกราฟไม่เป็นรูปคลื่น Sine wave ค่า RMS และค่า Average ก็จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น (ดังตาราง)          ดังนั้นผู้ใช้งานต้องพิจารณาในการเลือกใช้มิเตอร์วัดค่าพารามิเตอร์ทางไฟฟ้า (Electrical Meter) ให้เหมาะสมกับงานในราคาที่เหมาะสมกันด้วยนะคะ   เราขอแนะนำมิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า (Electrical Meter) แบบ True RMS ราคาถูกและมีหลายแบบให้เลือกใช้งาน     Digital Volt Meter KM-09N-V                      Digital Hertz Meter KM-09N-H                   Digital Amp Meter KM-09N-A   สินค้าที่เกี่ยวข้อง      #ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ (Digital Multimeter), #มัลติมิเตอร์ (Multimeter), #มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multifunction Meter), #มิเตอร์ติดหน้าตู้ (Panel Meter), #มิเตอร์แบบติดราง (Din Rail Multimeter), #มิเตอร์วัด Volt AC/DC, Amp AC/DC, Watt, kWh-MD, Hertz, PF         #มัลติมิเตอร์แบบพกพา (Clamp-On Meter) AC/DC True RMS, Multifunction Meter,AC/DC True RMS Clamp Meter, Din Rail Meter, Clip Amp      

Image Alternative text
การนำไปใช้งานของ Signal Transmitter และ การต่อใช้งาน Signal Transmitter แบบต่างๆ

           ในระบบเครื่องมือวัดและควบคุมอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม เรามักพบเจออุปกรณ์ต่างๆ เช่น PLC (Programmable Logic Controller) , Temperature Controller, Process Controller, Indicator , Recorder ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถรับ Input ได้ทั้ง Thermocouple , PT100 , 4-20mA , 0-10V แต่ในบางครั้งอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ อาจมีสัญญาณที่ต่างชนิดกันทำให้ไม่สามารถต่อร่วมกันได้            วันนี้เราจะมาแนะนำ Signal Transmitter ที่จะช่วยให้คุณสามารถนำอุปกรณ์ที่มีสัญญาณต่างชนิดกัน ให้สามารถต่อร่วมกันได้ อีกทั้งยังมีการแยกอิสระกัน ระหว่าง Input กับ Output (Isolation) เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความเสียหายทางด้าน Output หากด้าน Input เกิดปัญหา และยังช่วยในการเพิ่ม Impedance ทางด้าน output อีกด้วย ยกตัวอย่างการนำไปใช้งาน เช่น เรามี Pressure Transmitter ย่านการวัด 0-10 bar output 0-5V ต้องการต่อร่วมกับ Indicator ที่รับสัญญาณ Input 4-20mA โดยปกติจะไม่สามารถต่อร่วมกันได้ เราจึงใช้ตัว Signal Transmitte ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณจาก 0-5V เป็น 4-20 mA หรือ ในบางกรณีเราต้องการ Signal Transmitte ที่มี 2 Output คือ OUTPUT 1 สัญญาณออกเป็น 4-20mA Output 2 สัญญาณออกเป็น 0-10 V หรือ OUTPUT 1 สัญญาณออกเป็น 4-20mA Output 2 สัญญาณออกเป็น RS 485 เราก็สามารถเลือกอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้มาต่อร่วมกัน ตามความเหมาะสมในการใช้งานตามลักษณะงานต่างๆ ดังรูปด้านล่างนี้ รูปแบบ การต่อใช้งาน Signal Transmitter แบบต่างๆ  อุปกรณ์แปลงสัญญาณ(Transmitter)จาก Pressure Transmitter 0-5V เป็น 4-20mA อุปกรณ์แปลงสัญญาณ(Transmitter)จาก 0-5A เป็น 4-20mA เป็น 4-20mA และ 0-10V อุปกรณ์แปลงสัญญาณ(Transmitter)จากThermocouple /PT100 เป็น 4-20mA และ 0-10V อุปกรณ์แปลงสัญญาณ(Transmitter)จาก Humidity Transmitter(4-20mA) เป็น 4-20mA และ 0-10V อุปกรณ์แปลงสัญญาณ(Transmitter)จาก Humidity Transmitter(4-20mA) เป็น 4-20mA และ RS485

Image Alternative text
หลักการทำงานของ Signal Transmitter แบบต่าง ๆ

     Signal Transmitter อุปกรณ์แปลงสัญญาณทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณอนาลอกมาตรฐาน หรือ อุปกรณ์แปลงสัญญาณทางอินพุตให้เป็นสัญญาณอนาลอกมาตรฐาน      มีประโยชน์ในการใช้งานอย่างไร วันนี้เราจะมากล่าวถึงอุปกรณ์ตัวนี้กัน เนื่องจากระบบควบคุมในงานอุตสาหกรรมประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องมือวัดหลายชนิดต่อร่วมกันเพื่อ รับ-ส่ง สัญญาณระหว่างกัน ซึ่งมีหลากหลายสัญญาณ จึงต้องมีการกำหนดสัญญาณที่เป็นสากลขึ้นเพื่อควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ ทั้งสัญญาณประเภทนิวเมติก (3-15 psi) และสัญญาณทางไฟฟ้า (4-20mA,0-10Vdc) เช่น อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter), อุปกรณ์วัดความชื้นและอุณหภูมิ (Humidity&Temperature Transmitter), เซ็นเซอร์อุณหภูมิ (Temperature Transmitter) เป็นต้น       ส่วนประเภทของสัญญาณอนาลอกมาตรฐานทางไฟฟ้า มี 2 ประเภท ดังนี้      1.สัญญาณกระแสไฟฟ้ามาตรฐานเป็นสัญญาณในรูปแบบของกระแสตรง (DC Current) 4-20mA คือ เมื่อวัดค่าที่ 0% กระแสที่ออกทางด้านเอาต์พุตจะได้ 4mA และเมื่อวัดค่าที่ 100% กระแสที่ออกทางด้านเอาต์พุตจะได้ 20mA (ดังตัวอย่างกราฟ) เป็นสัญญาณที่นิยมใช้กันอย่างมาก เนื่องจากสามารถส่งสัญญาณได้ระยะไกล และสัญญาณรบกวนจะน้อยกว่าสัญญาณที่เป็นแรงดันไฟฟ้า  กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่วัดและสัญญาณของกระแส ทั้งแบบ Direct และ Inverse        ตัวอย่าง รูปการต่อใช้งานเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple) ร่วมกับ Transmitter (1Channel) เพื่อแปลงเป็นสัญญาณ 4-20mA และต่อร่วมกับอุปกรณ์ควมคุมแบบโปรแกรม PLC (Vision Programmable Logic Controller)            กรณีที่ต้องการวัดกระแสจากมอเตอร์โดยต่อผ่านตัว CT 500/5A เพื่อเข้าอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Current Transmitter) จาก 0-5A/AC เป็น 4-20mA และต่อร่วมกับเครื่องวัดค่าแสดงผล (Digital Indicator) และเครื่องบันทึกค่า (Recorder) ในจุดเดียวกันก็สามารถทำได้โดย Transmitter ที่เป็นรุ่นที่มีเอาต์พุต 2 Channel ซึ่งจะแยกอิสระจากกัน (Isolation) ดังรูป        ตัวอย่าง รูปการต่อใช้งาน CT 500/5A (Current Transformer) ร่วมกับ Transmitter (2Channel) เพื่อแปลงเป็นสัญญาณ 4-20mA และต่อร่วมกับอุปกรณ์เครื่องวัดค่าแสดงผล (Digital Indicator) และเครื่องบันทึกค่า (Recorder)         2. สัญญาณแรงดันไฟฟ้ามาตรฐานเป็นสัญญาณในรูปแบบของแรงดันไฟฟ้า (DC Voltage) 0-10VDC คือ เมื่อวัดค่าที่ 0% กระแสที่ออกทางด้านเอาต์พุตจะได้ 0Vdc และเมื่อวัดค่าที่ 100% กระแสที่ออกทางด้านเอาต์พุตจะได้ 10Vdc (ดังตัวอย่างกราฟ) ซึ่งสัญญาณมาตรฐานแบบแรงดันนี้ไม่เหมาะกับการส่งสัญญาณระยะไกล เนื่องจากจะเกิดความต้านทานของสายสัญญาณขึ้นและทำให้เกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย   กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่วัดและสัญญาณของแรงดัน ทั้งแบบ Direct และ Inverse        กรณีที่ต้องการวัดกระแสโดยต่อผ่านตัว R Shunt เพื่อเข้าอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Current Transmitter) จาก 0-60mV เป็น 4-20mA และต่อร่วมกับเครื่องวัดค่าแสดงผล 2 ตัว (Digital Indicator) ในจุดเดียวกัน ก็สามารถทำได้โดย Transmitter ที่เป็นรุ่นที่มีเอาต์พุต 2 Channel ซึ่งจะแยกอิสระจากกัน (Isolation) ดังรูป            นอกจากนี้อุปกรณ์แปลงสัญญาณทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณอนาลอกมาตรฐาน (Signal Transmitter) นี้ ยังสามารถรับอินพุตประเภท AC/DC Current, AC/DC Voltage, Resistance, Frequenc , RPM, Strain-gauge และ Multi Input for Thermocouple, PT100 (RTD) เช่น สัญญาณ 4-20mA, 0-20mA, 0-5Vdc, 0-10Vdc โดย อินพุต-เอาต์พุตแยกอิสระจากกัน (Isolation) ทำให้ไม่เกิดการรบกวนสัญญาณต่อกัน และหากสัญญาณด้านอินพุตเกิดการช็อตก็จะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาณด้านเอาต์พุต   สินค้าที่เกี่ยวข้อง เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple) อุปกรณ์แปลงอุณหภูมิเป็นสัญญาณอนาลอก (Thermocouple Transmitter) อุปกรณ์แปลงแรงดัน 0-60mV เป็นสัญญาณอนาลอก 0-10Vdc(Voltage Transmitter) อุปกรณ์แปลงกระแส 0-5A/AC เป็นสัญญาณอนาลอก 4-20mA (Current Transmitter) อุปกรณ์แปลงอุณหภูมิเป็นสัญญาณอนาลอก (Thermocouple Transmitter) อุปกรณ์แปลงกระแส 0-5A/AC เป็นสัญญาณอนาลอก 4-20mA (Current Transmitter) Vision Programmable Logic Control+HMI (PLC+HMI) อุปกรณ์ลดทอนกระแส (Current Transmitter) CT500/5A อุปกรณ์แสดงผล รับสัญญาณ 4-20mA (Digital Indicator with Alarm) เครื่องบันทึกอุณหภูมิแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder)  

Image Alternative text
การเชื่อมต่อ I/O Modules แบบไร้สายในยุค IOT (Internet of Things)

     เนื่องด้วยปัจจุบันอุปกรณ์เครื่องมือวัดและควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณรูปแบบต่าง ๆ เช่น Analog Input/Output (I/O Modules) เช่น 4-20mA, 0-10Vdc จาก Pressure Transmitter, Humidity Transmitter, Level Transmitter และ Digital Input/Output (I/O Modules) จาก Photoelectric Sensor, Proximity Switch, Encoder, Contact, NPN, PNP เป็นต้น      นอกจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Input/Output ในรูปแบบสัญญาณทางไฟฟ้าแล้ว ยังมีการสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์เครื่องมือวัดกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผ่านระบบ Modbus RTU โดยการต่อสาย 2 เส้น แบบ RS485 (2-Wire RS485) กับระบบการเชื่อมต่อผ่าน Modbus TCP/IP โดยสาย LAN      แต่วันนี้เราจะมาแนะนำทางเลือกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์  I/O Modules ของ Input/Output ทั้งแบบ Digital Input และ Digital Output แบบไร้สาย (Wireless I/O Modules) เพื่อลดความยุ่งยากในการเดินสายไฟและเพื่อเกิดประโยชน์ในการใช้งาน         ดังรูปแสดงการเชื่อมต่ออุปกรณ์เครื่องมือวัดและควบคุมผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ รูปการเชื่อมต่อ I/O Modules กับระบบเครื่องมือวัดและควบคุม ผ่านเครือข่าย RS485                  รูปการเชื่อมต่อ I/O Modules กับระบบเครื่องมือวัดและควบคุม ผ่านเครือข่าย RS485 ด้วย ด้วย Modbus RTU โดยต่อแบบ 2-Wire ร่วมกับอุปกรณ์ Converter (USB RS422/RS485)           Modbus RTU โดยต่อร่วมกับอุปกรณ์ Converter (TCP RS485/RS232 WIFI) เพื่อลดการเดินสาย     รูปการเชื่อมต่อ I/O Modules กับระบบเครื่องมือวัดและควบคุมผ่านเครือข่าย Ethernet                   รูปแบบการเชื่อมต่อ I/O Modules กับระบบเครื่องมือวัดและควบคุมผ่านเครือข่าย Ethernet ด้วย Modbus TCP โดยสาย LAN ผ่าน Hub Switch                                                                        ด้วย Modbus TCP โดยต่อร่วมกับอุปกรณ์ Hub Switch WIFI เพื่อลดการเดินสาย   อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้การเชื่อมต่อของสัญญาณมีความเสถียรภาพหรือไม่นั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ - การออกแบบ - พื้นที่ของการกระจายสัญญาณ หรือ สัญญาณรบกวน - ส่วนประกอบของอุปกรณ์ IT ที่ใช้ ( Specification) , ความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูล - สภาพอากาศแวดล้อม , ระยะทางระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ เป็นต้น

Image Alternative text
TL80 Series : Signal Tower Light

TL80 Series Signal Tower Light   คุณสมบัติ • ไฟอะลาร์มแจ้งเตือนสถานะการทำงานของเครื่องจักรขนาด 80 mm. • สามารถมองเห็นได้ชัดเจน 360 ํ ด้วยหลอด LED ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานยาวนาน • เลือกสูงสุดได้ 5 ชั้น 5 สี คือ Red, Yellow, Green, Blue, White พร้อม Option Buzzer (90dB) • การแจ้งเตือนมีทั้งแบบติดต่อเนื่องและติดกระพริบในตัวเดียวกัน • เอาต์พุตแบบ Push-Pull Connection NPN, PNP Open Collector • สามารถใส่และประกอบเปลี่ยนชั้นได้ง่าย   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9594, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
การต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 2 สาย, 4-20mA แบบ 3 สาย , 4-20mA แบบ 4 สาย

     วันนี้เราจะมาแนะนําการต่อสัญญาณอนาลอก 4-20mA แบบ 2 สาย 3 สาย และ 4 สาย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีหลายคนที่ยังสับสนอยู่ว่า สัญญาณ 4-20mA แต่ละแบบควรต่อแบบไหนถึงจะถูกต้องและใช้งานได้ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องมือวัดและเซ็นเซอร์ที่มีสัญญาณอนาลอกเอาต์พุต 4-20 mA ในงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก จึงมีการกําหนดสัญญาณอนาลอกมาตรฐาน 4-20mA เป็น 3 แบบ ตามมาตรฐาน ANSI/ISA-S 50.1-1982 (International Society of Automation) ดังนี้ 1. การต่อสัญญาณ 4-20mA (Pressure Transmitter) แบบ 2 สาย (4-20mA 2-Wire) ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 2 สาย Pressure Transmitter ร่วมกับ Indicator (Supply แยก)   ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 2 สาย Pressure Transmitter ร่วมกับ Indicator (Supply ร่วมภายในตัว Indicator)   2. การต่อสัญญาณ 4-20mA (Humidity Transmitter) แบบ 3 สาย (4-20mA 3-Wire) ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 3 สาย Humidity Transmitter ร่วมกับ Indicator (Supply แยก)   ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 3 สาย Humidity Transmitter ร่วมกับ Indicator (Supply ร่วมภายในตัว Indicator)   3. การต่อสัญญาณ 4-20mA (Non-Contact Thermometer) แบบ 4 สาย (4-20mA 4-Wire) ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 4 สาย Non-Contact Thermometer ร่วมกับ Indicator (Supply แยก)   ตัวอย่างวงจรการต่อสัญญาณ 4-20mA แบบ 4 สาย Non-Contact Thermometer ร่วมกับ Indicator (Supply ร่วมภายในตัว Indicator) Note : การต่อสัญญาณอนาลอก 4-20mA แบบ 2 สาย แบบ 3 สาย และแบบ 4 สาย นี้ ขึ้นอยู่กับสัญญาณเอาต์พุต (Signal Output) ของอุปกรณ์เครื่องมือวัดหรือเซนเซอร์ที่นํามาใช้งาน

Image Alternative text
แอร์ตู้คอนโทรลดียังไง ทำไมต้องติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes)

     ปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งมลพิษทางอากาศ และอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีฝุ่นละออง ความชื้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะต้องมีการควบคุม ภายในระบบบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตคือ ตู้คอนโทรลไฟฟ้า ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรลเกิดความร้อนสะสม ทำให้อายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สั้นลงและทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องจักร ทำให้เครื่องจักรเกิดการขัดข้อง หรือเกิดความผิดพลาด (Error) ในกระบวนการผลิตของระบบอุตสาหกรรม      ดังนั้นจึงมีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยระบายอากาศในตู้คอนโทรล เช่น พัดลมระบายอากาศในตู้คอนโทรล ซึ่งการติดตั้งพัดลมระบายอากาศในตู้คอนโทรลนี้ เป็นการระบายเพื่อให้อากาศหมุนเวียนให้ดียิ่งขึ้น แต่ก็จะต้องมีการติดตั้งแผ่นกรองฝุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณฝุ่น และหากในสภาพแวดล้อมภายนอกตู้คอนโทรลมีฝุ่นและความร้อนมากขึ้น การติดตั้งพัดลมระบายอากาศอาจจะไม่เพียงพอต่อการระบายความร้อนให้อุปกรณ์หรือ Load ภายในตู้คอนโทรลได้      เราจึงแนะนำวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดในการควบคุมฝุ่นละออง ความชื้น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล โดยการเลือกวิธีการติดตั้งแอร์รักษาอุณหภูมิในตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ได้มากว่าการใช้พัดลมระบายอากาศเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นการรักษาอุณหภูมิภายในตู้ให้คงที่และช่วยลดปัญหาเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น และฝุ่นละออง ทำให้ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์, PLC, Inverter ภายในตู้คอนโทรล เป็นต้น      ก่อนอื่นเราจะมาทำความรู้จักกับโครงสร้างและการทำงานของส่วนต่าง ๆ ในระบบแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) เพื่อเข้าใจในระบบการรักษาอุณหภูมิในตู้คอนโทรล (ดังรูป) รูปแสดงโครงการและการทำงานของส่วนต่าง ๆ ในแอร์ติดตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes)        ทำความรู้จักกับโครงสร้างและการทำงานในส่วนต่างๆ ของแอร์ตู้คอนโทรลกันไปเรียบร้อยแล้ว เรามาดูวิธีการติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านข้าง และ แอร์ตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านบน ดังนี้     1. ลักษณะการติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านข้าง (Wall Type) การติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านข้างตู้ PE-1000, PE-2700, PE-7000, PEV-4000, PE-1000 SUS, PE-2700 SUS, PE-7000 SUS, PEV-4000 SUS   ลักษณะการติดตั้งสำหรับตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes)        การติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านข้างนี้หากมีพื้นที่ที่กำจัดหรือขนาดตู้ไม่เหมาะสมกับขนาดตัวแอร์ที่เลือกใช้งาน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการติดตั้ง เช่น การเจาะท่อส่งลมเพื่อให้มีช่องดูดลมร้อนและลมเย็นเข้าภายในตู้ (ดังรูป)          สำหรับงานแอร์ตู้คอนโทรลที่ติดตั้งแบบภายนอกอาคาร (Outdoor) ควรมีหลังคา (Cover) เป็นอุปกรณ์เสริมเนื่องจากป้องกันน้ำเข้า (ดังรูป) ลักษณะการติดตั้งสำหรับตู้คอนโทรลภายนอกอาคาร ( Air Conditioner for Control Boxes for Outdoor)   2. ลักษณะการติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านบนหลังคาตู้ (Top Type) การติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านบนหลังคาตู้ PE-4000, PE-4000 SUS   ลักษณะการติดตั้งสำหรับตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes)        การติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรลแบบด้านบนหลังคาตู้นี้ ควรเลือกโครงสร้างภายในที่มีระบบป้องกันน้ำล้น (Daining) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าภายในตู้คอนโทรล ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรลเสียหายได้        ข้อแนะนำ : ในการเลือกการติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน โดยพิจารณาจากปัจจัยเบื้องต้น เช่น อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปรับใช้งาน (28-30 ํC) , พื้นที่สภาพแวดล้อม โหลดในตู้คอนโทรลและขนาดของตู้คอนโทรล รวมไปถึง Material ที่ผู้ใช้งานควรพิจารณาในลักษณะการใช้งานที่แตกต่าง เช่น Body Galvanized เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในอาคาร (Indoor) และ Body Stianless เหมาะสำหรับงานอุตสาหกรรมอาหาร, ยา และงานที่มีเคมี สารกัดกร่อน ที่ติดตั้งภายนอกอาคารได้ (Outdoor) เนื่องจากไม่ทำให้เกิดสนิม

Image Alternative text
ลดปัญหาเรื่องความร้อนและฝุ่นละอองในตู้คอนโทรลด้วยพัดลมตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น

     ปัญหาเรื่องความร้อนและฝุ่นละอองในตู้คอนโทรลนี้ ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรลเราเป็นอย่างมาก ทั้งทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรลมีอายุการใช้งานน้อยลง และบางครั้งฝุ่นละอองที่เข้าไปเกาะบริเวณอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใต้ตู้คอนโทรลทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดี ส่งผลให้เครื่องจักรขัดข้องหยุดการทำงานและกระทบต่อไลน์ผลิตไม่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เกิดความเสียหายได้      เราสามารถลดปัญหานี้ได้ด้วย พัดลมติดตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (Cabinet Filter Fans) แต่พัดลมตู้คอนโทรลนั้นมีให้เลือกหลากหลายแบบ วันนี้เราจะมาแนะนำการเลือก พัดลมตู้คอนโทรล ว่ามีแบบใดบ้างและเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับงาน   1. พัดลมติดตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (Cabinet Filter Fans) แบบติดตั้งด้านข้างและด้านหน้าของตู้   รูป 1.1 แสดงการติดตั้งพัดลม 2 ตัว ทั้งแบบดูดลมเข้าตู้ (ติดตั้งด้านล่าง) และเป่าลมออกจากตู้ (ติดตั้งด้านบน) เพื่อช่วยระบายความร้อนให้ดียิ่งขึ้น        พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านข้างนี้จะช่วยให้เราลดปัญหาเรื่องความร้อนและฝุ่นละอองภายในตู้ได้ดีเพราะเป็นพัดลมที่มาพร้อมกับแผ่นกรองฝุ่น อีกทั้งเรายังสามารถเลือกทิศทางลมได้ทั้งแบบดูดลมเข้าและเป่าลมออก ลักษณะงานที่ต้องใช้ทั้งแบบดูดลมเข้าและเป่าลมออกนี้จะนำมาใช้งานในลักษณะงานดังนี้ คือ แบบติดตั้งพัดลมทั้งสองด้าน โดยด้านหนึ่งเลือกพัดลมแบบดูดลมเข้าตู้ติดตั้งไว้บริเวณด้านล่าง และอีกด้านหนึ่งเลือกพัดลมแบบเป่าลมออกจากตู้ติดตั้งไว้บริเวณด้านบน เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนภายในตู้คอนโทรลให้ดียิ่งขึ้นและมีแรงลมมากกว่าปกติที่ติดตั้งเพียงแค่ 1 ตัว   รูป 1.2 แสดงการติดตั้งพัดลม 1 ตัว (ติดตั้งด้านบน) และติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (ติดตั้งด้านล่าง)        ติดตั้งพัดลมด้านบนเพียงด้านเดียวและด้านล่างอีกด้านหนึ่ง ติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่นเท่านั้น ส่วนการเลือกพัดลมตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่นนั้น ควรเลือกที่รูปร่างสวยงามเหมาะกับตู้คอนโทรลของเรา และเลือกแบบที่สามารถเปลี่ยนแผ่นกรองฝุ่นได้ง่าย เราควรทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเป็นประจำอย่างน้อย  1 ครั้งต่อสัปดาห์ และหากพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากอาจจะเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะยิ่งดีมากขึ้น   2. พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านบนหรือพัดลมติดหลังคาตู้  (Exhaust Radial Fans,Roof Fans)   รูป 2.1 แสดงการติดตั้งพัดลมหลังคาตู้ไว้ด้านบน และติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองไว้บริเวณด้านล่าง        พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านบนนี้ (Exhaust Radial Fans,Roof Fans) จะระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากพัดลมชนิดนี้ถูกออกแบบให้ใบพัดไว้สำหรับดูดอากาศที่มีความร้อนในตู้คอนโทรล และเหวี่ยงลมร้อนออกด้านข้างของตัวพัดลม ซึ่งการระบายความร้อนด้วยวิธีนี้จะระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากโดยปกติความร้อนจะลอยขึ้นด้านบนอยู่แล้วจึงเหมาะกับการติดตั้งพัดลมหลังคาตู้ (Exhaust Radial Fans,Roof Fans) และควรติดหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่นบริเวณด้านล่างของตู้คอนโทรล เพื่อให้มีการหมุนเวียนของอากาศภายในตู้คอนโทรล ทำให้การระบายความร้อนได้ดีและป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาภายในตู้คอนโทรล ข้อแนะนำ  : ในกรณีที่ต้องการยืดอายุการใช้งานพัดลมและประหยัดพลังงานไฟฟ้า ควรติดตั้ง Thermostat และต่อร่วมกับพัดลมติดตู้คอนโทรลเพื่อให้พัดลมไม่ต้องทำงานตลอดเวลาในกรณีที่อุณหภูมิภายในตู้ได้ตามที่ตั้งค่าไว้แล้ว (28-30 ํC) รูปแสดงการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ (Thermostat CMA-Series) รูปแสดงวงจรการต่อใช้งาน หมายเหตุ : สามารถต่อ Thermostat ร่วมกับพัดลมได้ถึง 2 ตัว Tips. หากในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิภายนอกสูงและมีความชื้นในบริเวณนั้น ซึ่งการใช้พัดลมอาจจะไม่ตอบโจทย์ในการใช้งาน ทางเราจึงขอนำเสนอ แอร์รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Air Condition for Control Boxs) ในเรื่องราวต่อไป.....

Image Alternative text
วิธียืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตู้ไฟฟ้า,ตู้คอนโทรล,ตู้สวิทบอร์ด(MDB)

     ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันเราจะพบปัญหาต่าง ๆ ในระบบการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุณหภูมิ ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานและประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตู้คอนโทรลไฟฟ้าโดยตรง เพราะอาจจะทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงาน (Shutdown) เมื่อเครื่องจักรมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง      การติดตั้งพัดลมติดตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (Cabinet Filter Fans) เพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องอุณหภูมิ ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกในตู้คอนโทรลนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้ยาวนานยิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ      โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกและการติดตั้ง พัดลมตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (Cabinet Filter Fans) ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้   1. พัดลมติดตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (Cabinet Filter Fans) แบบติดตั้งด้านข้างและด้านหน้าของตู้   รูป 1.1 แสดงการติดตั้งพัดลม 2 ตัว ทั้งแบบดูดลมเข้าตู้ (ติดตั้งด้านล่าง) และเป่าลมออกจากตู้ (ติดตั้งด้านบน) เพื่อช่วยระบายความร้อนให้ดียิ่งขึ้น        พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านข้างนี้จะช่วยให้เราลดปัญหาเรื่องความร้อนและฝุ่นละอองภายในตู้ได้ดีเพราะเป็นพัดลมที่มาพร้อมกับแผ่นกรองฝุ่น อีกทั้งเรายังสามารถเลือกทิศทางลมได้ทั้งแบบดูดลมเข้าและเป่าลมออก ลักษณะงานที่ต้องใช้ทั้งแบบดูดลมเข้าและเป่าลมออกนี้จะนำมาใช้งานในลักษณะงานดังนี้ คือ แบบติดตั้งพัดลมทั้งสองด้าน โดยด้านหนึ่งเลือกพัดลมแบบดูดลมเข้าตู้ติดตั้งไว้บริเวณด้านล่าง และอีกด้านหนึ่งเลือกพัดลมแบบเป่าลมออกจากตู้ติดตั้งไว้บริเวณด้านบน เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนภายในตู้คอนโทรลให้ดียิ่งขึ้นและมีแรงลมมากกว่าปกติที่ติดตั้งเพียงแค่ 1 ตัว   รูป 1.2 แสดงการติดตั้งพัดลม 1 ตัว (ติดตั้งด้านบน) และติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่น (ติดตั้งด้านล่าง)        ติดตั้งพัดลมด้านบนเพียงด้านเดียวและด้านล่างอีกด้านหนึ่ง ติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่นเท่านั้น ส่วนการเลือกพัดลมตู้คอนโทรลพร้อมแผ่นกรองฝุ่นนั้น ควรเลือกที่รูปร่างสวยงามเหมาะกับตู้คอนโทรลของเรา และเลือกแบบที่สามารถเปลี่ยนแผ่นกรองฝุ่นได้ง่าย เราควรทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเป็นประจำอย่างน้อย  1 ครั้งต่อสัปดาห์ และหากพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากอาจจะเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะยิ่งดีมากขึ้น   2. พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านบนหรือพัดลมติดหลังคาตู้  (Exhaust Radial Fans,Roof Fans)   รูป 2.1 แสดงการติดตั้งพัดลมหลังคาตู้ไว้ด้านบน และติดตั้งหน้ากากพร้อมแผ่นกรองไว้บริเวณด้านล่าง        พัดลมติดตู้คอนโทรลแบบติดตั้งด้านบนนี้ (Exhaust Radial Fans,Roof Fans) จะระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากพัดลมชนิดนี้ถูกออกแบบให้ใบพัดไว้สำหรับดูดอากาศที่มีความร้อนในตู้คอนโทรล และเหวี่ยงลมร้อนออกด้านข้างของตัวพัดลม ซึ่งการระบายความร้อนด้วยวิธีนี้จะระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากโดยปกติความร้อนจะลอยขึ้นด้านบนอยู่แล้วจึงเหมาะกับการติดตั้งพัดลมหลังคาตู้ (Exhaust Radial Fans,Roof Fans) และควรติดหน้ากากพร้อมแผ่นกรองฝุ่นบริเวณด้านล่างของตู้คอนโทรล เพื่อให้มีการหมุนเวียนของอากาศภายในตู้คอนโทรล ทำให้การระบายความร้อนได้ดีและป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาภายในตู้คอนโทรล ข้อแนะนำ  : ในกรณีที่ต้องการยืดอายุการใช้งานพัดลมและประหยัดพลังงานไฟฟ้า ควรติดตั้ง Thermostat และต่อร่วมกับพัดลมติดตู้คอนโทรลเพื่อให้พัดลมไม่ต้องทำงานตลอดเวลาในกรณีที่อุณหภูมิภายในตู้ได้ตามที่ตั้งค่าไว้แล้ว (28-30 ํC) Tips. หากในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิภายนอกสูงและมีความชื้นในบริเวณนั้น ซึ่งการใช้พัดลมอาจจะไม่ตอบโจทย์ในการใช้งาน ทางเราจึงขอนำเสนอ แอร์รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Air Condition for Control Boxs) ในเรื่องราวต่อไป.....

Image Alternative text
Digital Indicator With Alarm And Mini Digital Indicator & Controller With Alarm

DEF-02N-A Series Mini Digital Indicator & Controller With Alarm คุณสมบัติ • เครื่องควบคุมและแสดงผลแบบดิจิตอลพร้อมอะลาร์ม 2 อะลาร์ม (ฟรี 1 อะลาร์ม) • รับอินพุต 0-20mA, 4-20mA และ 0-10VDC • แสดงผลด้วย 7-Segment ขนาด 0.39" จำนวน 4 หลัก ได้ตั้งแต่ -1999 ถึง 9999 (ตั้งจุดทศนิยมสูงสุด 3 ตำแหน่ง) • Function Alarm มี 4 แบบ   CM-004N Series Digital Indicator With Alarm คุณสมบัติ • เครื่องควบคุมและแสดงผลแบบดิจิตอลพร้อมอะลาร์ม ฟรี 1 อะลาร์ม • รับอินพุต 0-20mA, 4-20mA และ 0-10VDC • แสดงผลด้วย 7-Segment ขนาด 0.56" จำนวน 4 หลัก ได้ตั้งแต่ -1999 ถึง 9999 (ตั้งจุดทศนิยมสูงสุด 3 ตำแหน่ง) • Function Alarm มี 4 แบบ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-880-8240, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
มัลติมิเตอร์วัดและวิเคราะห์พลังงานทางไฟฟ้า และ SCADA SOFTWARE ระบบควบคุมในงานอุตสาหกรรม

  KM-07 : MULTIFUNCTION POWER METER คุณสมบัติ • มัลติมิเตอร์วัดและวิเคราะห์พลังงานทางไฟฟ้า พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ LCD • สามารถตั้งค่า PT Ratio และ CT Ratio ได้ • สามารถสื่อสารผ่านพอร์ท RS-485 (Option), MODBUS RTU PROTOCOL • เอาต์พุตแบบ Pulse และ 4-20mA (Option)   WINLOG PRO SCADA SOFTWARE คุณสมบัติ • Scada Software สำหรับการควบคุม กำกับดูแล ตรวจสอบ วิเคราะห์และเก็บข้อมูลแบบ Real Time ใช้ในการตรวจสอบสถานะตลอดจนถึงควบคุมการทำงานของระบบควบคุมในอุตสาหกรรมและวิศวกรรมต่าง ๆ • Multi-language Scada/HMI applications • Thousands of symbols and animated objects • Protocols Modbus, Siemens, Omron, KNX, etc. • OPC Client interface and ODBC support • History files exportable in CSV format สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9594, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com  

Image Alternative text
3 วิธีป้องกันปั๊มน้ำ ปั๊มเคมีไหม้ เนื่องจากน้ำแห้ง น้ำขาด

1. ติดตั้ง Flow Switch          ติดตั้ง Flow Switch ไว้ภายในท่อ เพื่อตรวจเช็คการไหลของน้ำภายในท่อ หากน้ำภายในท่อหยุดไหล ทำให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า (Run Dry) อาจจะทำให้ ปั๊มน้ำร้อน หรือ ปั๊มน้ำเกิดการไหม้ได้ ในการเลือกใช้ Flow Switch ควรติดตั้ง Timer เพื่อใช้หน่วงเวลาในช่วงเริ่มสตาร์ทปั๊มน้ำ (Start Delay Time) เมื่อปั๊มน้ำสตาร์ท  ปั๊มน้ำจะสูบน้ำเข้ามาภายในท่อ Timer จะทำการหน่วงเวลาในช่วงแรก ก่อนที่ Flow Switch จะทำการตรวจเช็คการไหลของน้ำภายในท่อ และควรมีการติดตั้ง Timer อีกตัวหนึ่งช่วยในการหน่วง OFF ของปั๊มน้ำ ในกรณีที่น้ำมาไม่เต็มท่อ หรือน้ำขาดเป็นบางช่วง (OFF Delay Timer) เพื่อป้องกันปั๊มน้ำตัดต่อบ่อยทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหายได้ หรือ ควรเลือก Flow Switch ที่มี Timer ภายในตัวเพื่อความสะดวกในการต่อการใช้และลดต้นทุนการในการซื้อ Timer อีกตัว      ลักษณะการติดตั้ง Flow Switch 2. ติดตั้ง Cable Float Switch        ในกรณีที่ถังน้ำใต้ดินหรือบ่อพักน้ำ ไม่มีน้ำ หรือ น้ำขาดภายในถัง ทำให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า (Run Dry) อาจทำให้ปั๊มน้ำร้อน และ ปั๊มน้ำเกิดการไหม้ได้ ควรมีการติดตั้ง Level Switch ตามความเหมาะสมในการใช้งาน มีทั้งแบบ ติดตั้งด้านข้างถัง (Side Level Switch) , ตัววัดระดับแบบก้านอิเล็กโทรด (Electrode Level Switch) , ลูกลอยวัดระดับแบบสายเคเบิ้ล (Cable Float Switch ) ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ในบ่อพักน้ำ บ่อใต้ดิน ตามอาคาร เนื่องจากติดตั้งง่าย เพื่อตรวจสอบสถานะของน้ำภายในถังว่ามีน้ำ หรือ ไม่มีน้ำ หากเมื่อใดน้ำในถังใต้ดินหมดหรือไม่เพียงพอในการสูบน้ำไปใช้งานในอาคาร ปั๊มน้ำจะทำงานตลอดเวลา แต่น้ำไม่ไหล ทำให้ปั๊มน้ำร้อนและมีกลิ่นไหม้ได้ การติดตั้ง Cable Float Switch นี้จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า และป้องกันปั้มน้ำไหม้ทำให้เสียหายได้      ลักษณะการติดตั้ง Cable Float Switch   3. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน Dry Run Protection        เพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า (Run Dry)  ลดความเสียหายของปั๊มน้ำ ข้อดีของการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า Dry Run Protection นี้   คือไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับระบบแมคคานิค เช่น ไม่ต้องตัดท่อ เพื่อติดตั้ง Flow switch   เพียงนำอุปกรณ์ Dry Run Protection ไปติดตั้งภายในตู้คอนโทรล โดยนำไปต่อร่วมกับกระแสไฟฟ้า (A) และ แรงดันไฟฟ้า (V)  เพื่อตรวจเช็คค่า PF (Power Factor)  เนื่องจากการตรวจเช็คการทำงานของ PF (Power Factor)นั้น   มีการเปลี่ยนแปลงตามโหลดมากกว่ากระแส เช่น กรณีน้ำขาดหรือไม่มีน้ำ ค่าPF จะต่ำและเปลี่ยนทันที ทำให้ป้องกันปั๊มน้ำหรือปั๊มเคมีเสียหายได้ทันท่วงที เนื่องจากราคาปั๊มเคมีมีราคาค่อนข้างสูง การติดตั้งอุปกรณ์ Dry Run Protection นี้  จึงคุ้มค่าในการลงทุน เพื่อป้องกันปั๊มน้ำ หรือ ปั๊มเคมีไหม้ และ สะดวกในการติดตั้งใช้งาน      ลักษณะการติดตั้ง Dry Run Protection สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9594, 090-197-9601 ID LINE   : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com  

Image Alternative text
DEF-01-F3 : Refrigeration Temperature Controller

  Medel : DEF-01-F3 Product Name : Refrigeration Temperature Controller คุณสมบัติ (Specification) • เครื่องควบคุมอุณหภูมิและแสดงผล สำหรับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น • มี Phase Protection ในตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ Compressor เสียหาย กรณีไฟตก-ไฟเกิน จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • มี 4 Output สำหรับควบคุม Compressor , Deforst ละลายน้ำแข็ง , Fan กระจายความเย็นในตู้แช่ และ Alarm เตือนความผิดปกติต่าง ๆ • มี Digital Input สำหรับเปลี่ยน Setpoint ที่ 2 ในกรณีที่ไม่มีการเปิด-ปิดตู้แช่ เช่น ในเวลากลางคืนเพื่อประหยัดพลังงาน • กรณี Probe วัดอุณหภูมิของ Compressor ขาด เครื่องควบคุมยังสามารถสั่งให้ Compressor ทำงานต่อเนื่องได้ใน Mode Cycle Time • สามารถตั้งค่าเพื่อลดอุณหภมิชั่วขณะตามเวลาที่กำหนดเองได้ เช่น กรณีต้องการให้สินค้าเย็นเร็วขึ้น • สามารถต่อ Probe วัดอุณหภูมิเพิ่มเติม เพื่อวัดค่าอุณหภูมิของ Compressor ไม่ให้ทำงานร้อนเกินไป ส่งผลให้ Compressor ไหม้ได้ • มี Accessories สำหรับ Copy Parameter Setting กรณีมีการ Set ค่าเหมือนกันหลายตัว ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • ลดการ Wiring สาย เนื่องจากมี Phase Protection ในตัว • ราคาประหยัด เพราะไม่ต้องซื้อ Phase Protection เพิ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9599,  090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
CM-005N : Heater Break Alarm

  Model : CM-005N Product Name : Heater Break Alarm (อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด) คุณสมบัติ (Specification) • เป็นอุปกรณ์สำหรับเช็ค Heater ขาดได้พร้อมกัน 4 ตัว ในตัวเดียวกัน เพื่อป้องไม่ให้ชิ้นงานเสียหาย โดยไม่ต้องต่อ CT ภายนอก หรือเมื่อ SSR Short Circuit หรือหน้าคอนแทคของ Magnetic Arc. ติดกันสามารถเช็คได้ • สามารถนำไปต่อร่วมกับจอแสดงผลแบบ Digital รุ่น CM-005D เพื่อดูค่ากระแส Heater แต่ละตัวได้ จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • สามารถร้อยสายไฟผ่าน CT ภายในตัวได้เลย (มี CT ภายในตัว 50A) • มี Alarm Output 1 Alarm เมื่อเกิด Heater ขาด หรือ Short Circuit • มี LED แสดงการทำงานของแต่ละตัว (ติดค้าง คือ ปกติ , ติดกระพริบ คือ Heater ขาด หรือ Short Circuit) • มี 2 Input โดยแยกเป็น Input ละ 2 Heater หรือที่ต้องการต่อร่วมกับ Temp Control 2 ตัว โดยมีอินพุตให้เลือก 4 แบบ คือ       • CM-005-1 (Input 220VAC สำหรับ Temp Control Output Relay)       • CM-005-2 (Input 10-30VDC สำหรับ Temp Control Output SSR)       • CM-005-3 (Input 4-20mA สำหรับ Temp Control Output 4-20mA)       • CM-005-4 (Input 0-10VDC สำหรับ Temp Control Output 0-10VDC) • มีไฟเลี้ยงให้เลือกทั้ง 10-24VAC/VDC , 110VAC , 220VAC • มี Port RS-485 ให้ 2 Port สำหรับนำไปต่อร่วมกับจอ CM-005D และนำไปต่อร่วมกับ Computer หรือ PLC ได้ • มีช่องสำหรับต่อร่วมกับ Switch ภายในเพื่อ Reset ได้ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นงานเสียหาย และขาดคุณภาพ เมื่อ Heater ตัวใดตัวนึงขาด ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิลดลงบางจุด • ประหยัดเวลาในการตรวจเช็คกรณีที่เกิด Heater ขาด หรือ Short Circuit เพราะสามารถดูได้จาก LED ที่กระพริบ หรือดูจาก Monitor ได้ • ในส่วนของ Alarm แจ้งเตือน สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงาน (Operator) เข้าถึงหน้างานได้รวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ • ติดตั้งง่าย โดยสามารถยึดอุปกรณ์บนรางรีเลย์ (Din Rail) ในตู้ได้เลย • ไม่ต้องต่อร่วมกับ CT ภายนอก ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในตู้ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 098-279-5788, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
TMP Series : Digital Temperature Controller PID Control Function

Model : TMP Series Product Name : Digital Temperature Controller PID Control Function คุณสมบัติ (Specification) • เครื่องควบคุณอุณหภูมิ หรือ Process ต่าง ๆ แบบ Digital สามารถรับ Input ได้ทุกชนิด เช่น TC/RTD/4-20 mA/0-10VDC เป็นต้น • มี Ramp Function เพื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในช่วง Start จนถึงค่า Set Point โดยกำหนดค่าได้เป็น  ํC/นาที • มี Bargraph แสดง % การทำงานของ Output (ยกเว้นรุ่น TMP-48) • มี Option Heater Break ที่กระแสไม่เกิน 50 A สำหรับตั้งค่าเงื่อนไข Alarm ได้ • มี Option RS-485 เพื่อเชื่อมต่อกับ Computer , PLC และ Data Logger ได้ จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • มีความหลากหลายทางด้าน Input ซึ่งสามารถเลือกชนิดได้จากการ Program ที่ตัว Controller • มี Output 1 และ 2 ให้เลือกทั้ง Relay Contact , SSR Drive , 0-10VDC และ 4-20 mA • มีการควบคุมการทำงานแบบ ON-OFF, P, PD, PID Control ซึ่งรองรับได้กับงานคอนโทรลทุกประเภท ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • เป็น Controller ที่สามารถนำไปใช้ควบคุม Process ต่าง ๆ ได้ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แรงดัน ความเร็วรอบ เป็นต้น • ลดรุ่นในการสั่งสินค้ามาเก็บสต็อกที่ต้อง Fixed Input เวลาสั่งซื้อ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
PHOTOELECTRIC SENSORS AMPLIFIER BUILT-IN TYPE

PHOTOELECTRIC SENSORS AMPLIFIER BUILT-IN TYPE Z2 Series : Low Cost/Small Type คุณสมบัติ • เป็น Photoelectric Sensor สำหรับตรวจจับวัตถุ โดยออกแบบและพัฒนามาให้มีคุณภาพในการตรวจจับสูง • เหมาะกับงานตรวจจับ เช่น ตรวจนับล้อแม็กรถยนต์ เป็นต้น • เอาต์พุตแบบ NPN และ PNP Open Collector • มีระยะตรวจจับได้ไกล 25 M. (สำหรับรุ่น Thru-Beam) พร้อมปุ่มปรับความไวในการตรวจจับ 1 Turn Volume • ระดับป้องกัน IP67 APPLICATION Z2 Series C2 Series : M18 Cylindrical Type   คุณสมบัติ • เป็น Photoelectric Sensor สำหรับตรวจจับวัตถุ โดยไม่คำนึงสีพื้นหลังของวัตถุ • มีความแม่นยำในการตรวจจับสูง เช่น ตรวจนับชิ้นงานบนรางคอนเวเยอร์ เป็นต้น • เอาต์พุตแบบ NPN และ PNP Open Collector • มีระยะตรวจจับได้ไกล 20 M. (สำหรับรุ่น Thru-Beam) พร้อมปุ่มปรับความไวในการตรวจจับ 1 Turn Pot • รูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 mm. • ระดับป้องกัน IP67 APPLICATION C2 Series สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-880-8240, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
EM-Series : Signal Transmitter

  Model : EM-Series Product Name : Signal Transmitter คุณสมบัติ (Specification) • อุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA , 0-10VDC • มีสัญญาณอินพุตให้เลือกทั้ง TC , RTD , 4-20mA , 0-10VDC , 0-500VDC , 0-500VAC , 0-5AAC (CT Input) และ Resistance ได้ (ระบุตอนสั่งซื้อ) จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • สามารถเลือกโปรแกรม สัญญาณอนาล็อกทางด้าน Output ให้เป็น Direct หรือ Inverse ได้     - Direct คือ Input แปรผันตรงกับ Output     - Inverse คือ Input แปรผกผันกับ Output • มีให้เลือกทั้งรุ่น 1 Input/1 Output , 1 Input/2 Output ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • กรณีที่เกิดปัญหาทางด้าน Input จะไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาณทาง Output  เพราะตัวอุปกรณ์จะช่วยให้สัญญาณแยกอิสระจากกัน (Isolate) • ขนาดเล็กและบางทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง และสามารถยึดอุปกรณ์บนรางรีเลย์ (Din Rail) ได้เลย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9603, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
IM-Series : Digital Signal Transmitter

  Model : IM-Series Product Name : Digital Signal Transmitter คุณสมบัติ (Specification) • อุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้า ให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA , 0-10VDC • มีหน้าจอแสดงผลแบบ Digital เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทางด้านอินพุตได้ • รับอินพุต Universal ได้แก่ TC , RTD , 4-20mA , 0-10VDC , 0-5VDC (สำหรับรุ่น IM-A) • มีรุ่นที่รับสัญญาณทางไฟฟ้าอื่น ๆ ได้อีก เช่น 0-500VDC , 0-500VAC , 0-5AAC (CT Input) , Frequency (0-10 kHz) , RPM (0-9999 RPM) • สามารถดูค่า Peak สูงสุดของการใช้งานที่เกิดขึ้นได้ และ Reset ค่าได้ จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • สามารถเลือกโปรแกรม สัญญาณอนาล็อกทางด้าน Output ให้เป็น Direct หรือ Inverse ได้          - Direct คือ Input แปรผันตรงกับ Output          - Inverse คือ Input แปรผกผันกับ Output • รุ่นที่เป็น Output Relay สามารถตั้งค่า Alarm ได้ 4 Function • มี Port RS-485 สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ , PLC หรือ Data Logger เพื่อเก็บข้อมูลได้ • มีให้เลือกทั้งรุ่น 1 Input/1 Output , 1 Input/2 Output หรือเลือก Output แบบ Relay ได้ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • ตัวอุปกรณ์เป็นได้ทั้ง Indicator และ Transmitter ได้ในตัว • กรณีที่เกิดปัญหาทางด้าน Input จะไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาณทาง Output  เพราะตัวอุปกรณ์จะช่วยให้สัญญาณแยกอิสระจากกัน (Isolate) • สามารถยึดอุปกรณ์บนรางรีเลย์ (Din Rail) ได้เลย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9603, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
TIM-94N-Series Digital Indicator

  Model : TIM-94N-Series Product Name : Digital Indicator   คุณสมบัติ (Specification) • เครื่องแสดงผล Process ต่าง ๆ แบบ Digital โดยรับ Input แบบ Universal (TC , RTD , 4-20mA , 0-10VDC) ได้ในตัวเดียว • แสดงผล 5 Digits แบบ 7-Segment สีขาว ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในที่มืด • สัญญาณอนาล็อกอินพุต 4-20mA และ 0-10VDC ถ้าต่อผิดขั้วเครื่องจะสลับขั้วที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ • มี Option Transfer Output ที่สามารถตั้งค่าแบบ Manual เพื่อใช้สำหรับจ่ายสัญญาณ (Simulate) ให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ • สามารถดูค่า Peak สูงสุดของการใช้งานที่เกิดขึ้นได้ และ Reset ค่าได้ • มี Lock Function ป้องกันการเปลี่ยนค่า Setting ของหน้าจอ จุดเด่นของสินค้า (Selling Point) • มี Alarm Relay ให้ 1 Alarm และสามารถเพิ่มได้สูงสุด 3 Alarm (Option) • มี Option Transfer 4-20mA , 0-10VDC ที่สามารถส่งสัญญาณได้ทั้งแบบ Direct และ Inverse          - Direct คือ Output แปรผันตรงกับ Input          - Inverse คือ Output แปรผกผันกับ Input • มี Port RS-485 สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ , PLC หรือ Data Logger เพื่อเก็บข้อมูลได้ • มี Supply 24VDC 30mA สำหรับจ่ายให้ Sensor โดยไม่ต้องต่อ Switching Power Supply จากภายนอก • กรณี Input มีปัญหาหรือ Sensor ขาด จะแจ้งเตือนสัญลักษณ์ที่หน้าจอ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit) • เป็นอุปกรณ์ที่นอกจากจะใช้แสดงผลค่า Process ต่างๆ แล้ว ยังรวม Function Transfer Output และ Simulate Output ไว้ในตัวเดียวกัน • ทำให้ไม่ต้องซื้ออุปกณ์หลาย ๆ รุ่น ลดความยุ่งยากในการ Wiring สาย   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-880-8240, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com    

Image Alternative text
แอร์รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (ขนาด 2700BTU)

คุณสมบัติ • เครื่องรักษาอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้คอนโทรล • มีปริมาณลมเย็นที่คงที่ • มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำและแสดงผลที่ชัดเจน • มีระบบแจ้งเตือนและป้องกันความเสี่ยงในการเสียหาย • มีระบบป้องกันท่อน้ำทิ้งอุดตัน • มีระบบป้องกันคอมเพรสเซอร์เสียหาย • มีโครงสร้างแบบ Galvanized และ SUS 304 ที่ทนต่อสภาพหน้างาน APPLICATION   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 085-347-7599, 090-197-9601 ID LINE    : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
PLC + หน้าจอ HMI Controller High Resolution

Vision1040 คุณสมบัติ • จอแสดงผลขนาด 10.4 นิ้ว (Vision1040) • TFT LCD (White LED) 65,536 Colors หน้าจอแสดงผลแบบ Touch Screen • แสดงผลในรูปแบบของกราฟฟิก, กราฟเส้นได้ • Auto-Tune PID, up to 24 independent loops • Micro SD Card-Log, Backup, Clone&More • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O Modules และ I/O Expansion ได้   Vision1210 คุณสมบัติ • จอแสดงผลขนาด 12.1 นิ้ว (Vision1210) • TFT LCD (White LED) 65,536 Colors หน้าจอแสดงผลแบบ Touch Screen • แสดงผลในรูปแบบของกราฟฟิก, กราฟเส้นได้ • Auto-Tune PID, up to 24 independent loops • Micro SD Card-Log, Backup, Clone&More • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O Modules และ I/O Expansion ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9591 ID LINE  : @primusthai WEBSITE  : www.primusthai.com

Image Alternative text
Digital Techometer (RPM) & Line Speed เครื่องมือวัดความเร็วรอบและระยะทาง

  CM-001 : Digital Techometer (RPM) คุณสมบัติ • เครื่องวัดความเร็วรอบต่อนาที (RPM) • รับอินพุทจาก Photo Switch/Proximity Switch NPN/PNP • แสดงผลด้วย 7-Segment 4 หลัก ขนาด 0.56 นิ้ว การทำงาน      CM-001 DIGITAL TACHOMETER เป็นเครื่องวัดความเร็วรอบแบบดิจิตอล (Digital) โดยแสดงผลเป็นตัวเลข LED 4 หลัก สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยระบบไมโครโปรเซสเซอร์ สามารถปรับค่า Time Base ได้โดยอัตโนมัติจึงทำให้การแสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ที่ความเร็วรอบต่ำและความเร็วรอบสูง ใช้ในการแสดงผลความเร็วรอบมอเตอร์ คอนเวเยอร์ (Motor Conveyor) เครื่องจักรและอื่น ๆ สามารถโปรแกรมการตั้งค่า RPM ได้หลาย Pulse ใน 1 รอบความเร็ว ซึ่งทำให้วัดค่าได้ละเอียดและรวดเร็วในรอบช้า ๆ เหมาะที่จะติดตั้งไว้กับตู้ควบคุมหรือตู้สวิตซ์บอร์ดใช้งานได้ง่าย CM-001L : Digital Techometer (RPM) & Line Speed คุณสมบัติ • เครื่องวัดความเร็วรอบต่อนาที (RPM) และ Line Speed • รับอินพุทจาก Photo Switch/Proximity Switch NPN/PNP • แสดงผลด้วย 7-Segment 4 หลัก ขนาด 0.56 นิ้ว การทำงาน         CM-001-L/DCM-001N TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) / MINI TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) เป็นเครื่องวัดความเร็วรอบและระยะทางแบบดิจิตอล แสดงผลเป็นตัวเลข 7-Segment สีแดง 4 หลัก มองเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ สามารถปรับค่า Time Base ได้โดยอัตโนมัติ จึงทำให้การแสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง ใช้ในการแสดงผลความเร็วรอบของมอเตอร์ Conveyor เครื่องจักรและแสดงผลเป็นระยะทางต่อนาที         CM-001-L/DCM-001N TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) / MINI TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) จะมีฟังก์ชั่นการแสดงผลอยู่ 2 แบบคือ แบบ RPM ซึ่งสามารถโปรแกรมตั้งค่าได้หลาย Pulse ใน 1 รอบ จึงทำให้วัดค่าได้อย่างละเอียดและรวดเร็วในรอบช้า ๆ หน่วยของการแสดงผลเป็นรอบต่อนาที และแบบ Line Speed ซึ่งสามารถตั้งค่าเซนติเมตรและเมตรได้ตามความต้องการ หน่วยของการแสดงผลเป็นเซนติเมตรต่อนาที และเมตรต่อนาที โดยสามารถกดปุ่มเลือกโปรแกรมการใช้งานได้ตามความต้องการ DCM-001N : Mini Digital Techometer (RPM) & Line Speed คุณสมบัติ • เครื่องวัดความเร็วรอบต่อนาที (RPM) และ Line Speed ขนาดเล็ก • รับอินพุทจาก Photo Switch/Proximity Switch NPN/PNP • แสดงผลด้วย 7-Segment 4 หลัก ขนาด 0.39 นิ้ว การทำงาน         CM-001-L/DCM-001N TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) / MINI TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) เป็นเครื่องวัดความเร็วรอบและระยะทางแบบดิจิตอล แสดงผลเป็นตัวเลข 7-Segment สีแดง 4 หลัก มองเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ สามารถปรับค่า Time Base ได้โดยอัตโนมัติ จึงทำให้การแสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง ใช้ในการแสดงผลความเร็วรอบของมอเตอร์ Conveyor เครื่องจักรและแสดงผลเป็นระยะทางต่อนาที         CM-001-L/DCM-001N TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) / MINI TACHOMETER (RPM & LINE SPEED) จะมีฟังก์ชั่นการแสดงผลอยู่ 2 แบบคือ แบบ RPM ซึ่งสามารถโปรแกรมตั้งค่าได้หลาย Pulse ใน 1 รอบ จึงทำให้วัดค่าได้อย่างละเอียดและรวดเร็วในรอบช้า ๆ หน่วยของการแสดงผลเป็นรอบต่อนาที และแบบ Line Speed ซึ่งสามารถตั้งค่าเซนติเมตรและเมตรได้ตามความต้องการ หน่วยของการแสดงผลเป็นเซนติเมตรต่อนาที และเมตรต่อนาที โดยสามารถกดปุ่มเลือกโปรแกรมการใช้งานได้ตามความต้องการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-880-8240, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
PRIMUS SOFT ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน

     โปรแกรม Primus Soft Pro เป็นโปรแกรมสำหรับ Power Meter ที่สามารถนำนำข้อมูลที่ได้จากโปรแกรมนี้ไปวิเคราะห์เพื่อดูปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา นำไปคิดค่าไฟฟ้า และยังสามารถควบคุมโหลดได้ในกรณีที่มีการ Peak ของ kW เพื่อช่วยค่าไฟฟ้าได้ในที่สุด Demand Monitoring      ในหน้า Demand Monitoring สามารถที่จะดูค่าต่างๆของ power meter ได้ในรูปแบบ Real time ซึ่งจะแสดงข้อมูล 2ลักษณะ ได้แก่ข้อมูลตัวเลข และ ข้อมูลเชิงกราฟ (ข้อมูลที่จะมาแสดงขึ้นอยู่กับ Power Meter แต่ละรุ่นเนื่องจาก Power Meter แต่ละรุ่นวัดค่าบางชนิดได้ไม่เท่ากัน) ดูข้อมูลแบบเข็ม ดูแบบตารางข้อมูล       การดูตารางข้อมูลจะช่วยให้เห็นภาพรวมของ Power meter แต่ละตัวว่าตอนนี้ ใช้ไฟฟ้าไปเท่าไร ดูค่า Harmonic ของโวลต์และแอมป์      ค่าฮาโมนิกส์ จะสามารถดูได้ในรูปแบบของ โวลต์ และ แอมป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9603, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
CARTRIDGE HEATER (ฮีตเตอร์แท่ง)

คุณสมบัติ Cartridge Heater (ฮีตเตอร์แท่ง) • เป็นฮีตเตอร์แท่งที่ให้ความร้อนกับชิ้นงานโดยตรง เช่น โมลด์โลหะ เป็นต้น • ผลิตด้วยวัสดุสแตนเลสคุณภาพดี • ผลิตแบบ High Density ให้ความร้อนสม่ำเสมอ • ผลิตได้ตามขนาดและกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ ลักษณะการใช้งาน Cartridge Heater (ฮีตเตอร์แท่ง) • งานแม่พิมพ์ • เครื่องรีดถุงพลาสติก • เครื่องแพ็ค Application Cartridge Heater (ฮีตเตอร์แท่ง)   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 098-279-5788, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
AIR CONDITIONER FOR CONTROL BOXES แอร์รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลสำหรับงานอุตสาหกรรม

PE-1000 (ขนาด 1000 BTU แบบติดตั้งข้างตู้) คุณสมบัติ • เป็นแอร์รักษาอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้คอนโทรล • มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำและแสดงผลที่ชัดเจน • มีระบบแจ้งเตือนและป้องกันความเสี่ยงในการเสียหาย • มีปริมาณลมเย็นคงที่ • มีโครงสร้งแบบ Galvanized และ SUS304 ที่ทนต่อสภาพหน้างาน PE-4000 (ขนาด 4000 BTU แบบติดตั้งหลังคาตู้) คุณสมบัติ • เป็นแอร์รักษาอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้คอนโทรล • มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำและแสดงผลที่ชัดเจน • มีระบบแจ้งเตือนและป้องกันความเสี่ยงในการเสียหาย • มีปริมาณลมเย็นคงที่ • มีโครงสร้งแบบ Galvanized และ SUS304 ที่ทนต่อสภาพหน้างาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 085-347-7599, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
การเลือกใช้ Heater ให้เหมาะสมกับงาน

HEATER คืออุปกรณ์ให้ความร้อนกับชิ้นงานด้านอุตสาหกรรมทุกประเภทที่ต้องการความร้อนไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นรูปพลาสติก, ห้องอบสี, อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย มีหลักการง่ายๆ คือการจ่ายกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดตัวนำจนลวดตัวนำเกิดความร้อน ซึ่งแหล่งจ่ายไฟสามารถใช้ได้ที่แรงดัน 200 VAC กับ 380 VAC ฮีตเตอร์แต่ละประเภทก็จะมีความเหมาะสมต่อการใช้งานต่างกันออกไป ลองมาดูกันว่าฮีตเตอร์ประเภทไหนเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง   1. ฮีตเตอร์ฮอตรันเนอร์ (Hot Runner Heater) ถูกออกแบบให้เหมาะกับท่อหัวฉีดทำให้ถ่ายเทความร้อนได้สม่ำเสมอและทั่วทั้งแท่ง เหมาะกับการใช้งานอุตสาหกรรมพลาสติก, ฝาพลาสติก และเครื่องฉีดพลาสติก 2. ฮีตเตอร์ต้มน้ำยาเคมี (Quartz Heater) ใช้อุ่นหรือต้มของเหลวได้แทบทุกประเภทที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสแตนเลส 316 เช่น น้ำมัน, น้ำ นอกจากนี้ยังอุ่นหรือต้มของเหลวที่เหนียวได้อีกด้วย 3. ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater) ใช้สำหรับการอุ่นหรือให้ความร้อนต่อแม่พิมพ์, หัวพ่นกาว, ชิ้นงานเหล็ก, เครื่องพิมพ์ทอง, เครื่องรีดถุงพลาสติก หรือนำมาใส่เกลียวเพื่อต้มน้ำเคมีกาวในท่อได้ 4. เซรามิคฮีตเตอร์ (Ceramic Heater) ให้ความร้อนสูงเหมาะกับเครื่องฉีดพลาสติกที่ต้องใช้ความร้อนสูงและต่อเนื่อง ทำได้หลายแบบทั้งกลม แผ่น เหมาะกับอุตสาหกรรมพลาสติก, แม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมผลิตยาง   5. ฮีตเตอร์ต้มน้ำ/จุ่ม (Immersion Heater) ให้ความร้อนกับของเหลว เช่น การอุ่นน้ำมัน, การต้มน้ำ ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสแตนเลส เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ต้องอุ่นหรือต้มของเหลวทุกประเภท หรือของเหลวที่เหนียวข้น เช่น ยางมะตอย  6. ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) รูปทรงสี่เหลี่ยมเหมาะกับการให้ความร้อนต่อแม่พิมพ์ ระบุชนิดของวัสดุ ความยาว แรงดัน กำลังวัตต์ได้ 7. ฮีตเตอร์อินฟาเรด (Infrared Heater) ให้ความร้อนแบบแผ่รังสีส่งผลให้กระจายความร้อนได้ถึงเนื้อใน ใช้ในงานอบแห้ง เช่น อบสี เมล็ดพันธุ์ กาว แลคเกอร์ อบพลาสติก 8. ฮีตเตอร์บอบบิ้น (Bobbin Heater) เป็นฮีตเตอร์แบบจุ่มประเภทหนึ่งให้ความร้อนของเหลว เช่น งานชุบ สารละลายวัสดุที่เป็นควอทซ์ อุ่นต้มน้ำยาเคมี งานแช่ในกรด เป็นต้น เคลื่อนย้ายง่าย 9. ฮีตเตอร์ทิวบูล่าร์/ท่อกลม (Tubular Heater) ให้ความร้อนได้ทั้งอากาศ ของเหลว น้ำ เหมาะกับการใช้เพื่ออบสี อบชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ อบใยผ้า อบพลาสติก อบอาหาร 10. คอยล์ฮีตเตอร์ (Coil Heater) เหมาะกับการใช้ในเตาอบเพื่อให้ความร้อนกับชิ้นงาน นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเตาความร้อนสูง 11. เซอร์คูเรชั่นฮีตเตอร์ (Circulation Heater) ให้ความร้อนแบบหมุนเวียนที่ใช้น้ำ น้ำมัน ลม แก๊ส นำพาความร้อนไปใช้ นอกจากนี้ยังให้ความร้อนของเหลวกับแก๊สในท่อได้ด้วย 12. ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) ใช้ความร้อนกับท่อหรือถังรูปทรงกระบอก เช่น เครื่องฉีดพลาสติก เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการอุ่นหรือให้ความร้อนในท่อลำเลียงหรือถังพัก เช่น ท่อส่งน้ำมัน ท่อลำเลียงกาว เป็นต้น        นี่คือประเภทของฮีตเตอร์ที่มักนิยมนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรม แต่ละประเภทก็จะมีจุดเด่นต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าเหมาะสมกับการเลือกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมประเภทไหนมากกว่ากัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 098-279-5788, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
แอร์สำหรับตู้คอนโทรล (Air Condition For Control Boxes) มีประโยชน์อย่างไร

                     ปกติแล้วในงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้ตู้คอนโทรล(Control Boxes) สำหรับควบคุมการทำงานของระบบไฟฟ้าหรือใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แน่นอนว่าการใช้งานในลักษณะดังกล่าวนี้ย่อมทำให้เกิดความร้อนขึ้นกับตู้คอนโทรล(Control Boxes) หากว่ามีความร้อนภายในตู้มากเกินไปก็ย่อมส่งผลกระทบและปัญหาต่อการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องถูกระบายออกมา เอาเข้าจริงแล้วการเลือกหาวิธีในการระบายความร้อนให้กับตู้คอนโทรล(Control Boxes) เองก็มีด้วยกันหลากหลายทว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการระบายความร้อนให้กับตู้คอนโทรล(Control Boxes)ก็คือ การติดตั้งแอร์สำหรับตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) ซึ่งประโยชน์ในการติดแอร์สำหรับตู้คอนโทรล(Air Conditioner for Control Boxes) ก็สามารถแบ่งแยกออกมาให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนดังนี้      1. ทำให้ตู้คอนโทรล(Control Boxes) สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเนื่องจากว่าการได้ระบายความร้อนออกมาจะทำให้ความร้อนภายในตู้ไม่เยอะจนเกินไป และการทำงานก็จะทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้งานที่ออกมาก็มีคุณภาพตามไปด้วยที่สำคัญการที่เครื่องจักรเหล่านี้สามารถใช้งานตู้คอนโทรล(Control Boxes) ได้อย่างต่อเนื่องทำให้ผลผลิตที่ได้ออกมามีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงักด้วย      2. ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับตู้คอนโทรล(Control Boxes) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Part Electronic) เนื่องจากว่าหากตู้คอนโทรล(Control Boxes) มีความร้อนภายในมาก ๆ ระบบการทำงานก็ต้องถูกใช้อย่างหนัก เมื่อถูกใช้งานอย่างหนักการเสื่อมสภาพก็ย่อมเร็วกว่าปกติ การแอร์สำหรับตู้คอนโทรล(Air Conditioner for Control Boxes) จึงช่วยให้ระบบความร้อนทำงานเป็นมาตรฐานไม่หนักเกินไปส่งผลให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น      3. ลดปัญหาในเรื่องของฝุ่นละอองหรือสารเคมีต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตู้คอนโทรล(Control Boxes)หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Part Electronic) ด้านในต่าง ๆ ซึ่งฝุ่นละอองหรือสารเคมีเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้เกิดความเสียหาย      4. จากการที่ผลผลิตของชิ้นงานสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดชะงักย่อมเป็นการเพิ่มรายได้โดยตรงให้กับบริษัท ทำให้ผลประกอบการของบริษัทก็ได้ขึ้นตามลำดับไปด้วยเช่นเดียวกัน      5. ช่วยควบคุมระดับความร้อนภายในตู้คอนโทรล(Control Boxes) และความร้อนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Part Electronic)ต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นอันตรายที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมมีน้อยลงตามไปด้วย ลดความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้      6. ช่วยลดความชื้นภายในตู้ควบคุมไฟฟ้าที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Part Electronic) ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิ บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์(Board Electronic), อินเวอร์เตอร์(Inverter) เป็นต้น ซึ่งความชื้นเหล่านี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตู้คอนโทรล(Control Boxes) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(Part Electronic)เหล่านี้เสื่อมสภาพได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน      ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานแอร์สำหรับตู้คอนโทรล(Air Conditioner for Control Boxes) เหล่านี้นับว่าเป็นข้อดีที่เห็นผลได้ชัดเจนมาก ๆ ต่อโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย จึงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่านี่เป็นอุปกรณ์สำคัญอีกชนิดที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและที่สำคัญยังสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างหลากหลายแบบที่หลายคนคาดไม่ถึงอีกต่างหาก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 085-347-7599, 090-197-9601 ID LINE : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com  

Image Alternative text
PLC+HMI All in One Unit

V430 คุณสมบัติ • ขนาดหน้าจอ 4.3 นิ้ว แบบ Wild Screen • Web Server • Send E-mail • PID 24 Loop • Alarm History • BACnet   SM35 คุณสมบัติ • รุ่น Samba ออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอัพเกรดระบบ PLC แบบไม่มีหน้าจอหรือมีแต่เป็นแบบธรรมดา ให้มีหน้าตาดูดีขึ้น • จอสี Touch Screen ได้ • สะดวกตรงที่มี Digital I/O • Analog Input • สามารถรับสัญญาณจาก Temperature Sensor ได้โดยตรง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-197-9591 ID LINE  : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com

Image Alternative text
Small Displacement Sensor with Digital Display

CD22-Series คุณสมบัติ • มีขนาดเล็กกะทัดรัด ง่ายต่อการติดตั้งและใช้งานง่าย • Analog Output 4-20 mA (แล้วแต่รุ่น) • Analog Output 0-10 V (แล้วแต่รุ่น) • Switching Output (NPN or PNP, Max 100mA/DC30V) • ตรวจพบวัสดุต่าง ๆ ได้ เช่น ยางสีดำ , โลหะขัดเงา • มีความแม่นยำสูงและความละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม HOTLINE : 090-880-8240 ID LINE  : @primusthai WEBSITE : www.primusthai.com