Thailand Web Stat Truehits.net
Image Alternative text
วิธีการเลือกฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ให้เหมาะสมกับหน้างาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) คือ ฮีตเตอร์ท่อกลมแบบที่ไม่ติดครีบ หรือฮีตเตอร์ท่อกลมแบบติดครีบ เรียกว่า ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) โดยฮีตเตอร์ท่อกลมทั้ง 2 แบบสามารถดัดงอได้ตามลักษณะหน้างานการติดตั้ง สามารถใช้ให้ความร้อนได้ทั้งอากาศ, ของเหลวและโมลด์โลหะ นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น      • ใช้ให้ความร้อนกับอากาศ เช่น ให้ความร้อนกับอากาศภายในห้อง, งานอบชิ้นงานอุตสาหกรรมรถยนต์, อบพลาสติก, อบไม้, อบแม่พิมพ์, อบสี, อบใยผ้า, ลดความชื้นในระบบทำความเย็น เป็นต้น      • ใช้ให้ความร้อนกับของเหลว เช่น ต้มน้ำในอ่างน้ำร้อน, เครื่องทำน้ำร้อนขนาดเล็ก เป็นต้น      • ใช้ให้ความร้อนกับโมลด์โลหะ เช่น งานแม่พิมพ์โลหะ เป็นต้น        ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) มีวัสดุให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับงานทั้ง SUS 304, SUS 316, Incoloy 840, ทองแดง เป็นต้น และนอกจากนี้ยังสามารถดัดงอเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้หลากหลายตามลักษณะการติดตั้งหน้างาน โดยส่วนมากรูปแบบ Tubular Heater ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม มีดังนี้   ฮีตเตอร์ท่อกลมแบบตัว I (Tubular Heater I-Shape) ฮีตเตอร์ท่อกลมแบบตัว U (Tubular Heater U-Shape) ฮีตเตอร์ท่อกลมแบบตัว W (Tubular Heater W-Shape) ฮีตเตอร์ท่อกลมแบบขดยากันยุง        ในวันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกใช้งานฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ที่ใช้ให้ความร้อนโดยตรงในอากาศ เพื่องานอบแห้ง, ไล่ความชื้น, อบสี, อบขนม, อาหาร ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในหัวข้อ "วิธีการเลือกฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ให้เหมาะสมกับหน้างาน" ว่ามีหลักการอย่างไร? และต้องมีข้อมูลอะไรบ้างในการเลือกใช้งาน โดยจำแนกได้ดังนี้   ข้อมูลสำคัญในการเลือกฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ให้เหมาะสมกับหน้างาน      1. วัสดุของท่อ โดยมีวัสดุให้ได้เลือกหลากหลายชนิด ที่เหมาะกับทุกลักษณะงาน           1.1 SUS 304 เหมาะกับงานอากาศ, ของเหลวทั่วไป           1.2 SUS 316 เหมาะกับงานอากาศ, ของเหลวทั่วไป           1.3 Incoloy 840 เหมาะกับอากาศที่ไม่หมุนเวียน, งานสารเคมี           1.4 Copper เหมาะกับงานของเหลว (ลดการเกาะของตะกรัน)      2. การออกแบบกำลังวัตต์ ที่ต้องมีค่าวัตต์/พื้นที่ (Watt Density) และแรงดันไฟ (Volt) เหมาะกับลักษณะงาน เนื่องจากฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ทั้ง อากาศ, ของเหลว, โมลด์โลหะ เช่น การนำไปใช้ให้ความร้อนภายในเตาอบก็ควรจะมีกำลังวัตต์ที่ค่าวัตต์/พื้นที่ ไม่เกิน 5W/cm2 เป็นต้น *** มีทีมงานที่เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ***      3. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางท่อ (mm.) มีขนาดแกนให้เลือกตั้งแต่ขนาด 8.2 mm. - 16 mm.           3.1 ความยาวท่อ (ยาวสูงสุด 6 เมตร)           3.2 ระยะห่างระหวางแกน U/W (mm.)      4. รูปร่างของฮีตเตอร์ สามารถดัดขดได้หลากหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะติดตั้ง เช่น พื้นที่แคบแต่ต้องการความร้อนสูง ก็แนะนำให้เลือกเป็นรูปทรง W-Shape หรือ แบบขดยากันยุง เป็นต้น      5. ลักษณะการติดตั้ง การติดตั้งแบบเกลียวและแบบไม่มีเกลียว      6. ระยะ Cool Zone (mm.) กรณีนำไปใช้ให้ความร้อนกับของเหลว   รูปแบบของฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) สำหรับการติดตั้งหน้างาน 12345   ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) I-Shape แบบไม่มีเกลียว   ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) I-Shape แบบมีเกลียว         ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) U-Shape แบบไม่มีเกลียว   ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) U-Shape แบบมีเกลียว         ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) W-Shape แบบไม่มีเกลียว   ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) W-Shape แบบมีเกลียว        นอกจากฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) แล้ว ยังมีฮีตเตอร์ประเภทอื่น ๆ ที่ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานหรือของเหลว โดยแต่ละประเภทได้ถูกนำไปใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของลักษณะงาน ดังนี้      • ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่เครื่องฉีดพลาสติก      • ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) เพื่อให้ความร้อนกับแผ่นแม่พิมพ์      • ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) เพื่อต้มน้ำมัน ของเหลวหรือต้มสารเคมี      • ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่แม่พิมพ์ ในการอุ่นของเหลว อุ่นกาว      • ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) เพื่อให้ความร้อนกับอากาศในการอบแห้ง ไล่ความชื้น      • ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater) ให้ความร้อนโดยการแผ่รังสี งานอบสี อบขนม อบอาหาร      • ฮีตเตอร์บอบบิ้น (Bobbin Heater) ให้ความร้อนกับของเหลวหรือสารละลาย      • คอยล์ฮีตเตอร์ (Coil Heater), ฮีตเตอร์ฮอตรันเนอร์ (Hot Runner Heater) ใช้ในงานอบแห้ง ใช้ในการไล่ความชื้นในระบบ   ตัวอย่างการต่อใช้งานฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) การต่อใช้งานฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ร่วมกับ Thermocouple, Temperature Controller, Solid State Relay เพื่อควบคุมในระบบ   การประยุกต์ใช้งานฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater)   Tubular Heater ในงาน Duct Heater ติดตั้งในท่อลมเพื่อทำลมร้อนไปใช้งานต่อ Tubular Heater ในเตาอุ่นอาหารไฟฟ้า โดยการให้ความร้อนกับน้ำภายใต้ถาดอาหาร Tubular Heater ในตู้อบยาโดยใช้งานร่วมกับ Blower Fan เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความร้อน Multifunction Meter Three Phase Volt-Amp kwh-Meter Wiht Protection Relay  Single Phase kWh-Meter With LORA RS-485 DATA LOGGER USB to RS-422/RS-485 CONVERTER       โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีการติดตั้ง Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft และ Shaft

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เซ็นเซอร์สำหรับวัดระยะทาง (Distance Sensor), ความเร็ว (Speed), ทิศทางการหมุนของมอเตอร์ (Direction of Rotation), ตำแหน่งหรือมุม เป็นต้น ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ตามลักษณะของสัญญาณเอาต์พุต (Output Signal) คือ Encoder แบบ Increment หรือที่เรียกว่า Increment Encoder / Rotary Encoder และ Encoder แบบ Absolute หรือที่เรียกว่า Absolute Encoder โดยได้มีการอธิบายไว้ในหัวข้อ “Increment Encoder ต่างกับ Absolute Encoder อย่างไร?” เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้กับหน้างานได้อย่างเหมาะสม        บทความนี้เราขอจะขอแนะนำทุกท่านเกี่ยวกับลักษณะในรูปแบบการนำไปติดตั้งหน้างาน ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) จะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบแกนเพลา (Shaft) และ Hollow Shaft หรือแบบรูกลวง ดังรูป   ลักษณะของ Programable Encoder แบบ Hollow Shaft ลักษณะของ Programable Encoder แบบ Shaft Encoder แบบ Hollow Shaft Encoder แบบ Shaft      โดยในวันนี้เราจะพูดถึงวิธีการติดตั้งเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) กันต่อ ในหัวข้อ “วิธีการติดตั้ง Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft และ Shaft” ซึ่งจะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรคำนึงถึงก่อนการติดตั้ง เช่น แรงที่กระทำต่อเพลา การสั่นสะเทือน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการติดตั้ง Encoder ด้วย โดยขอยกตัวอย่าง Encoder แบบที่สามารถโปรแกรมเลือกย่าน Pulse/Revolution ได้ (ตั้งแต่ 1-16,384 Pulse/Revolution) หรือเรียกว่า Programmable Encoder (รุ่น PR-04) โดยต่อร่วมกับพอร์ตแปลงสัญญาณพร้อมสายแบบ USB (Converter + USB Cable) PR-PRO เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่าน Software หรือต่อเข้ากับพีแอลซี (PLC) โดยตรงก็สามารถทำได้ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเลือกย่านพัลส์ (Pluse) ได้ด้วยตนเอง ก่อนอื่นขออธิบายลักษณะของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ทั้งแบบ Hollow Shaft และ Encoder แบบ Shaft กันก่อน ดังนี้      เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) แบบ Shaft โดยทั่วไปจะมีขนาดแกนเพลาที่ 6 mm. , 8 mm. , 10 mm. และขนาด Diameter 38 mm. หรือ 50mm. ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อนั้น ๆ โดยมีลักษณะเป็นแกนยื่นออกมา ในการติดตั้งใช้งานนั้นจะต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมระหว่าง เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เข้ากับชิ้นงาน คือ Coupling ซึ่งจะช่วยในการติดตั้งเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ให้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะสามารถช่วยลดการเสียหายในกรณีที่การติดตั้งที่มีการเยื้องศูนย์ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง ส่งผลให้เกิดแรงที่ไม่ต้องการไปยังแกนของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) และส่งต่อไปยัง Bearing ด้านใน ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง        เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) แบบ Hollow Shaft หรือ แบบรูกลวง จะมีลักษณะเป็นรูตรงกลาง และมีตัวล็อคสำหรับยึดเข้ากับ Bearing จะสามารถลดปัญหาเรื่องการติดตั้งลงได้ เนื่องจากการเยื้องศูนย์นั้นเกิดขึ้นได้ยากกว่า ซึ่งเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) แบบ Hollow Shaft จะไม่สามารถแก้ไขเรื่องของแรงสั่นสะเทือนได้        ตัวอย่างการติดตั้ง Programable Encoder แบบ Hollow Shaft และ Programable Encoder แบบ Shaft เข้ากับ Bearing Motor   การติดตั้ง Programable Encoder แบบ Hollow Shaft เข้ากับ Bearing Motor ตัวอย่างการติดตั้ง Programable Encoder แบบ Shaft เข้ากับ Bearing Motor      ในการติดตั้ง Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft และ แบบ Shaft ปัจจัยสำคัญที่เราต้องคำนึงถึง ดังนี้      • Maximum Shaft Loadings คือ แรงสูงสุดที่กระทำกับเพลา หรือแกนของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ซึ่งจะมีผลทำให้ตัว Bearing ที่อยู่ภายในตัว Encoder ได้รับความเสียหาย ดังนั้นควรเลือก Encoder ที่มีค่า Maximum Shaft Loadings ที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งในเอ็นโค้ดเดอร์หลาย ๆ ยี่ห้อ เช่น Lika จะมีค่าเหล่านี้บอกไว้ใน Data Sheet      • Shock คือ ค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากการหมุนของเพลาของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) โดยเราจะอ้างอิงกับมาตรฐาน IEC 60068-2-27 EN : 2008 ซึ่งมีการทดสอบที่การเร่งความเร็วสูงสุด 100 g. ในช่วงระยะเวลา 6 วินาที โดยสามารถดูค่า Shock สูงสุดที่สามารถทนได้ สำหรับ Encoder แต่ละรุ่นได้ในคู่มือ เพราะถ้าสูงมากกว่านี้อาจทำให้เกิดการเสียหายแก่ชิ้นส่วนภายในได้ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแผ่น Code Disk อาจแตกร้าวได้      • Vibration คือ ค่าการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องสูงสุดที่ตัวเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) สามารถที่จะทนต่อได้โดยไม่ทำให้ชิ้นส่วนทางกลเกิดการสูญเสีย ซึ่งจะอ้างอิงไปตามมาตรฐานการทดสอบการสั่นสะเทือนซึ่งดำเนินการในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล IEC EN 60068-2-6 : 2007 โดยมีการทดสอบที่ค่าแรงสั่นสะเทือน 10 g. ความถี่ 5-2000 Hz ค่าแอมปลิจูดที่ 0.75 มิลลิเมตร และสามารถดูค่า Vibration สูงสุดที่สามารถทนได้ ของเอ็นโค้ดเดอร์แต่ละรุ่นได้ในคู่มือ      • Short Circuit Protection เป็นวงจรที่ป้องกันการเสียหายของภาคเอาต์พุต (Output) ของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ในกรณีที่มีเกิดความผิดพลาดแล้วทำให้สัญญาณเอาต์พุตไปสัมผัสกับขาแรงดันศูนย์โดยปราศจากโหลด ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียหายแก่วงจรภาคเอาต์พุตได้ ดังนั้น Encoder ที่ดีควรมีวงจรป้องกันการเกิด Short Circuit และควรตรวจสอบการเดินสายไฟให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนการเริ่มจ่ายไฟ      • Reverse Polarity Protection เป็นวงจรที่ป้องกันการเสียหายของภาคเอาต์พุต (Output) ของเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ในกรณีที่มีเกิดความผิดพลาดจากการต่อสายไฟเลี้ยงวงจรผิดขั้ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียหายแก่วงจรภายในได้ ดังนั้น Encoder ที่ดีควรมีวงจรป้องกันการเกิด Reverse Polarity และควรตรวจสอบการเดินสายไฟให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนการเริ่มจ่ายไฟเช่นกัน      • Operating Temperature เป็นค่าอุณหภูมิสูงสุดที่เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ยังสามารถทำงานได้ตามปกติและไม่ทำให้เกิดการเสียหายแก่ตัว Encoder ด้วย โดยมีการอ้างอิงกับมาตรฐาน CEI IEC 68-2-1 and CEI IEC 68-2-2 และสามารถดูค่า Operating Temperature สูงสุดที่สามารถทนได้ของ Encoder แต่ละรุ่นได้ในคู่มือ      • IP Protection Ratings เป็นมาตรฐานในการป้องกันฝุ่นและน้ำของเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวอ้างอิงในการช่วยเลือกตัวเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ให้เหมาะกับการติดตั้งในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงยิ่งสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นและน้ำได้ดีมากขึ้น      ตารางเปรียบเทียบข้อดีของวิธีการติดตั้ง Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft และ Shaft   การติดตั้ง Programable Encoder แบบ Hollow Shaft เข้ากับ Bearing Motor การติดตั้ง Programable Encoder แบบ Shaft เข้ากับ Bearing Motor สามารถติดตั้ง Encoder เข้ากับแกนของ Motor ได้โดยตรง การติดตั้ง Encoder เข้ากับแกนของ Motor ต้องมีอุปกรณ์เสริม Coupling ในการเชื่อมต่อระหว่างแกน Motor กับแกน Encoder      ตัวอย่างการต่อใช้งาน Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft ร่วมกับ Digital Frequency Meter รุ่น TFM-94        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Programmable Encoder แบบ Shaft ร่วมกับ RPM & LINE SPEED Meter รุ่น CM-001-L        Encoder แบบ Hollow Shaft และ Shaft มีทั้งแบบที่สามารถโปรแกรมเลือกย่าน Pulse/Revolution (รุ่น PR-04) ได้ โดยผู้ใช้งานเองแล้ว คือ Programmable Encoder ยังมี Encoder แบบ Fixed Pulse จากทางผู้ผลิตเอง เช่น 100 P/R, 500 P/R, 1000 P/R, 1024 P/R เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเอ็นโค้ดเดอร์แบบลูกล้อหรือเครื่องวัดระยะทางแบบลูกล้อ (Measuring Wheel Encoder) ใช้สำหรับวัดความยาวของผ้า, แผ่นพลาสติก, กระดาษ หรือโลหะแผ่น โดยวางลูกล้อลงบนชิ้นงานสามารถต่อเข้ากับ Counter ได้โดยตรงเพื่อวัดระยะทาง หน่วยเป็นเมตร มีเอาต์พุตแบบ Push-Pull ทำให้สามารถใช้แทนได้ทั้ง NPN และ PNP Open Collector และ แบบ Line-Driver (ดังรูป) เครื่องวัดระยะทางแบบลูกล้อ (Measuring Wheel Encoder) รุ่น EHM        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Encoder   วัดความเร็วรอบของ Motor โดยใช้ Programmable Encoder แบบ Hollow Shaft วัดระยะความยาวของการเคลื่อนที่ของสายพาน โดยใช้ Programmable Encoder แบบ Shaft วัดความเร็วรอบของสายพานการผลิต โดยใช้ Programmable Encoder แบบ Shaft   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
โปรแกรมบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) ด้วย Software Prisoft

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      พลังงาน (Energy) ในธรรมชาติโดยทั่วไปมีอยู่หลายรูปแบบและสามารถเปลี่ยนรูปแบบหรือแปรรูปได้ โดยการเปลี่ยนแปลงพลังงานอีกรูปแบบเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้า, การเปลี่ยนพลังงานน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งโดยปกติประเภทของพลังงานที่เรามักเจอกันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะอยู่ตามที่พักอาศัย อาคารหรือโรงงานอุตสาหกรรม นั่นก็คือพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้านั่นเอง โดยในที่นี้เราจะพูดถึงระบบการจัดการพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Energy Management System) เป็นหลัก เนื่องจากในโรงงานอุตสาหกรรมมีกระบวนการผลิตที่ต้องวัดและเก็บบันทึกข้อมูลเพื่อควบคุมค่าต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การวัดอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), น้ำหนัก (Weight), ปริมาณของเหลว (Liquid Volume), การวัดความยาว (Length) เป็นต้น การเก็บบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานแบบเดิมอาจจะใช้การบันทึกในรูปแบบเอกสาร (Paper) โดยการจดบันทึกของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้ข้อมูลที่ได้เกิดความคลาดเคลื่อนและนำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยเมื่อเทียบกับการใช้จริง        ปัจจุบันก็ได้มีวิธีการบริหารจัดการด้านพลังงานที่สามารถ หรือที่เรียกว่า ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System : EMS) ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับระบบบริหารจัดการพลังงานกันก่อนว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ดังนี้        ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System : EMS) หมายถึง ระบบอัตโนมัติที่นำเข้ามาใช้ในการควบคุมให้การผลิต การโอนย้าย การขนส่ง รวมถึงการใช้พลังงานเพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเป็นการเชื่อมต่อประสานงานกันระหว่างอุปกรณ์ตรวจวัดต่าง ๆ กับระบบควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือวัดไฟฟ้าอัตโนมัติบนโครงสร้างของระบบเครือข่าย (Network) ที่เป็นการจัดการผ่านโปรแกรม (Software) ในการ Monitoring        จากบทความที่เราได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับ Software Prisoft ในหัว “แจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT” นั้น โดยในวันนี้เราจะมานำเสนอเป็นหัวข้อ  โปรแกรมบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) ด้วย  Software Prisoft  (รูปตัวอย่าง Software)      Software Prisoft เป็น Software Web Server Monitoring System สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์บน TCP/IP, RS485, RS232 และ Lora Wan ได้ โดยจะทำหน้าที่อ่านค่าตัวแปรที่ผู้ใช้ต้องการ ผ่านระบบสื่อสารและนำมาเก็บข้อมูลใน Database บนเครื่อง PC และนำข้อมูลไปแสดงผลยังหน้า Webpage โดย Protocol ที่ Prisoft สามารถรองรับการใช้งานได้ ดังนี้        1. MODBUS RTU Mode บนระบบ RS485        2. MODBUS TCP        3. LoRaWAN 1.0 โดยใช้งานร่วมกัน Femto Gateway Gemtek และอุปกรณ์ LoRaNode ของ บริษัท ไพรมัส จำกัด ตัวอย่าง โดย Protocol ที่ Prisoft สามารถรองรับการใช้งาน        Software Prisoft โปรแกรมบริหารจัดการพลังงานด้านไฟฟ้า, อุณหภูมิ, ความชื้น ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารและวางแผนการใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Software Prisoft สามารถแสดงผลและบันทึกค่าทางไฟฟ้าหรือค่าอุณหภูมิและความชื้นได้ ดังนี้ V-Line, V-Phase, V-Average, V-Line, A-Average, A-Neutral, KW, KVA, KVAR, PF, Frequency, Demand, Demand Control, RunningHour, Total Harmonics-Volt, Total Harmonics Current, Efficiency (%), Load (%), Partial Harmonics หรือค่าอื่น ๆ ที่มิเตอร์สามารถอ่านค่าได้        ข้อดีของการใช้โปรแกรมบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) ด้วย Software Prisoft        1. สามารถดูข้อมูลผ่าน Monitor ได้แบบ Real Time และได้รับการแจ้งเตือนที่รวดเร็วขึ้น        2. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังด้วยกราฟ จากกลุ่ม Tag ที่ผู้ใช้งานสามารถกำหนดเองได้ และยังสามารถ Export ข้อมูลเป็น Excel        3. สามารถวิเคราะห์ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าและทำบิลค่าไฟฟ้า โดยรองรับระบบการคิดค่าไฟฟ้าแบบ Normal Rate, TOU และ TOD        4. การลด Downtime        5. ลดต้นทุนในการ Wiring สาย        6. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน        ตัวอย่างที่ 1 : Software PRISOFT สามารถใช้งานร่วมกับ Power Meter เพื่อวิเคราะห์พลังงานและยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีค่ากระแสสูงหรือต่ำเกินกว่ากำหนดหรือค่าอื่น ๆ รูปตัวอย่างที่ 1 : ใช้ร่วมกับ Power Meter เพื่อคำนวณข้อมูลการใช้พลังงานจาก 3 แหล่ง เพื่อหาค่าใช้จ่าย        จากรูปตัวอย่างที่ 1 : ใช้ร่วมกับ Power Meter เพื่อคำนวณข้อมูลการใช้พลังงานจาก 3 แหล่ง เพื่อหาค่าใช้จ่าย ดังนี้        • เก็บค่าพลังงานไฟฟ้า (kWh) ของมิเตอร์ของการไฟฟ้า (กรณีใช้ทั่วไป)        • Power Meter Biogas Generator (นำ Biogas มาเป็นพลังงาน)        • Power Meter Diesel Generator (กรณีฉุกเฉิน)        • เพื่อเปรียบเทียบการใช้ไฟจากทั้ง 3 แหล่ง มาเป็นข้อมูลของการปั่นพลังงานไฟฟ้าใช้เองจาก Biogas ที่ทีอยู่ในฟาร์ม        ตัวอย่างที่ 2 : Software PRISOFT สามารถใช้งานร่วมกับระบบ LoRa เพื่อลดปัญหาการเดินสายสัญญาณ รูปตัวอย่างที่ 2 : Software PRISOFT สามารถใช้งานร่วมกับ ระบบ LoRaWan เพื่อลดปัญหาการเดินสายสัญญาณ        จากรูปตัวอย่างที่ 2 : สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้ ดังนี้        1. เก็บค่าความยาวของเส้นลวด ทำ Excel        2. Monitor ค่าแบบ Realtime        3. ดูผ่านหน้า Web Browser ได้        4. มีการแจ้งเตือน Alarm        5. สามารถใช้ Convertor แบบไร้สาย โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณ        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) ด้วย Software Prisoft โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK  

Image Alternative text
หลักการและข้อดีของการติดตั้ง Temperature Transmitter ชนิด Head Mount Transmitter TM-012P เข้ากับหัวกะโหลก (Bulb) ของ Temperature Sensor

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Temperature Transmitter หรือ ทรานสมิตเตอร์วัดอุณหภูมิ คือ อุปกรณ์วัดอุณหภูมิที่แปลงค่าการวัดจากตัวเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรม เช่น Thermocouple, RTD (Pt100Ω) ให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20 mA, 0-10Vdc เป็นต้น เพื่อส่งค่าอุณหภูมิผ่านสายไฟในระยะทางไกลไปยังเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder), Data logger หรือ PLC สำหรับแสดงค่าหรือควบคุมอุณหภูมิ        ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงโครงสร้างและหลักการในการวัดอุณหภูมิของ Temperature Sensor ชนิด RTD (Pt100Ω) และ Thermocouple ดังนี้        หลักการเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor)   RTD/PT100Ω (Resistant Temperature Detector) Thermocouple      RTD ย่อมาจาก Resistance Temperature Detector คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่ใช้หลักการของความต้านทานเปลี่ยนตามอุณหภูมิที่วัดได้จะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิโดยแปรผันตามค่าอุณหภูมิ เช่น ที่อุณหภูมิ 0 ํC จะมีค่าความต้านทานที่ 100Ω เมื่อนำเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิชนิด RTD ต่อเข้ากับตัว Temperature Transmitter ก็จะทำการวัดค่าความต้านทานและแปลงสัญญาณออกมาเป็นแบบ Current Loop 4-20mA เพื่อนำสัญญาณ 4-20mA ไปยังอุปกรณ์ควบคุมต่อไป        Thermocouple คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิชนิดหนึ่ง ที่แปลงค่าอุณหภูมิเป็นสัญญาณแรงเคลื่อนไฟฟ้า (mV) โดยใช้หลักการของการที่โลหะต่างชนิดกันเชื่อมติดกันที่ปลายข้างหนึ่งเมื่อเกิดอุณหภูมิสูงขึ้นจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าขึ้นที่ปลายโลหะแต่ละข้างนั่นเอง        จากที่ได้ทราบถึงโครงสร้างและหลักการ Temperature Sensor ชนิด RTD (Pt100Ω) และ Thermocouple กันไปแล้วนั้น ต่อมาจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับสัญญาณอุณหภูมิจากหัววัดอุณหภูมิและแปลงค่าให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน หรือเรียกว่า Temperature Transmitter ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ติดตั้งเข้ากับหัวกะโหลก (Bulb) ได้        Temperature Transmitter ชนิด Head Mount Transmitter (รุ่น TM-012P)   Temperature Transmitter ชนิด Head Mount Transmitter Model TM-012P TM-PRO Programming Module for TM-012P      Temperature Transmitter ชนิด Head Mount Transmitter เป็นทรานสมิตเตอร์วัดอุณหภูมิขนาดเล็กอีกตัวหนึ่ง สำหรับติดตั้งอยู่ภายในหัวกะโหลก (Bulb) ของตัวเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ซึ่งมีความสะดวกในเรื่องของพื้นที่การติดตั้ง เพื่อแปลงค่าอุณหภูมิให้ออกมาเป็นสัญญาณอนาล็อก เช่น อุณหภูมิ 0-100 ํC ออกมาเป็น 4-20mA เป็นต้น ในส่วนของการตั้งค่าใช้งานอาจจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เฉพาะเพื่อตั้งค่าหรือปรับตั้งค่าตัวแปรต่าง ๆ      โดยในส่วนของการติดตั้ง Temperature Transmitter รุ่น TM-012P แบบฝังเข้ากับหัวกะโหลกของ Temperature Sensor ชนิด RTD (Pt100) หรือ Thermocouple เราสามารถนำสัญญาณอนาล็อก 4-20mA ออกมาใช้งานโดยการต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น Temperature Controller, Digital Indicator, Recorder, Data logger หรือ PLC ได้ โดยใช้สายเพียง 2 เส้น หรือ 2 Core  จึงทำให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่ต้องเดินสายในระยะทางไกล เนื่องจากสัญญาณที่แปลงออกมาเป็นแบบ Current Loop 4-20mA (โดยการต่อแบบ Current Loop จะทำให้สัญญาณมีความคงที่) มากกว่าแบบ 0-10VDC (ระยะทางไกล ๆ สัญญาณจะ Drop) และด้วยมีขนาดเล็กกะทัดรัด จึงทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง        ลักษณะการติดตั้งและการต่อใช้งาน Temperature Transmitter รุ่น TM-012P เข้ากับ Temperature Sensor แบบหัวกะโหลก (Bulb)   ลักษณะการติดตั้ง Temperature Transmitter TM-012P เข้ากับ Temperature Sensor แบบหัวกะโหลก (Bulb) ตัวอย่างการต่อสายใช้งาน Temperature Transmitter TM-012P        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Temperature Transmitter รุ่น TM-012P (RTD/PT100) ร่วมกับ PLC และ Digital Indicator การต่อใช้งานของ Temperature Transmitter รุ่น TM-012P โดยฝังอยู่ในหัวกะโหลกของ Pt100 ร่วมกับ PLC และเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) รุ่น TIM-94N      สรุปข้อดีของการใช้งาน Temperature Transmitter รุ่น TM-012P โดยติดตั้งร่วมกับ Temperature Sensor แบบหัวกะโหลก (Bulb)         • มีขนาดเล็กกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ และสามารถติดตั้งเข้ากับหัวกะโหลก (Bulb) ได้เลย         • สามารถต่อร่วมใช้งานกับ Thermocouple และ RTD (PT100) แบบหัวกะโหลกได้         • ช่วยประหยัดต้นทุนในเรื่องของการเดินสาย จากสาย 3 Core หรือ 4 Core  เป็น 2 Core         • เหมาะกับงานที่ต้องการเดินสายระยะไกล เพราะเป็น Current Loop 4-20mA ทำให้มีค่าความผิดพลาดน้อย         • มีทั้งรุ่นที่ Fixed Input (TM-012P-Input) และไม่ Fixed Input (TM-012P-PRO)         • ในรุ่น TM-012P-PRO สามารถโปรแกรมเลือกย่านการใช้งานของ Input และ Output ได้ภายในตัวเดียวกัน ผ่านทาง Software โดยใช้งานร่วมกับ TM-PRO        สรุป การวัดอุณหภูมิในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อนำค่าที่ได้จากการวัดอุณหภูมิของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ไปแสดงผลหรือนำไปควบคุมภายในกระบวนการ จำเป็นจะต้องมีตัวทรานสมิตเตอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Transmitter) เพื่อทำการแปลงค่าอุณหภูมิให้อยู่ในค่าของสัญญาณมาตรฐาน (Standard Signal) สำหรับใช้ในการสื่อสารร่วมกับอุปกรณ์เครื่องมือวัดและควบคุมกระบวนการในระบบอัตโนมัตินั่นเอง        กรณีในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้งาน Temperature Sensor ที่มีย่านการวัดหลายย่านวัด สามารถสั่งอุปกรณ์ Temperature Transmitter เพียงรุ่นเดียวได้ โดยที่ไม่ต้องระบุอินพุต (Fixed Input) ในการเลือกย่านการใช้งาน เนื่องจาก Temperature Transmitter รุ่น TM-012P สามารถที่จะโปรแกรมเลือกย่านอุณหภูมิการใช้งานได้ทั้ง Input และ Output ภายในตัวเดียวกัน ผ่านทาง Software โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า TM-PRO (Programming Module) ดังรูป        การต่อใช้งานร่วมกับ TM-PRO Programming เพื่อ Setting เลือกย่าน Input และ Output   การตั้งค่าการทำงานของอุปกรณ์ที่ไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์อื่น (โดยต้องต่อ Power Supply ตลอดการใช้งาน) การตั้งค่าอุปกรณ์ในขณะที่ต่อใช้งานร่วมกับ Indicator        ตัวอย่างการตั้งค่าผ่านโปรแกรม TM-012P Configuration Software        การประยุกต์ใช้งาน RTD/PT100 (Resistant Temperature Detector) and Thermocouple Transmitter   Boiler Retort Packing Machine   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ควบคุมอุณหภูมิ (PID Control) และแสดงผลด้วย PLC+HMI

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      PID Control เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ในเครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Temperature Controller) โดยการควบคุมแบบ PID Control เป็นระบบควบคุมแบบป้อนกลับ (Feedback Control System) ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีการควบคุมรูปแบบ ON-OFF, Fuzzy, Auto-Tuning เป็นต้น ในแต่ละรูปแบบก็จะให้ผลที่แตกต่างกันออกไป โดยเป็นระบบการควบคุมและประมวลผลภายในของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) ซึ่งเราได้นำเสนอข้อมูลกันไปแล้วในหัวข้อ PID Control กับ On/Off Control ของ Temperature Controller ต่างกันอย่างไร? โดยรูปแบบการควบคุมที่กล่าวมานั้นเหมาะสำหรับงานอุตสาหกรรมที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิได้หลายค่าในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหรรมพลาสติก อุตสาหรรมเคมี ฯลฯ        การวัดและควบคุมอุณหภูมิที่รับค่าอินพุตจากเซ็นเซอร์วัดอุณภูมิ Thermocouple, RTD Pt100, NTC, PTC โดยเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temp Control) ที่มีระบบการควบคุมแบบ PID แล้ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการวัดและควบคุมอุณหภูมิโดยใช้ PLC+HMI โดยการเขียนโปรแกรมป้อนคำสั่ง (Ladder) และสามารถแสดงผลในรูปแบบกราฟฟิคได้อีกด้วย        โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำในหัวข้อ “ควบคุมอุณหภูมิ (PID Control) และแสดงผลด้วย PLC+HMI” ว่ามีหลักการอย่างไร? และยกตัวอย่างการเขียนคำสั่งโปรแกรมอย่างไร? พอสังเขปเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ ดังนี้        การควบคุมอุณหภูมิโดยใช้ PLC+HMI นั้น เราจะแนะนำฟังก์ชั่นในการควบคุมระบบแบบ Closed Loop ซึ่งเป็นระบบควบคุมแบบป้อนกลับ (Feedback Control) คือ ระบบที่มีการป้อนอินพุต (Input) ซึ่งอาจอยู่ในรูปสัญญาณทางไฟฟ้า (Electrical Signal) เข้าที่ระบบ (System) และมีอุปกรณ์เครื่องมือวัด (Measurement) นำสัญญาณเอาต์พุตป้อนกลับสู่ระบบเพื่อเปรียบเทียบกับผลตอบสนองของสัญญาณเอาต์พุต (Output Signal) ที่ต้องการ โดยยกตัวอย่าง Vision PLC รุ่น V1040 ยี่ห้อ UNITRONICS ดังรูป      การทำงานของ PLC+HMI (รุ่น V1040 ยี่ห้อ UNITRONICS) ดังรูป คือ จะมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple, RTD, NTC, PTC) ทำหน้าที่วัดอุณหภูมิส่งมาที่ PLC+HMI (รุ่น V1040 ยี่ห้อ UNITRONICS) เพื่อทำการประมวลผลตามค่าและคำสั่งที่ทางโปรแกรมเมอร์ตั้งค่าไว้ หากอุณหภูมิไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ PLC+HMI (รุ่น V1040 ยี่ห้อ UNITRONICS) จะจ่ายแรงดันไปให้ฮีตเตอร์ (Heater) เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ        โดยหลักการในการเขียนคำสั่งเพื่อให้ PLC+HMI (รุ่น V1040 ยี่ห้อ UNITRONICS) ประมวลผลจะใช้ภาษา Ladder ในการโปรแกรม PID CONTROL โดยขอยกตัวอย่างการเขียนโปรแกรม PID CONTROL ดังนี้ ตัวอย่างการเขียนโปรแกรม PID CONTROL        จากรูปจะเป็นตัวอย่างในการเขียน PID AUTOTUNE โดยเน้นการ Configuration ของ Function PID ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย         • PID Target         • PID INPUT         • Proportional Band - Defined in units of 0.1% (P gain)         • Integral Time - Defined in units of 1 second (I gain)         • Derivative Time - Defined in units of 1 second (D gain)         • Sample Time - Defined in units of 10 mSec Recommended value = 10 to 100 (0.1 to 1 sec)         • Input Range - Process Value Low limit         • Input Range - Process Value High limit         • Output Range - Control Value Low limit         • Control Value - The PID output        เปรียบเทียบการควบคุมอุณหภูมิ PID CONTROL ระหว่างเครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Temperature Controller) กับ พีแอลซี PLC+HMI (Programmable Logic Control+Human Machine Interface) ดังตาราง   เครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Temperature Controller) PLC+HMI พีแอลซี (Programmable Logic Control+ Human Machine Interface) • เหมาะกับการควบคุมอุณหภูมิที่ติดลบจนถึงอุณหภูมิที่สูง • แบบ Digital Temperature Controller มี 7-Segment 2 แถว แสดงค่าอุณหภูมิที่วัดได้ และค่า Set Point ที่ตั้งไว้ • ไม่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว (ทำให้ต้องหาซื้อเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเพิ่ม) • เซ็นเซอร์ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ระหว่างหัววัดอุณหภูมิหรือสัญญาณที่เป็น 4-20 mA • มีรูปแบบการ Control ที่หลากหลาย เช่น ON-OFF Control, PID Control, Fuzzy Logic Control • การตั้งค่า Set Point ซับซ้อน เนื่องจากเหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิที่มีความแม่นยำและความละเอียดสูง • Output มีให้เลือกแบบ Relay, SSR, 4-20mA, 0-10VDC • การติดตั้งแบบ Panel • มีหน้าจอให้เลือกหลากหลาย LCD, Touch Screen (สีและขาวดำ) • สามารถกำหนดรูปแบบการแสดงผลแบบหน้าจอ โดยออกแบบข้อความและกราฟฟิกการแสดงผลได้ • สามารถรับ Input ได้มากว่า 1 Input • สามารถเขียนคำสั่งเงื่อนไขในการประมวลผลได้ตามความต้องการ                      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน PLC   ระบบควบคุมความเร็วมอเตอร์ เครื่องบรรจุแป้งใส่ถุง   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
4 ข้อดี Digital Indicator 1 ตัว แสดงค่าได้ถึง 4 Channel (4 Universal Input Digital Indicator)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Digital Indicator คือ เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล ที่รับสัญญาณจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), แรงดัน (Pressure), น้ำหนัก (Weight) มาแสดงผลของค่านั้น ๆ ซึ่ง เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) นั้นมีหลายแบบ เช่น เครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator), เครื่องแสดงผลสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA,0-10VDC (Digital Indicator), เครื่องแสดงผลความถี่และความเร็วรอบ (Frequency, RPM Indicator), เครื่องแสดงผลน้ำหนักจากโหลดเซล (Load cell Indicator), เครื่องแสดงผลสำหรับวัดระยะทาง (Linear Transducer ซึ่งมี Output เป็น Potentiometer), เครื่องแสดงผลกระแสไฟฟ้า (Current Indicator), เครื่องแสดงผลแรงดันไฟฟ้า (Voltage Indicator) เป็นต้น โดยบางรุ่นมี Option เพิ่มเติม เช่น Output Alarm Relay, Transfer 4-20mA, RS485 สำหรับเชื่อมต่อกับ Computer ได้        โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องแสดงผล (Indicator) ที่สามารถรับ Input ได้ทุกประเภทในตัวเดียวกัน (Universal Input) โดยการเลือกที่ Keypad และสามารถรับอินพุตได้ถึง 4 อินพุต (4 Channels Input) ในตัวเดียวกัน โดยแต่ละ Input แยกอิสระจากกัน (lsolate) เพื่อให้รองรับกับหน้างานที่มีพื้นที่จำกัด หรือต้องการวัดหลายจุดแต่โชว์ค่าที่เครื่องแสดงผลเพียงตัวเดียว ซึ่งทางเราได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องแสดงผล 4 Ch. ภายในตัวเดียวกันไปบ้างแล้ว ในหัวข้อการวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel (4 Channel Digital Indicator) ภายในตัวเดียวกัน โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อดีของ Digital Indicator เพียง 1 ตัว สามารถแสดงค่าได้ถึง 4 Channels ในหัวข้อ 4 ข้อดี Digital Indicator 1 ตัว แสดงค่าได้ถึง 4 Channel (4 Universal Input Digital Indicator) ดังรูป   TIM-94N-4CH : 4 Universal Input Digital Indicator แสดงลักษณะหน้าจอแสดงผล TIM-94N-4CH : 4 Universal Input Digital Indicator        โดยทางเราได้สรุปข้อดีของเครื่องแสดงผลแบบ 4 Channel (Input Digital Indicator 4 Ch.) ออกเป็น 4 ข้อ หลัก ๆ ว่ามีข้อดีอะไรบ้าง? ทำไมเราต้องแนะนำให้เลือกใช้กัน ดังนี้        4 ข้อดี Digital Indicator 1 ตัว แสดงค่าได้ถึง 4 Channel (4 Universal Input Digital Indicator)          1. ประหยัดพื้นที่หน้าตู้คอลโทรล          2. ลดค่าใช้จ่าย เช่น ตู้คอลโทรล          3. Input และ Output แยกอิสระจากกัน (Isolate)          4. ลดความยุ่งยากในการ Wiring สาย  (ดังรูป) การ Wiring สายโดยใช้เครื่องแสดงผลที่รับสัญญาณอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC รุ่น CM-004N (จำนวน 2 ตัว) และเครื่องแสดงผลอุณหภมิ (Temperature Indicator) รุ่น CM-006N (จำนวน 2 ตัว) เทียบกับการ Wiring สาย โดยใช้เครื่องแสดงผลแบบ 4 Channel รุ่น TIM-94N-4CH เพื่อแสดงค่าได้ถึง 4 Channel (4 Universal Input Digital Indicator) ภายในตัวเดียว (ดังรูป)        ตัวอย่างการต่อใช้งานของเครื่องแสดงผลแบบ 4 Channel TIM-94N-4CH (4 Universal Input Digital Indicator)       ทดสอบอุณหภูมิ Input RTD (PT100) 4 จุด และเชื่อมต่อข้อมูลร่วมกับ Software PRISOFT       เครื่องวัดขนาด OD ของยางรถยนต์ Input 4-20mA 2 จุด จาก Displacement Sensors แสดงค่าสัญญาณ Analog Input 4-20mA จาก PLC, Pressure Transmitters และ Humidity & Temperature Transmitter      เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิแบบ 4 Channel (4 Universal Input Digital Indicator) เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมประเภทดังนี้         • อุตสาหกรรมพลาสติก          • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม         • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ Digital Indicator,Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Digital Indicator  Bar Graph Indicator With Alarm Unit Digital Temperature Indicator Target Counter โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ข้อมูลที่จำเป็นในการเลือกซื้อเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อรวบรวมและจัดเก็บค่าพารามิเตอร์ (Parameter) อย่างน้อยหนึ่งค่า โดยเป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดค่าของอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ ในงานอุตสาหกรรม เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Thermocouple, RTD, สัญญาณอนาล็อกทางไฟฟ้า เช่น 4-20mA, 0-10Vdc, อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิ ความชื้น (Temperature Humidity Sensor), อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) เป็นต้น โดยค่าที่วัดได้ไม่ว่าจะเป็น ค่าอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ความดัน (Pressure), ความเร็ว (Speed) และการใช้พลังงานไฟฟ้า (Kwh), แรงดันไฟฟ้า, (Volt) กระแสไฟฟ้า (Amp) ดังกล่าว จะนำมาต่อใช้งานร่วมกับเครื่องบันทึกค่า (Recorder) เพื่อทำการบันทึกค่าลงในเครื่องในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เครื่องบันทึกข้อมูลแบบใช้กระดาษ (Recorder), เครื่องบันทึกข้อมูลแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder), เครื่องบันทึกข้อมูลแบบพกพา (Portable Recorder) หรือ เครื่องเก็บข้อมูล (Daga Logger รุ่น KM-18) เป็นต้น เพื่อเป็นการเก็บบันทึกข้อมูล (Data Record) ไว้สำหรับตรวจสอบย้อนหลังในกระบวนการได้ หรือการเก็บบันทึกข้อมูลของสินค้าบางอย่าง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา ในระหว่างการขนส่งที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ได้มาตรฐานตามที่กำหนดเนื่องจากอาจมีผลต่ออายุของสินค้า        เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger) ที่นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมมีลักษณะและรูปแบบ ดังนี้   เครื่องบันทึกแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recoder) TRM-20 Series (Brand TOHO)   เครื่องบันทึกแบบใช้กระดาษ (Paper Recoder) TRM-10C Series (Brand TOHO)   เครื่องบันทึกข้อมูล แบบพกพา CENTER 500 (Brand CENTER) Data Logger โดยรับข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน RS-485 และบันทึกข้อมูล ลงใน SD Card KM-18 Series (Brand PM)      หมายเหตุ : เครื่องบันทึกแบบใช้กระดาษ (Paper Recoder) รุ่น TRM-10C Series มีให้เลือกทั้งแบบ Dot ( 6 Point) และแบบปากกา Pen (1 และ 2 Pen)        จากบทความครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น 4-20mA, 0-10Vdc มีแบบไหนบ้าง? กันไปแล้วนั้น ซึ่งในหัวข้อนี้ที่เราต้องการนำเสนอข้อมูลคล้าย ๆ กัน โดยในหัวข้อนี้เราจะเน้นข้อมูลที่จำเป็นในการพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger) เพื่อการเลือกใช้งานให้เหมาะสมในงานอุตสาหกรรม        ในการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องบันทึกเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger) มีอะไรบ้าง ขออธิบายเป็น 5 ข้อ หลัก ๆ ดังนี้         1. ต้องทราบจำนวนช่องอินพุต (Input Channel) ที่จะใช้งาน โดยดูได้จาก Datasheet ของแต่ละรุ่น เช่น แบบ 1 Input, 2 Input, 4 Input, 6 Input, 8 Input, 9 Input, 12 Input เป็นต้น         2. ชนิดของ Input ที่นำมาต่อใช้งาน เช่น Thermocouple, RTD, DC Current (4-20mA) DC Voltage (±1V, ±5V, 1-5V, ±10V, ±10mV), RS-485 เป็นต้น         3. ชนิดของสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) หรือ Alarm Relay Output, Digital Output Open collector, RS232, RS485, WiFi เป็นต้น         4. ข้อมูลที่ต้องการบันทึก โดยจะเป็นการกำหนดเลือกใช้งาน Recoder, Data Logger แบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder), แบบใช้กระดาษ (Paper Recorder) หรือการเก็บข้อมูลแบบ SD-Card Memory, USB Memory, (เครื่องบันทึกแบบใช้กระดาษ รุ่น TRM-10C สามารถเลือกรูปแบบการบันทึกได้ทั้งแบบ PEN (1, 2 Channel) และแบบ Dot (6 Channel) เป็นต้น         5. ลักษณะการเก็บข้อมูลโดยการติดตั้งรูปแบบต่าง ๆ เช่น การติดตั้งแบบหน้าตู้ (Panel), ยึดราง Din Rail หรือแบบพกพา (Portable) เป็นต้น        จากข้อมูล 5 ข้อดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพิจารณาเลือกซื้อเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger) เพื่อใช้งานได้ตามความเหมาะสมและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสเปค/รุ่นที่เกินความจำเป็นในการใช้งานจริง และสามารถเลือกรูปแบบในการติดตั้งเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราขอยกตัวอย่างการต่อใช้งานของเครื่องบันทึกอุณหภูมิและค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder) รุ่น TRM-20 Series และเครื่องบันทึกอุณหภูมิและค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบใช้กระดาษ (Paper Recorder) รุ่น TRM-10C Series ดังนี้        การต่อใช้งานเครื่องบันทึกอุณหภูมิและค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder) รุ่น TRM-20 Series ยี่ห้อ TOHO การต่อใช้งาน Recoderc แบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ร่วมกับ Thermocouple Type K เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิ (Temperature)        จากรูปการใช้งานเครื่องบันทึกอุณหภูมิแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recoder) รุ่น TRM-20 Series โดยต่อใช้งานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple) Type K แบบออกสาย จำนวน 6 ตัว เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิ (Temperature) เพื่อประยุกต์ใช้งานกับฮีตเตอร์ (Heater)        การต่อใช้งานเครื่องบันทึกอุณหภูมิและค่าต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบใช้กระดาษ (Paper Recorder) รุ่น TRM-10C Series ยี่ห้อ TOHO การต่อใช้งาน Recoderc แบบใช้กระดาษ (Paperl Recoder) ร่วมกับอุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) เพื่อเก็บบันทึกค่าแรงดัน (Pressure)        จากรูปการใช้งานเครื่องบันทึกอุณหภูมิแบบใช้กระดาษ (Paper Recoder) รุ่น TRM-10C Series โดยต่อใช้งานร่วมอุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) โดยมีสัญญาณเอาต์พุต Analog 4-20mA/0-10VDC จำนวน 6 ตัว เพื่อเก็บบันทึกค่าแรงดัน (Pressure)        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น และสัญญาณทางไฟฟ้า (Recorder, Data Logger)   ระบบ Reverse Osmosis สำหรับโรงงานน้ำดื่ม โรงงานผลิตสายไฟ อุตสาหกรรมอาหาร   PT100 Pressure Transmitter Humidity & Temperature Transmitter Digital Temperature Controller PID Control Function Multifunction Meter  โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
4 ข้อดีของ Wiring Duct (รางเก็บสายไฟ) ในตู้คอนโทรล

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Wiring Duct (รางเก็บสายไฟ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บสายไฟประเภทต่าง ๆ เช่น สายไฟฟ้า, สาย LAN, สายใยแก้วนำแสง, สายโทรศัพท์ เป็นต้น เพื่อเก็บสายไฟให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับงานเดินสายไฟในตู้คอนโทรล (MDB), ตู้ไฟฟ้า หรือการเดินสายไฟภายในอาคาร ด้วยการใช้งานที่เหมาะสมกับการเก็บสายทุกประเภท สามารถเลือกใช้งานได้ทุกพื้นที่ มีความทนทานและมีความยืดหยุ่นสูง พร้อมทั้งลักษณะที่หลากหลายให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ      โดยในบทความครั้งที่ผ่านมา เราได้พูดถึง Wiring Duct ในตู้คอนโทรลมีแบบไหนบ้าง รวมถึงอุปกรณ์เสริม (Accessories) ต่าง ๆ นั้น โดยทุกท่านน่าจะทราบโดยพอสังเขป ยกตัวอย่าง Wiring Duct แบบโปร่งพร้อมฝาปิด (Cover) เหมาะสำหรับงานเดินสายไฟงานคอนโทรลในตู้ MDB Wiring Duct แบบทึบพร้อมฝาปิด (Cover) เหมาะสำหรับงานเก็บสายไฟเพื่อป้องกันฝุ่นหรือน้ำ, น้ำมัน เป็นต้น Wiring Duct แบบทึบใช้ร่วมกับ (Cable Gland) เหมาะสำหรับงานเดินสายที่ใช้ร่วมกับท่อสายไฟหรืองานลิฟท์ที่ต้องการแยกสายไฟในแต่ละชั้น      อุปกรณ์เสริม (Accessories)      โดยวันนี้เราจะมาแนะนำทุกท่านในหัวข้อ “4 ข้อดีของ Wiring Duct (รางเก็บสายไฟ) ในตู้คอนโทรล” ว่ามีข้อดีอะไรบ้าง ทำไมต้องเลือกใช้ Wiring Duct ในการเก็บสายไฟ      1. ง่ายต่อการติดตั้ง คีบราง Wiring Duct สามารถหักได้ด้วยมือ ไม่จำเป็นต้องใช้คีมในการตัด            2. มีอุปกรณ์เสริมให้เลือกใช้หลายประเภท เช่น ฝาครอบราง, ฉากกั้นราง, ตัวรวบสาย, รางเก็บสายแบบยืดหยุ่น      3. วัสดุเป็นฉนวนกันความร้อนและป้องกันการลามของไฟ การใช้งานในตู้คอนโทรลจำเป็นต้องมีการป้องกันในการลามไฟที่ดี ดังนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ในการผลิต โดยผลิตจากวัสดุประเภท Polyamide 6      4. มีมาตรฐานสากลรองรับ เช่น UL, CSA, CE, ISO 14001      ข้อแนะนำในการเลือกใช้ Wiring Duct (รางเก็บสายไฟ) ในตู้คอนโทรล       1. เลือกตามประเภทที่ใช้งาน           1.1 ใช้เก็บสายในตู้คอนโทรล           1.2 ใช้เก็บสายสำหรับเครื่องจักรที่มีฝุ่นหรือน้ำมัน           1.3 ใช้เก็บสายงานในอาคาร เช่น เดินสายงานลิฟท์       2. ตรวจสอบขนาดสายไฟทั้งหมดที่จะใช้งาน เพื่อเลือกขนาดความกว้าง x สูง ของ Wiring Duct       3. ตรวจสอบชนิดสายไฟที่ใช้เก็บสายใน Wiring Duct ว่าเป็นสายไฟชนิดอะไร           3.1 สายคอนโทรลควรใช้เป็น Wiring Duct แบบร่องถี่ (4 mm.)           3.2 สายเมนควรใช้เป็นแบบร่องห่าง (8 mm.)       4. เลือกอุปกรณ์เสริม เช่น ฝาราง, ฉากกั้น, ตัวรวบสาย, ป้ายชื่อ, หมุดยึดใช้ร่วมกับเคเบิ้ลไทร์ ที่ต้องใช้งานร่วมกับราง Wiring Duct      หมายเหตุ : ควรเลือกรางที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี ไม่ทำให้เกิดประกายไฟ สำหรับราง Wiring Duct ยี่ห้อ IBOCO นี้ มีมาตรฐานในการเจาะรู (DIN 43659) เพื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกออกแบบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน โดยทำร่องไว้เพื่อใช้ในการหักซี่ของรางได้ด้วยมือ ไม่จำเป็นต้องใช้คีมหรือเครื่องมือต่าง ๆ      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน การใช้หมุดยึด (ZP2) ร่วมกับเคเบิ้ลไทร์ การใช้ตัวรวบสาย (CL) แบบ C-Clamp การใช้ Wiring Duct แบบมี Support Cable Gland   Switching Power Supply Signal Tower Light Rotation Warning Light Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Digital Temperature Controller PID Control Function โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทราบปัญหาเร็วช่วยลดความเสียหายของฮีตเตอร์ด้วยอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ (Heater) อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนกับชิ้นงาน, ต้มน้ำ หรือของเหลวในงานอุตสาหกรรม โดยปกติของฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากผู้ใช้งานไม่มีได้มีการบำรุงรักษาที่ถูกวิธีและตามกำหนดระยะเวลา หรือใช้งานตามกำลังที่ไม่เหมาะสมกับฮีตเตอร์ประเภทนั้น ๆ จะทำให้ฮีตเตอร์ (Heater) มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าปกติ โดยเราได้มีการแนะนำไว้ในหัวข้อ 5 วิธีง่าย ๆ สำหรับยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ (Heater) แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะพบปัญหาอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ที่สั้นผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ซึ่งกว่าที่จะทราบสาเหตุนั้นอาจทำให้ฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) ก็เป็นได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินค้า หรือ Line การผลิต และเสียเวลาในการปฏิบัติงาน        ดังนั้นหากว่าเราทราบสาเหตุได้รวดเร็วและทันเวลาเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฮีตเตอร์ (Heater) นั้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการผลิตเป็นอย่างมาก โดยเบื้องต้นผู้ใช้งานสามารถทำได้เองง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้      1. วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด โดยใช้มิเตอร์วัดและอ่านค่าความต้านทาน (Resistance) แนะนำ Multimeter รุ่น CENTER110 โดยการวัดค่าหน่วยโอห์ม (Ohm) กรณีฮีตเตอร์ขาดจะวัดค่าโอห์ม (Ohm) ไม่ขึ้น และกรณีฮีตเตอร์ใช้งานได้ปกติค่าโอห์ม (Ohm) จะขึ้น ตามสูตรการหาค่ากำลังไฟฟ้า P=I2R หรือ P=E2/R      2. วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด โดยใช้ Temperature Controller รุ่นที่มีฟังก์ชั่น CT Input ใช้งานฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) โดยการนำเอา CT (Current Transformer) มาคล้องกับสายไฟที่ต่อฮีตเตอร์ (Heater) แล้วนำ CT มาต่อเข้า Temp Controller ได้โดยตรง ซึ่งได้อธิบายไว้ในหัวข้อ วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด ทำอย่างไรได้บ้าง?        อีกหนึ่งวิธีเช็คฮีตเตอร์ขาดโดยใช้อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ซึ่งในวันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีนี้กันในหัวข้อ "ทราบปัญหาเร็วและลดความเสียหายด้วยอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm)" ซึ่งวิธีเช็คฮีตเตอร์ขาดโดยใช้อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) นี้ เป็นวิธีการเช็คกระแสของฮีตเตอร์โดยตรง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) ที่รวดเร็วทันเวลา ง่ายต่อการแก้ไขได้ทันท่วงที โดยอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) มีรุ่นต่าง ๆ ดังนี้   อุปกรณ์สำหรับเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N เครื่องแสดงผลค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Digital Monitor For Heater Break Alarm) รุ่น CM-005D เครื่องเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005      วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาดโดยใช้อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) CM-005N      การทำงานของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N จะทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว (ที่กระแสสูงสุด 50A ได้ถึง 4 ตัว) ในเวลาเดียวกัน โดยต่อสายคล้องผ่าน CT (Current Transformer) เพื่อทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว ถ้าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวใดไม่มีกระแสไหลผ่าน แสดงว่าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวนั้นขาด และแจ้งเตือนให้ทราบว่าขณะนี้ฮีตเตอร์ขาด หรือในกรณีที่ Output ของ Temperature Controller ไม่สั่งงาน แต่มีกระแสไหลผ่านฮีตเตอร์ (Heater) ตลอดเวลา อันเนื่องจาก Solid State Relay Short Circuit หรือหน้า Contact ของ Magnetic Arc. ติดกัน จะทำให้มี Alarm เตือนความผิดปกติเช่นกัน เป็นต้น        ทางผู้ใช้งานสามารถนำอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ไปต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม เพื่อทำให้ความสะดวกรวดเร็วในการแจ้งเตือนฮีตเตอร์ขาดได้ โดยวิธีต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) CM-005N ร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ (ดังรูป)        รูปที่ 1 : การต่อใช้งานของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D โดยจะสามารถทราบกระแสของฮีตเตอร์แต่ละตัว (สูงสุด 8 ตัว) ได้จากหน้าจอ CM-005D ที่ติดตั้งไว้บริเวณหน้าตู้คอนโทรลได้ พร้อมทั้งนำ Alarm Output ของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ต่อร่วมกับ Warning Light (TLW-01/02) เพื่อแจ้งเตือนด้วยสัญญาณไฟ ทำให้ช่าง/วิศวกรทราบได้ทันทีว่าฮีตเตอร์ในเครื่องจักรขาดหรือ Short Circuit การต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ต่อร่วมกับ Warning Light (TLW-01/02) เพื่อแสดงสถานะฮีตเตอร์ (Heater) เมื่อขาด หรือ Short Circuit        รูปที่ 2 : การต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N โดย Software Prisoft, Scada สื่อสารกับ Computer เชื่อมต่อด้วยอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) RS485/RS232 To TCP/IP รุ่น RM-012-IP โดยสามารถอ่านข้อมูลและบันทึกค่า Parameter ต่าง ๆ ที่วัดได้ แบบ Real time ด้วยระบบ MODBUS RTU RS-485 การต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N จำนวน 2 ตัว ร่วมกับ Computer ผ่าน Software Prisoft, Scada ภายในห้องช่าง เพิ่มความสะดวกในการบันทึกข้อมูลและแจ้งเตือน Alarm        รูปที่ 3 : การต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ร่วมกับ PLC (Unistream Programmable) UNITRONICS โดยเชื่อมต่อด้วยอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) RS485/RS232 To TCP/IP รุ่น RM-012-IP การต่อใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N จำนวน 2 ตัว ร่วมกับ PLC (Unistream Programmable) UNITRONICS        เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) เพื่อเช็คสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) นั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ต่อร่วมก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วย Temperature Controller, Solid State Relay, Temperature Sensor เช่น Thermocouple, Pt100 เป็นต้น        ข้อดีของการใช้อุปกรณ์แจ้งเตือนฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm)        1. ลดความเสียหายของสินค้าหรือชิ้นงาน อันเนื่องมาจากฮีตเตอร์ขาด (Heater Break)        2. ง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษา เนื่องจากทราบตำแหน่งฮีตเตอร์ (Heater) ที่เสียหายชัดเจน        3. ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฮีตเตอร์ (Heater) ตัวอื่น ๆ ในเครื่องเดียวกันทำงานหนักชดเชยแทนตัวที่เสียหาย        4. Monitor และ Record ข้อมูลผ่าน MODBUS RTU RS-485 ได้        5. อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) โดยสามารถติดตั้งยึดกับราง Din Rail ได้เลย        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm)   ติดตั้งอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) ภายในตู้คอนโทรล คู่กับเครื่องจักรอาหารสัตว์ (Feed mill) ในการรักษาอุณหภูมิของวัตถุดิบ เนื่องจากภายในเครื่องจักรติดตั้งฮีตเตอร์ (Heater) เป็นจำนวนมาก เครื่องฉีดพลาสติก ห้องอบสี   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
คำสั่ง Function Block Ladder PLC (Programmable Logic Controller) คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Function Block Diagram (FBD) เป็นภาษามาตรฐานที่ใช้เขียนโปรแกรมตามมาตรฐาน IEC 1131-3 โดยกำหนดไว้ 5 ภาษา คือ LD (Ladder Diagram), FBD (Function Block Diagram), IL (Instruction List), ST (Structure Text) และ SFC (Sequential Function Chart) ถึงแม้ว่าลักษณะโครงสร้างของแต่ละภาษาจะมีความแตกต่างกัน แต่ในแต่ละภาษาจะมีส่วนประกอบต่าง ๆ ในโปรแกรมมีลักษณะเดียวกันตามมาตรฐาน IEC 1131-3 เช่น ลักษณะการประกาศตัวแปร ฟังก์ชั่น และฟังก์ชันบล็อก เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะเขียนโปรแกรมโดยนำรูปแบบการเขียนในภาษาต่าง ๆ มารวมกันได้ ซึ่งใน PLC UNITRONICS จะมีคำสั่งในการเรียกมาใช้งานและเขียนโปรแกรมได้ 2 แบบ ดังนี้        1. LD (Ladder Diagram)          เป็นภาษาที่เขียนอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากวงจรควบคุมแบบรีเลย์และวงจรไฟฟ้า ซึ่งแลดเดอร์ไดอะแกรม (Ladder Diagram) จะประกอบด้วยราง (Rail) ทั้งซ้ายและขวาของไดอะแกรม เพื่อใช้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เป็นสวิตช์หน้าสัมผัส เพื่อเป็นทางผ่านของกระแส และมีขดลวดหรือคอยล์เป็นเอาต์พุต เป็นต้น (ดังรูป 1.1) รูป 1.1 LD (Ladder Diagram)        2. FBD (Function Block Diagram)          PLC UNITRONICS จะมี Function Block สำเร็จรูป เป็นการเอารูปแบบของ Function Block การใช้งานต่าง ๆ มารวมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ง่ายการต่อการเขียนโปรแกรมเพราะไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เราจะยกตัวอย่าง เช่น Function Linear, Function RTC, Function Modbus RTU เป็นต้น (ดังรูป 2.1)            2.1 Function Linearization 2.1 Function Linearization        จากรูป 2.1 เป็นตัวอย่างของการใช้งาน Function Linearization ซึ่งใช้ในการแปลงค่าเป็นเชิงเส้นตรง เช่น รับสัญญาณ Analog 4-20 mA จากนั้นนำมาทำการแปลงเป็นค่าต่าง ๆ ที่เราต้องการ เช่น อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), แรงดัน (Pressure) เป็นต้น            2.2 Function RTC (Real Time Clock) รูป 2.2 Function RTC (Real Time Clock)        จากรูป 2.2 เป็นตัวอย่างการใช้งานของ Function RTC (Real Time Clock) ถือว่าเป็นฟังก์ชั่นยอดนิยมก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นการใช้งานจากฐานเวลาของนาฬิกามาร่วมด้วยในการใช้งานโปรแกรมซึ่งจะทำให้ง่ายและสะดวกขึ้น เช่น นำไปใช้การตั้งเวลาการทำงานของปั๊ม (Pump) หรือวาล์ว (Valve) เป็นต้น        PLC Unitronics เป็น PLC ที่มีทั้งตัว PLC และ HMI (PLC+HMI) อยู่ในตัวเดียวกัน และยังมีหน้าจอแสดงผลแบบต่าง ๆ ให้เลือกอีกหลายรูปแบบ เช่น หน้าจอสี, หน้าจอ LCD, หน้าจอแบบปุ่มกด (Keypad) และหน้าจอแบบ Touch Screen เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำมาใช้งานสำหรับใช้ในการควบคุม Solution ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งระบบในงานอุตสาหกรรม เนื่องจาก PLC Unitronics มี Function Block และ Ladder ที่ง่ายต่อการเขียนโปรแกรม (ดังรูป)   UniStream PLC Vision Series PLC Sameba Series PLC Jazz & M91 PLC UniStream PLC เน้นกับงานที่ใช้กราฟฟิคหน้าจอแบบ Touch Screen Vision PLC สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen Samba PLC สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen (ราคาถูก) Jazz and M91 PLC มีขนาดเล็กกะทัดรัด หน้าจอแบบ LCD        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน PLC Unitronics   PLC ระบบควบคุมการประปาส่วนภูมิภาค PLC ระบบควบคุมอุณหภูมิห้องแรงดันลบ PLC ระบบควบคุมและบันทึกค่าอุณหภูมิ, รถขนย้ายอาหารและเครื่องมือทางการแพทย์ Catering  Mobile   Switching Power Supply Vision Programmable Logic Control+HMI Vision Programmable Logic Control+HMI Micro-OPLC  Programmable Logic Control+HMI Jazz Micro-OPLC Programmable Logic Control โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ Timer ในงานอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับการใช้งาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ คือ อุปกรณ์ตั้งเวลาและควบคุมการทำงานให้เอาต์พุตทำงานตามเงื่อนไขและเวลาที่ตั้งไว้ให้เป็นไปตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ จะถูกใช้ในงานอุตสาหกรรมในโรงงาน โดยเป็นส่วนประกอบในเครื่องจักร ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก โดยในเครื่องจักรจะมี “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ จำนวน 1 ตัว หรือหลายตัว โดยขึ้นอยู่กับลักษนะการใช้งาน        โดยปัจจุบัน “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ มีมากมายหลายชนิด การเลือกใช้ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ให้เหมาะกับงานจึงมีข้อควรพิจารณา ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำทุกท่านในหัวข้อ “การเลือกใช้ Timer ในงานอุตสาหกรรมให้ถูกประเภท” ว่าเราควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง เพราะปัจจัยต่าง ๆ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานต่าง ๆ ของเครื่องจักร หรือกระบวนการผลิตได้ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญมีดังนี้   เวลา : ระยะเวลาในการใช้งานอยู่ช่วงใด เช่น 0.1 วินาที ถึง 100 ชั่วโมง เป็นต้น แรงดัน : มีความจำเป็นต่อการใช้ในการสั่งการทำงานของ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ เช่น 24 VAC/VDC, 220 VAC/VDC เป็นต้น หน้าคอนแทค : ต้องใช้หน้าคอนแทคแบบใด เช่น 1 NO และ 1 NC หรือ 1 NO/NC เป็นต้น Option : ลักษณะพิเศษ เช่น ขนาด Slim เพื่อทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งหรือมีหน้าจอแสดงเวลา เพื่อสามารถ Monitor ได้ หรือมี Memory หรือการตั้งค่าผ่าน Mobile หรือ PC      ดังนั้น จากปัจจัยหลัก ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เราจะสามารถทราบถึงวัตถุประสงค์และวิธีการเลือก “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ นำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยทางเราขอแนะนำและยกตัวอย่างงานที่พบบ่อยในภาคอุตสาหกรรม ดังนี้   งานควบคุมการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า ตามเวลาในการทำงาน      “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่เหมาะสมควรเป็น “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ตั้งเวลา หรือ Timer Switch แบบดิจิตอล รุ่น SMW-Series ที่ใช้สำหรับตั้งเวลาในการทำงานซึ่งเหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมเวลาในการทำงาน โดยสามารถตั้งเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าตามเวลาที่ต้องการได้ หรือตั้งให้ทำงานแบบ Recycle Timer สามารถโปรแกรมวันหยุดล่วงหน้าได้ 30 วัน และช่วงวันหยุดพักร้อนได้ 10 ช่วงเวลา นอกจากนี้ Output ยังสามารถสั่ง ON/OFF แบบ Manual ได้ด้วย ในกรณีไฟดับสัญญาณนาฬิกาของ SMW-Series ยังทำการนับเวลาต่อไป ไม่จำเป็นต้องตั้งเวลาหรือโปรแกรมการทำงานใหม่ การแสดงผลด้วย OLED Display สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถตั้งเวลาในการปิดหน้าจอ OLED เมื่อไม่มีการกด Keypad   SMW-Series รูปแสดงวงจรการต่อใช้งานของ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ตั้งเวลา หรือ Timer Switch แบบดิจิตอล รุ่น SMW-Series งานควบคุมเวลาช่วง Start Motor      “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่เหมาะสมควรเป็น “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ประเภท Star Delta Timer รุ่น PF-01 สำหรับ Start Motor ในระบบ 3 เฟส เพื่อช่วยลดกระแส Peak ในช่วงที่ Motor เริ่มหมุน ทำให้กระแสที่ใช้ในการ Start Motor ไม่เกินพิกัดของกระแส Lock Rotor หรือช่วยให้ไม่เกิดไฟตกในช่วง Start Motor ในกรณีที่ Motor มีขนาดใหญ่เมื่อจ่ายไฟเข้า Supply ของ PF-01 Relay ของชุด Star (Y) จะทำงานก่อน เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ (TY) Relay ของชุด Star (Y) จะหยุดทำงานและหน่วงเวลาตาม Pause Time T (Y-∆) เพื่อเว้นระยะห่างการทำงานของ Magnetic Contractors ระหว่าง Star และ Delta เมื่อครบเวลา Pause Time T (Y-∆) แล้ว Relay ของชุด Delta (∆) จะทำงาน PF-01 สามารถเลือกเวลาการทำงานได้ 2 Ranges คือ 0.3-30 sec และ 1-120 sec โดยการต่อ Jumper   PF-01 รูปแสดงวงจรการต่อใช้งานของ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ประเภท Star Delta Timer รุ่น PF-01สำหรับ Start Motor งานควบคุมและนับเวลาการทํางานของเครื่องจักร      “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่เหมาะสมควรเป็น “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ อุปกรณ์นับชั่วโมงการทํางานของเครื่องจักร รุ่น CMP-24 โดยจะเริ่มนับเวลาการทํางานของเครื่องจักรเมื่อจ่ายไฟเข้า Supply และสัญญาณ Start และมี Option 1 Alarm Output สําหรับตั้งค่าชั่วโมงการทํางาน เมื่อครบเวลาที่ตั้งค่าไว้ Output จะ ON และ Reset OFF ได้ด้วยการกดปุ่ม หรือ External Reset   CMP-24 รูปแสดงวงจรการต่อใช้งานของ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ประเภทอุปกรณ์นับชั่วโมงการทํางานของเครื่องจักร รุ่น CMP-24 งานควบคุมการทํางานของเครื่องจักรและตั้งเวลาการทำงานพร้อมหน้าจอแสดงผล      “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่เหมาะสมควรเป็น “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่สามารตั้งเวลาแบบดิจิตอล รุ่น PT-03 สามารถเลือกตั้งเวลาได้ถึง 8 Function และสามารถเลือกหน่วยเวลาเป็น mSec, Sec, Min และ Hour ได้จาก Keypad การทำงานของ PT-03 จะมีสวิทช์ควบคุมให้ Timer Start และในการรีเซตค่าของ Timer สามารถทำได้โดยกดปุ่มรีเซตจากด้านหน้า หรือต่อสวิทช์ควบคุมจากภายนอกได้   PT-03 รูปแสดงวงจรการต่อใช้งานของ “Timer” หรือ ไทม์เมอร์ ที่สามารตั้งเวลาแบบดิจิตอล รุ่น PT-03   ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน รดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ   การสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อลดกระแสขณะสตาร์ท (Star-Delta)   นับชั่วโมงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า Hour Counter เครื่องนับจำนวนชั่วโมงการทำงาน Target Counter Relay Module รีเลย์โมดูล Signal Tower Light Rotation Warning Light   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK  

Image Alternative text
ข้อควรระวังในการติดตั้ง PLC (Programmable Logic Control) และการ Wiring สาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      PLC ย่อมาจาก โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรลเลอร์ (Programmable logic Controller) เป็นอุปกรณ์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจัก หรือระบบโซลูชั่นต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ เนื่องจาก PLC จะมีส่วนที่เป็นอินพุต (Input) ที่ต่อเข้ากับตัวเซ็นเซอร์ (Sensor) หรือสวิตช์ (Switch) ต่าง ๆ และเอาต์พุต (Output) สามารถต่อออกไปควบคุมการทำงานของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรได้ทันที โดยการป้อนโปรแกรมคำสั่งเข้าไปในตัว PLC ที่มี Microprocessor ถือว่าเป็นสมองสำหรับสั่งการที่สำคัญของ PLC และสามารถควบคุมการทำงานของระบบให้มีความยืดหยุ่นเข้ากับระบบต่าง ๆ ได้ ทำให้ PLC ได้ถูกนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ฯลฯ ถือได้ว่าเราสามารถนำ PLC มาใช้งานได้อย่างครอบคลุมเลยก็ว่าได้ โดยเราได้พูดถึงประโยชน์ของ PLC ไว้ในหัวข้อก่อน ๆ กันไปแล้ว เช่น ทำไมต้องใช้  PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน หรือ การต่อใช้งาน Analog Input กับ PLC เป็นต้น แต่ก่อนที่จะนำ PLC มาใช้งานได้อย่างที่กล่าวมานั้น อีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน คือ การติดตั้ง PLC และการ Wiring สาย ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำกันในหัวข้อ “ข้อควรระวังในการติดตั้ง PLC (Programmable Logic Control) และการ Wiring สาย” ว่ามีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร? การติดตั้ง PLC (Programmable Logic Control) ภาคด้านอินพุต (Input) และภาคด้านเอาต์พุต (Output)      การติดตั้งภาคด้านอินพุต (Input) และภาคด้านเอาต์พุต (Output) สำหรับ PLC (Programmable Logic Control) เป็นขั้นตอนที่ลำดับต้น ๆ ที่สำคัญ และทั้งนี้ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในการเขียนคำสั่งหรือการโปรแกรมเงื่อนไขต่าง ๆ ในการควบคุม โดยภาษาที่ใช้ในการโปรแกรม PLC (Programmable Logic Control) ปัจจุบันมีหลากหลายขึ้นอยู่กับรุ่น, ยี่ห้อ และความชำนาญของผู้ใช้ เช่น      • Ladder Diagram Language      • Sequential Flow Chart Language      • Function Block Diagram Language      • Instruction List Language (Statement List Language)      • Structure Text Language ดังนั้นเพื่อลดข้อผิดพลาดและทำให้การติดตั้งง่ายขึ้นผู้ใช้ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ดังนี้      • การติดตั้งอินพุตและเอาต์พุตโมดูล I/O PLC (Programmable Logic Control) การติดตั้งโมดูล I/O และการเลือกวางตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบประเภทของโมดูล โดยจะแบ่งภาคดิจิตอลอินพุต (Digital Input) ซึ่งรับเป็นไฟ 24VDC หรือ 0VDC ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประเภทของสัญญาณอินพุตและดิจิตอลเอาต์พุต จะมีแบบที่นิยมใช้ก็คือแบบรีเลย์ (Relay) และแบบทรานซิสเตอร์ (PNP, NPN) ซึ่งจะต้องอ่านและดูคู่มือของอุปกรณ์นั้นก่อนที่จะ Wring สาย เพราะอุปกรณ์แต่ละรุ่นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป      • ข้อควรพิจารณาในการเดินสายไฟ (Wiring)        - เทอร์มินอล I/O แต่ละตัวสามารถรับสายไฟ (Cable Wire) หรือขนาดลวดหนึ่งเส้นหรือมากกว่าได้ ผู้ใช้ควรตรวจสอบขนาดสายไฟ (Cable Wire) ขนาดลวดและคุณภาพของสายไฟให้ถูกต้อง และการทนกระแสสูงสุดที่เหมาะสม        - ควรติดป้ายกำกับที่สายไฟ (Cable Wire) และติดป้ายกำกับแต่ละบล็อก Terminal ให้ชัดเจน รวมถึงการเข้ารหัสสี (Color Code) ของลักษณะสัญญาณที่คล้ายกัน (เช่น AC : แดง, DC : น้ำเงิน, ทั่วไป : ขาว ฯลฯ) เพื่อช่วยให้การบำรุงรักษาและการแก้ไขปัญหาง่ายขึ้น        - การมัดสายไฟเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปเพื่อทำให้การเชื่อมต่อกับโมดูล I/O แต่ละโมดูลง่ายขึ้น ในวิธีนี้สายที่จะเป็นเชื่อมต่อกับโมดูลเดียวถูกมัดโดยทั่วไปใช้ Cable Tie รัด แล้วส่งผ่านท่อด้วยมัดลวดอื่น ๆ ที่มีลักษณะสัญญาณเดียวกัน ชุดอินพุต กำลังไฟและเอาต์พุตที่มีสัญญาณชนิดเดียวกันควรเก็บไว้ในท่อแยกต่างหาก หากเป็นไปได้เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน      • ขั้นตอนการเดินสายไฟ (Wiring)         เมื่อโมดูล I/O และสายไฟมีการตรวจสอบและติดป้ายกำกับ การแนะนำเบื้องต้นการเดินสาย (Wiring) ไปยังโมดูลสามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้         1. ก่อนการเดินสายไฟ (Wiring) ให้ปลดแหล่งจ่ายไฟเข้าจากคอนโทรลเลอร์และ I/O ก่อนการติดตั้ง PLC         2. ตรวจสอบว่าโมดูลทั้งหมดอยู่ในช่องที่ถูกต้อง ตรวจสอบประเภทและหมายเลขรุ่นของโมดูล         3. ทำการ Wiring สายตามคู่มือ Wiring Diagram ยกตัวอย่าง Vision1040+V200-18-E3XB         4. เมื่อทำการ Wiring สาย และ Download คำสั่งการเขียนโปรแกรมเข้าเครื่อง PLC เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการ Test คำสั่งและการ Control ด้านอินพุตและเอาต์พุต ว่าทำงานตามเงื่อนไขที่ต้องการหรือไม่ หากเป็นไปตามที่ต้องการให้ติดตั้งระบบให้เรียบร้อย      ตัวอย่างการ Test PLC      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน PLC   Jazz Micro-OPLC Programmable Logic Control Programmable Logic Control Unistream Programmable Logic Control Vision Programmable Logic Control Switching Power Supply 5A   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมตู้ไฟฟ้าต้องมี Digital Voltage Protection Relay

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัญหาการเกิดแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) เป็นปัญหาที่พบเจอกันบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นได้ในโรงงานอุตสาหกรรม, อาคารหรือที่พักอยู่อาศัย ถึงแม้จะเป็นแรงดันตก (Under Voltage) หรือแรงดันเกิน (Over Voltage) ที่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็มีผลต่อการทำงานที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ และหากในกรณีที่ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมมีปัญหาหรือขัดข้องถ้าไม่มีระบบการป้องกันที่ดีอาจจะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าในโรงงาน, ไลน์การผลิต, อาคารหรือสำนักงาน ฯลฯ เสียหายได้ และอาจเกิดอันตรายกับช่างหรือผู้ปฎิบัติงานในบริเวณนั้นในกรณีที่อุปกรณ์ระเบิดได้ โดยความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่อาจจะเกิดขึ้นมีดังนี้      • ไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit)      • โหลดเกินหรือกระแสไฟฟ้าเกิน (Overload)      • ไฟกระชาก (Surge)      • แรงดันไฟฟ้าเกิน (Over Voltage)      • แรงดันไฟฟ้าตก (Under Voltage)      • เฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance)      • แรงดันไฟฟ้าหายบางเฟส (Phase Loss)      • แรงดันไฟฟ้าสลับเฟส (Phase Sequence) สัญลักษณ์ทางระบบไฟฟ้า        การมีระบบป้องกันไฟฟ้า (Electrical Protection) ที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในงานอุตสาหกรรม วันนี้เราจึงมาแนะนำระบบป้องกันไฟฟ้า (Electrical Protection) หรือที่วิศวกรทุกท่านรู้จักในคำว่า Protection Relay หรือ Phase Protection Relay ซึ่งมีทั้งแบบปรับหมุน (รุ่น PM-017) โดยการคำนวณหาเปอร์เซ็น Set Point ของแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Over-Under Voltage) ซึ่ง Phase Protection แบบปรับหมุนนี้ ในกรณีที่ต้องการทราบสถานะของการทำงานต่าง ๆ รวมไปถึงสถานะผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่เกิดขึ้นสามารถเช็คได้จากสถานะการโชว์ของ LED        ดังนั้น หากต้องทราบค่าแรงดันไฟฟ้า (Volatge) ที่เกิดขึ้นตามค่าจริง โดยไม่ต้องคำนวณเปอร์เซ็นแรงดันในการใช้งานสำหรับตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล, ตู้สวิตช์บอร์ด (MDB) เป็นต้น โดยการใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกินและเช็คเฟสในระบบไฟ (Phase Protection Relay) แบบดิจิตอล หรือเฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบดิจิตอล (Digital Voltage Protection Relay) โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำกันในหัวข้อ “ทำไมตู้ไฟฟ้าต้องมี Digital Voltage Protection Relay” โดย Digital Voltage Protection Relay เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจับความผิดปกติที่เกิดในระบบไฟฟ้าและทำการสั่งตัดระบบการจ่ายไฟฟ้าที่เกิดปัญหาออกจากระบบโดยเร็ว เช่น ปัญหาที่เกิดจากแรงดันไฟฟ้าเกิน (Over Voltage), แรงดันไฟฟ้าตก (Under Voltage), แรงดันไฟฟ้าหายบางเฟส (Phase loss), แรงดันไฟฟ้าสลับเฟส (Phase Sequence) เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบเกิดความเสียหาย เป็นต้น โดยเราขอยกตัวอย่าง Digital Voltage Protection Relay รุ่น VPM-05 ว่าทำไมถึงจำเป็นต้องมีใช้งานในตู้ไฟฟ้า (ดังรูป) หน้าจอแสดงผล Digital Voltage Protection Relay รุ่น “Primus” VPM-05             Digital Voltage Protection Relay รุ่น VPM-05 เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกินและเฟสขาดหายแบบดิจิตอล ที่มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลค่าแรงดันไฟฟ้าแบบ 7-Segment สีแดง ขนาดตัวอักษรและตัวเลข 0.39 นิ้ว สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และไฟ LED แสดงสถานะ Alarm แจ้งเตือนเมื่อระบบมีปัญหา (ดังรูป)        Digital Voltage Protection Relay ที่สามารถป้องกันระบบไฟฟ้ามีปัญหาขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมที่พบค่อนข้างบ่อย ดังนี้        Digital Voltage Protection Relay ที่สามารถเลือกรุ่นการต่อใช้งานสำหรับระบบ 1 เฟส และ 3 เฟส        รูปวงจรการต่อใช้งาน Digital Voltage Protection Relay รุ่น VPM-05 ร่วมกับมอเตอร์        ข้อดีของการติดตั้ง Digital Voltage Protection Relay ที่ตู้ไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม คือ         1. ป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรเสียหาย เช่น มอเตอร์, อินเวอร์เตอร์, สวิตซ์ชิ่งพาวเวอร์ซัพพลาย, คอมพิวเตอร์, เครื่องบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ที่เกิดจาดระบบไฟฟ้าผิดปกติ เช่น แรงดันไฟฟ้าเกิน (Over-Voltage), แรงดันไฟฟ้าตก (Under-Voltage), แรงดันไฟฟ้าหายบางเฟส (Phase Loss), แรงดันไฟฟ้าสลับเฟส (Phase Sequence) เป็นต้น         2. แจ้ง Alarm เตือนสถานะเมื่อระบบไฟฟ้ามีปัญหาได้ทันที ทำให้ช่าง วิศวกร เข้าตรวจสอบและ Maintenance ได้ง่าย         3. มีหน้าจอแสดงแรงดันไฟฟ้าในตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องซื้อ Meter เพื่อ Monitor เพิ่ม         4. สามารถตั้งค่าโปรแกรมแรงดันที่ต้องการให้ตัดการทำงานได้ง่ายโดยไม่ต้องคำนวณค่าให้ยุ่งยากซับซ้อน        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Digital Voltage Protection Relay Digital Voltage Protection Relay Relay Phase Protection Relay Electronics Overload Relay Dry Run Load Protection Relay Compact Soft Start And Soft Stop Motor โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การใช้งานอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นในห้อง Clean Room, ห้องเก็บวัคซีน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน คือ ห้องที่ต้องมีการควบคุมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นห้องปลอดเชื้อ โดยมีการควบคุมต่าง ๆ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ความเร็วลม (Air Flow), และความดัน (Pressure) เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์, เชื้อแบคทีเรีย, สิ่งสกปรกหรือสิ่งปนเปื้อนอื่น ๆ ทำให้ห้องไม่สะอาด เกิดฝุ่นและเชื้อโรคสะสม ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้ เช่น โรงพยาบาล, ศูนย์วิจัย, ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) หรือห้องเก็บวัคซีน เป็นต้น        โดยห้องเก็บวัคซีนตามศูนย์วิจัย, โรงพยาบาลหรือห้องคลีนรูม (Clean Room) ตามโรงงานของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานผลิตเครื่องสำอาง, โรงงานผลิตอาหาร, โรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือโรงงานผลิตอาหารเสริม เป็นต้น แม้กระทั่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่บ่อย ๆ ว่าวัคซีนกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ห้องเย็น ยาตัวนี้จะต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือห้องที่อุณหภูมิติดลบ ซึ่งต้องมีห้องคลีนรูม (Clean Room) หรือห้องเก็บวัคซีนดังกล่าว เพื่อประสิทธิภาพในการเก็บรักษาวัคซีนหรือสารที่ใช้ผลิตตัวยาต่าง ๆ (ดังรูป) ตัวอย่างห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน        คุณสมบัติหลัก ๆ ของห้องคลีนรูม (Clean Room) , ห้องเก็บวัคซีนของโรงงาน  มีดังนี้         • อุณหภูมิ (Temperature) ที่เหมาะสมกับห้องคลีนรูม (Clean Room) ควรอยู่ในช่วง 22.2 องศาเซลเซียส (+-0.14 องศาเซลเซียส) ซึ่งอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุม เพราะอุณหภูมิมีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทั้งนี้จะมีการกำหนดตามความต้องการของกระบวนการผลิต         • ความชื้นสัมพัทธ์ (Humidity) ประมาณ 50+- 10 % RH มีส่วนในเรื่องของผลิตภัณฑ์ หากความชื้นภายในห้องไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ เพราะผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจมีวัสดุที่ดูดความชื้นได้ง่าย หากความชื้นสูงเกินไปก็อาจทำให้เกิดสนิมหรือความเสียหายบางอย่างขึ้นและอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพได้        ดังนั้นในการควบคุมต่าง ๆ ดังข้างต้นที่กล่าวมา จะต้องมีอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในตัวเดียวกัน และแปลงสัญญาณเป็นสัญญาณมาตรฐานทางไฟฟ้าด้านเอาต์พุต (Temperature & Humidity Transmitter) เช่น 4-20mA, 0-10VDC หรือ RS-485 (Protocol RTU Modbus) ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ดังกล่าวที่สอดคล้องกับการใช้งานและที่จำเป็นต้องมีในห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน ในหัวข้อ “การใช้งานอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นในห้อง Clean Room, ห้องเก็บวัคซีน” ว่าควรมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ดังนี้        1. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในตัวเดียวกัน (Humidity & Temperature Transmitter) และแปลงสัญญาณให้เป็นสัญญาณมาตรฐานทางไฟฟ้า 4-20mA/0-10VDC สามารถต่อใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุม (Controller), เครื่องบันทึก (Recorder), เครื่องแสดงผล (Digital Indicator), โปรแกรมเมเบิ้ลลอจิกคอนโทรลเลอร์ (PLC) หรือเครื่องแสดงผลโดยรับสัญญาณ RS-485 Communication รุ่น TSM-94 (สำหรับรุ่น HM-006N) ได้        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Humidity & Temperature Transmitter (HM-005N) อุปกรณ์แปลงสัญญาณอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC เพื่อโชว์ค่าอุณหภูมิและความชื้นที่ Target Board      ตัวอย่างการต่อใช้งาน Humidity & Temperature Transmitter (HM-005N) อุปกรณ์แปลงสัญญาณอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC เพื่อโชว์ค่าอุณหภูมิและความชื้นที่ Software Prisoft      ตัวอย่างการต่อใช้งาน Humidity & Temperature Transmitter (HM-006N) Output RS-485 เพื่อโชว์ค่าอุณหภูมิและความชื้นที่ Software Prisoft      2. การใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ระยะไกลแบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature) รุ่น HM-007 ในการบันทึกอุณหภูมิและความชื้นทุกช่วงเวลา (โดยส่งข้อมูลทุก ๆ 36 วินาที) ผ่านช่องทาง LoRaWan Gateway ของแต่ละห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน หรืออาคารในโรงงานอุตสาหกรรม บนระบบเครือข่ายไร้สาย LoRaWan System      3. อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในอากาศ ที่สามารถวัดค่าอุณหภุมิและความชื้นได้ภายในตัวเดียวกัน และโชว์ค่าได้ที่หน้าจอของอุปกรณ์หรือการวัดค่าแบบเก็บข้อมูล (Data logger) สำหรับดูค่าผ่านคอมพิวเตอร์ได้ (หมายเหตุ : ความแม่นยำอาจไม่เทียบเท่ากับหัวข้อที่ 1) CENTER 31 วัดความชื้นอุณหภูมิแบบตั้งโต๊ะ มีระบบการแจ้งเตือนในตัว        ข้อดีของการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในตัวเดียวกัน (Humidity & Temperature Transmitter) ในห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน         • ห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน มีการควบคุมตามคุณสมบัติที่ได้มาตรฐาน         • ลดเวลาการทำงาน ลดแรงงาน ในการสั่งเปิด-ปิดอุปกรณ์เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ และประหยัดค่าใช้จ่าย         • มีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์           ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในตัวเดียวกัน (Humidity & Temperature Transmitter) ในห้องคลีนรูม (Clean Room), ห้องเก็บวัคซีน ใช้วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้อง และต่อแสดงผลผ่านจอ Big Display Humidity & Temperature Transmitter Target Counter USB to RS-422/RS-485 CONVERTER Switching Power Supply Primus Software โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การติดตั้งพัดลมระบายความร้อนในตู้คอนโทรล, ตู้แช่ และมอเตอร์ ด้วยพัดลมแบบ Axial Fans

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตสินค้า ทำให้มีความร้อน, ฝุ่น, ควัน, มลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการ หรืออาจเกิดจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติจากภายนอก ทำให้มีผลโดยตรงต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องมือวัดต่าง ๆ ในตู้คอนโทรลและเครื่องจักร เมื่อเกิดความร้อนสะสมมาก ๆ จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องจักรนั้นสั้นลงจากปกติและมีการทำงานที่ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดีในการระบายอากาศเพื่อการถ่ายเทความร้อนให้มีประสิทธิภาพและช่วยให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องมือวัดต่าง ๆ ในตู้คอนโทรลหรือเครื่องจักรมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากขึ้น โดยการใช้พัดลมระบายความร้อนในตู้คอนโทรล (Cabinet Filter Fans) ซึ่งเราได้มีการนำเสนอกันไปแล้วในหัวข้อ "วิธียืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตู้ไฟฟ้า,ตู้คอนโทรล,ตู้สวิทบอร์ด (MDB)" ทั้งนี้จะต้องมีการจัดการที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกใช้อุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับงานก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในงานอุตสาหกรรม        ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงการพิจารณาเลือกพัดลมระบายความร้อนในตู้คอนโทรล (Cabinet Filter Fans) และเครื่องจักรแบบ Axial Fans ซึ่งทำไมต้องเลือกพัดลมแบบ Axial Fans วันนี้เราจะมาแนะนำกันในหัวข้อ การติดตั้งพัดลมระบายความร้อนในตู้คอนโทรล, ตู้แช่ และมอเตอร์ ด้วยพัดลมแบบ Axial Fans โดยพัดลมแบบ Axial Fans มีคุณสมบัติดังนี้   คุณสมบัติของพัดลม Axial Fans      • ให้ปริมาณลมที่สูง ระบบรองรับการหมุนแบบ Ball Bearing อายุการใช้งานนานถึง 50,000 ชั่วโมง      • เหมาะสำหรับใช้ระบายความร้อนของมอเตอร์ ปกติจะมีใบพัดติดมากับมอเตอร์ขณะที่มอเตอร์มีการปรับรอบการใช้งานต่ำ จะทำให้การระบายความร้อนของพัดลมไม่เพียงพอจึงต้องใช้พัดลมประเภทนี้ไประบายความร้อนแทน      • มี Thermal cut-out ในระบบมอเตอร์ 1 เฟส 230VAC กรณีที่อุณหภูมิสูงเกินกำหนด      Axial Fans เป็นพัดลมที่มีส่วนประกอบของครีบใบพัด (Propeller Fins) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) โดยตรงบนแกนหมุน ซึ่งครีบใบพัดทั้งหมดจะถูกติดตั้งโดยตรงอยู่บนแกนหมุน (Axial Rotate) และเมื่อแกนกับครีบใบพัดหมุนส่งผลให้อากาศ (Air) ของพัดลมแบบ Axial Fans จะไหลขนานกับแกนของใบพัดและตั้งฉากกับระนาบการหมุนของใบพัด โดยชุดใบพัดจะถูกติดตั้งบนแกนเพลาขับของมอเตอร์ต้นกำลังซึ่งอยู่ภายในตัวพัดลม ทำให้มอเตอร์สามารถระบายความร้อนออกไปกับอากาศที่ถูกขับเคลื่อน ซึ่งพัดลมชนิด Axial Fans จะมีทิศทางลมให้เลือก 2 ทิศทาง คือ        1. ชนิดใบพัดแบบเป่าลม Sent A (ให้ทิศทางลมไปที่หน้าใบพัด) , 2. ชนิดใบพัดแบบดูดลม Sent V (ให้ทิศทางลมไปที่ท้ายมอเตอร์) ดังรูป รูปแสดงทิศทางลมของพัดลมแบบ Axial Fans        จากที่ได้ทราบคุณสมบัติของพัดลม Axial Fans กันไปแล้ว ต่อไปจะเป็นการติดตั้งพัดลมแบบ Axial Fans เพื่อระบายความร้อนในตู้คอนโทรล, ตู้แช่ และมอเตอร์ ดังนี้      วีธีการติดตั้งพัดลมระบายความร้อนในตู้คอนโทรล, ตู้แช่ และมอเตอร์ ด้วยพัดลมแบบ Axial Fans มีดังนี้      1. ติดตั้งพัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนในตู้คอนโทรล      จากรูปหัวข้อที่ 1 พัดลม Axial Fans ใช้สำหรับการระบายความร้อนในตู้คอนโทรลไฟฟ้า, ตู้สวิทบอร์ด (MDB) โดยในโรงงานจะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลายที่เกิดจากความร้อนขณะทำงาน เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer), อินเวอร์เตอร์ (Inverter), พีแอลซี (PLC), เบรกเกอร์ (Breaker) เป็นต้น ซึ่งความร้อนเหล่านี้จะสะสมภายในตู้ เมื่อไม่มีการระบายความร้อนที่ดีจะทำให้อุณหภูมิภายในตู้จะสูงขึ้นและเกิดความร้อนสะสม เละเมื่อไหร่ที่อุณหภูมิสูงถึง 50 ํC อุปกรณ์เหล่านี้ก็จะเริ่มมีปัญหา ทำงานบกพร่อง ทำให้ไลน์ผลิตเกิดความเสียหาย ดังนั้นจึงต้องใช้พัดลมระบายอากาศในตู้คอนโทรล (Cabinet Filter Fans) ที่มาพร้อมกับแผ่นกร่องฝุ่น (Filter) เพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าไปในตู้คอนโทรลได้        2. ติดตั้งพัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนมอเตอร์      จากรูปหัวข้อที่ 2 พัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนของตัวมอเตอร์ โดยมอเตอร์ส่วนใหญ่จะมีใบพัดที่ด้านท้ายอยู่แล้วเพื่อใช้ระบายความร้อน แต่ในกรณีที่มอเตอร์มีการปรับความเร็วรอบจะมีปริมาณลมไม่เพียงพอต่อการใช้งานทำให้มอเตอร์ร้อนมาก ซึ่งจะทำให้มอเตอร์มีปัญหาได้ ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องใช้พัดลมประเภท Axial Fans เพื่อระบายความร้อน โดยสามารถเลือกรุ่นไฟเลี้ยงแบบ 220VAC และ 400VAC ตามแรงดันที่ใช้งานได้        3. ติดตั้งพัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนคอยล์ร้อนของแอร์      จากรูปหัวข้อที่ 3 พัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนคอยล์ร้อนของแอร์ โดยจะใช้หลักการเป่าระบายความร้อนผ่านครีบของคอยล์ร้อนแอร์ ต้องใช้ใบพัดที่มีขนาดใหญ่ พัดลม Axial Fans จะมีขนาดตั้งแต่รุ่นใบพัดขนาด 170 mm. ถึง 400 mm. มีทิศทางการหมุนแบบดูดเข้า (Sent A) และเป่าออก (Sent V)        4. ติดตั้งพัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อน ของคอยล์ร้อนในตู้แช่      จากรูปหัวข้อที่ 4 พัดลม Axial Fans ใช้ในการระบายความร้อนของคอยล์ร้อนในตู้แช่ โดยจะใช้หลักการเป่าระบายความร้อนผ่านครีบของคอยล์ร้อนเหมือนกับหลักการทำงานของแอร์ ในหัวข้อที่ 3        ข้อแนะนำ : ในกรณีที่ต้องการยืดอายุการใช้งานของพัดลมและประหยัดพลังงานไฟฟ้า ควรติดตั้ง Thermostat และต่อร่วมกับพัดลมติดตู้คอนโทรลเพื่อให้พัดลมไม่ต้องทำงานตลอดเวลาในกรณีที่อุณหภูมิภายในตู้ได้ตามที่ตั้งค่าไว้แล้ว (28-30 ํC) ดังรูป Cabinet Filter Fan Filter Fans Cam York Ecofit Air Conditioner for Control Boxes     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
3 วิธี การติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor) ร่วมกับ Pump Controller

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปั๊มคอนโทรล (Pump Control) หรือ เครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำ (Water Pump) ที่มีการใช้งานกันเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นในหอพัก, อะพาร์ตเมนต์, คอนโดมิเนียม, อาคารตึกสูงหรือในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยจะทำหน้าที่ในการรับ-ส่งน้ำจากต้นทางไปยังปลายทาหรือสูบน้ำจากบ่อพักน้ำใต้ดินเข้าสู่ระบบในอาคารโดยตรง (Transfer Pump) ซึ่งในกรณีที่มีการใช้น้ำมากเกินไปจะต้องมีปั๊ม 2 ตัว เพื่อช่วยกันทำงาน หรือเรียกว่า Twin Pump นั่นเอง โดยได้มีนำเสนอข้อมูลกันไปแล้วในหัวข้อ เครื่องควบคุมปั๊มน้ำ 2 ตัว พร้อมจอแสดงผล (Twin Pump Controller)        ปัจจุบันเครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำ (Water Pump) หรือปั๊มคอนโทรล (Pump Control) มีทั้งแบบการควบคุมปั๊มน้ำ 1 ตัว และปั๊มน้ำ 2 ตัว ในระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส โดยมีการทํางานทั้งแบบ Water Supply (Charging) และ Drainage (Discharging) เป็นรุ่นแบบไม่มีหน้าจอแสดงผลและแบบมีหน้าจอแสดงผล โดยได้มีการพัฒนาให้มี Function การป้องกัน Over and Under Voltage, Phase Sequence, Phase Loss สามารถเลือกต่อใช้งานกับระบบ Booster Pump, Transfer Pump, Drain Water อยู่ในตัวเดียวกัน เพื่อประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งและค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ Option Function เพิ่มเติม (ดังรูป)   Pump Control เครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำพร้อมหน้าจอแสดงผล Pump Control เครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำ      สิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับระบบการควบคุมปั๊มน้ำก็คือ เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำหรือของเหลว (Level Sensor) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ด้านอินพุตที่จะต่อร่วมกับเครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำ (Water Pump) หรือปั๊มคอนโทรล (Pump Control) ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องควบคุมการทํางานของปั๊มน้ำ (Water Pump) หรือปั๊มคอนโทรล (Pump Control) ว่ามีเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor) อะไรบ้าง และมีวิธีการติดตั้งอย่างไร? ในหัวข้อ “3 วิธี การติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำร่วมกับ Pump Control”        วิธีที่ 1 : ติดตั้งโดยการใช้ Level Switch (สวิตช์ลูกลอยตรวจจับระดับของเหลว วัสดุแบบ SUS304/SUS316) เป็นเซ็นเซอร์วัดระดับของเหลว เช่น นํ้า, น้ำมัน โดยอาศัย Magnet Switch เปลี่ยนแปลงสถานะของหน้าคอนแทค NO/NC เมื่อลูกลอยเคลื่อนที่ขึ้น-ลง ตามระดับของเหลว มีทั้งแบบติดตั้งด้านบนและด้านข้างถัง (รุ่น LP-04 สามารถเลือกจํานวนลูกลอยเพื่อวัดได้หลายระดับ) และ Cable Float Level Switch ลูกลอยวัดระดับแบบสายเคเบิ้ล โดยการใช้งานสามารถหย่อนลูกลอยลงไปในถังหรือบ่อบําบัดน้ำเสียเพื่อตรวจระดับน้ำและควบคุมให้อยู่ในตําแหน่งสูงหรือต่ำตามต้องการ เมื่อน้ำมีระดับสูงขึ้นลูกลอยจะอยู่ในลักษณะแนวนอน ทำให้สวิตช์อยูในตําแหน่ง OFF แต่ถ้าน้ำอยู่ในระดับต่ำลูกลอยจะอยู่ในลักษณะแนวดิ่ง ทําให้สวิตช์อยูในตําแหน่ง ON โดยสวิตช์ที่อยู่ภายในลูกลอยเป็นแบบ Mercury Switch (สวิตช์ปรอท) ทําให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานในการตัด-ต่อ ได้มากกว่า 500,000 ครั้ง รูปแสดงการติดตั้ง Level Switch (LP-Series) และ Cable Float Level Switch (CP-01) ในบ่อนํ้า      จากรูปจะเป็นการใช้งานของลูกลอยต่อร่วมกับ Pump Control โดยแต่ล่ะรุ่นก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นที่ในการติดตั้ง โดยมีวงจรการต่อใช้งาน (ดังรูป) วงจรการต่อใช้งานของลูกลอยร่วมกับ Pump Control        วิธีที่ 2 : ติดตั้งโดยการใช้ Electrode Level Switch อุปกรณ์วัดระดับแบบก้านอีเล็คโทรด เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้กับของเหลวที่นําไฟฟ้าได้เท่านั้น และไม่สามารถใช้กับน้ำบริสุทธิ์ (RO) หรือน้ำมันที่มีสถานะเป็น Hydrocarbon ได้ โดยต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมระดับ Level Control (PM-021N-2) เพื่อควบคุม 1 ระดับ หรือ 2 ระดับ (ดังรูป)   รูปแสดงการติดตั้ง Electrode Level Switch ในบ่อพักนํ้า วงจรการต่อใช้งาน Electrode Level Switch ร่วมกับ Pump Control        จากรูปจะเป็นการใช้และวงจรการต่อใช้งานของก้าน Electrode Level Switch ต่อร่วมกับ Pump Control เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในระบบปั๊มนํ้า ซึ่งจะมีราคาที่ย่อมเยาและง่ายต่อการติดตั้ง        วิธีที่ 3 : ติดตั้งโดยการใช้สวิตช์ควบคุมแรงดัน (Pressure Switch) อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมแรงดันในท่อ, ระบบนํ้าหรือระบบลม โดยสามารถเลือกย่านแรงดันที่ต้องการใช้งานได้ สัญญาณ Output เป็นแบบ Relay Contact   รูปแสดงการติดตั้ง Pressure Switch ในระบบ Booster Pump วงจรการต่อใช้งาน Pressure Switch ร่วมกับ Pump Control      จากรูปจะเป็นการใช้งานของ Pressure Switch ต่อร่วมกับ Pump Control โดยจะอยู่ในระบบ Booster Pump จะเห็นได้ว่าการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor) ร่วมกับ Pump Control ทั้ง 3 วิธี ที่ผู้ใช้งานสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญสามารถเลือกเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor) ให้เหมาะสมกับหน้างาน ที่ทางเราได้มีแนะนำไว้ในหัวข้อ การเลือกเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor/Level Switch) ให้เหมาะสมกับหน้างาน เพื่อการใช้งาน Level Sensor, Level Switch, Level Water Sensor, Cable Float Level Switch ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ่น   ตัวอย่างลักษณะการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ, ของเหลว (Level Sensor) ในการประยุกต์ใช้งาน   โรงควบคุมคุณภาพน้ำจตุจักร บ่อพักน้ำบนอาคาร เช็คระดับน้ำในถังน้ำ, น้ำมันหรือของเหลว   Single Pump Relay Single Pump Controller Level Switch Cable Float Switch Pressure Switch โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีการเช็คฮีตเตอร์ขาดด้วย Temperature Controller

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ (Heater) อุปกรณ์ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานต่าง ๆ เช่น งานอบสี, บรรจุภัณฑ์, งานขึ้นรูปพลาสติกในภาคอุตสาหกรรม โดยทั่วไปแล้วฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละประเภทจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่บ่อยครั้งที่ฮีตเตอร์ (Heater) มีอายุการใช้งานที่สั้นผิดปกติหรือฮีตเตอร์เกิดความเสียหาย (ขาด) โดยที่ผู้ใช้งานนั้นก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ซึ่งเราก็ได้มีนำเสนอสาเหตุและวิธีการป้องกันฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) กันไปแล้วในหัวข้อ ฮีตเตอร์ขาดเกิดจากอะไร? ทำให้ผู้ใช้งานได้ทราบถึงวิธีการตรวจเช็คเบื้องต้น เพื่อสามารถยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้กระบวนการผลิตเกิดความเสียหาย คือ ฮีตเตอร์ทำงานผิดปกติหรือฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) นั่นเอง      ในการเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้มัลติมิเตอร์ (Multimeter) วัดและอ่านค่าความต้านทาน (Resistor) ถ้าฮีตเตอร์ขาดจะวัดค่าโอห์ม (Ohm) ไม่ขึ้น หรือการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) โดยใช้อุปกรณ์ตรวจวัดค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์เพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติของฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm) และยังมีอีกหนึ่งวิธีในการเช็ค Heater ว่ายังทำงานอยู่ปกติหรือไม่ คือการใช้ Temperature Controller ในการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งถ้า Heater ขาด อุณหภูมิก็จะตก ถึงแม้ว่า Temp Control จะพยายามจ่าย Output เต็มที่เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ได้ก็ตาม แต่อุณหภูมิก็ไม่ขึ้นหรือตกลงเรื่อย ๆ (ขึ้นอยู่กับว่าขาดกี่ตัวจากทั้งหมดกี่ตัว) หรือบางท่านอาจใช้วิธีการตั้ง Alarm ไว้ว่าอุณหภูมิต่ำกว่าค่า ๆ หนึ่ง ให้ Alarm ทำงานก็ได้เช่นกัน แต่ในบางครั้งก็ช้าไป อาจจะทำให้ชิ้นงานอาจเสียหายไปแล้วก็ได้และจะแก้ไขอย่างไร?      โดยในวันนี้เราจะมาแนะวิธีที่แก้ปัญหาที่ตรงจุดโดยการใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temp Control) ในหัวข้อ วิธีการเช็คฮีตเตอร์ขาดด้วย Temperature Controller ซึ่งการใช้ Temp Control เพื่อควบคุมการเพิ่มหรือลดค่าอุณหภูมิตามช่วงอุณหภูมิที่ต้องการใช้งานและตามเวลาที่กำหนดได้ โดยใช้ฟังก์ชั่น Heater Break Alarm หรือ CT Input เพื่อตรวจเช็คสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) ว่ายังทำงานอยู่ปกติไม่ได้ขาดหรือเสีย โดยการนำ CT (Current Transformer) คล้องไว้ที่สายไฟของ Heater เพื่อวัดกระแสและ Temp Control จะทำการสั่ง Output Alarm ในกรณีที่ไม่มีกระแสไหลผ่านแสดงว่า Heater ขาด ฟังก์ชั่น Alarm Heater Break จะทำงาน ซึ่งทำให้สามารถทราบสถานะ Heater ขาดได้ โดยมีหน้าจอแสดงผล (ดังรูป) หน้าจอแสดงผลของ Temperature Controller แสดงสถานะฟังก์ชั่น Heater Break Alarm และวงจรการต่อใช้งาน      การทำงานของ Temperature Controller คือ การใช้งานฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) โดยการนำเอา CT Max. 30A (Current Transformer) มาคล้องกับสายไฟที่ต่อฮีตเตอร์ (Heater) แล้วนำ CT มาต่อเข้า Temp Controller ได้โดยตรง โดย Temp Control จะตรวจเช็คกระแสที่ไหลผ่านตัวฮีตเตอร์ (Heater) ซึ่งจะมีกระแสไหลผ่านอยู่ค่า ๆ หนึ่ง จากการกำหนดค่ากระแส (Current) ของผู้ใช้งานที่ต้องการจะตรวจเช็ค ซึ่ง CT (Current Tranformer) จะเป็นตัวคอยตรวจเช็คกระแสที่ไหลผ่านตัวฮีตเตอร์ หากฮีตเตอร์ขาดหรือไม่มีกระแสไหลผ่านในขณะที่ Output ของ Temperature Controller ทำงาน ก็จะส่งสัญญาณ Alarm แจ้งเตือนให้ทราบว่าขณะนี้ฮีตเตอร์ขาดโดยการต่อวงจร (ดังรูป)      การต่อใช้งาน Temperature Controller รุ่น TMP-95 ร่วมกับ CT โดยมีฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คว่าฮีตเตอร์ (Heater) ขาดหรือไม่ การต่อใช้งาน Temperature Controller รุ่น TMP-95 ร่วมกับ CT ฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คฮีตเตอร์ขาด      ในกรณีที่เครื่องจักรที่มีการใช้งานฮีตเตอร์ (Heater) หลาย Zone ในระบบ โดยต้องการเช็ค Heater หลาย ๆ ตัวพร้อมกัน ก็สามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N ซึ่งจะทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว (ที่กระแส 50 A. ได้ถึง 4 ตัว) ในเวลาเดียวกัน โดยต่อสายคล้องผ่าน CT (Current Transformer) เพื่อทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว ถ้าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวใดไม่มีกระแสไหลผ่าน แสดงว่า Heater ตัวนั้นขาด      หรือในกรณีฮีตเตอร์ (Heater) ทำงาน คือ มีกระแสไหลผ่านตลอดเวลาอันเนื่องจาก Solid State Relay Short Circuit หรือหน้า Contact ของ Magnetic Arc. ติดกัน โดยที่ Output ของ Temperature Controller ไม่สั่งงาน จะทำให้มี Alarm เตือนความผิดปกติ โดยต่อร่วมกับเครื่องแสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) รุ่น CM-005D เพื่อแสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละตัว ได้สูงสุดถึง 8 ตัว (ต่อเข้ากับ CM-005N 2 ตัว) เพื่อ Alarm แจ้งเตือนให้ผู้ปฏิบัติทราบถึงสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) ดังรูป รูปแสดงตัวอย่างวงจรการต่อใช้งานของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N โดยต่อคล้องผ่าน CT ร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D การประยุกต์ใช้งาน Temperature Controller      เหมาะสำหรับเครื่องจักรพลาสติก เครื่องบรรจุต่าง ๆ เครื่องจักรอาหาร เตาอบ เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ Digital Temperature Controller PID Control Function Heater Break Alarm Digital Monitor For Heater Break Alarm Current Transformer,CT Heater โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
แนะนำวิธีเขียนคำสั่งโปรแกรม PLC เพื่อทำการอ่านค่า Analog Input

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      PLC หรือ พีแอลซี ย่อมาจาก โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรลเลอร์ (Programmable Logic Controller) อย่างที่ทราบกันดีว่า PLC เป็นอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงานต่าง ๆ โดยภายในมี Microprocessor ที่เป็นมันสมองในการสั่งการ และที่สำคัญ PLC จะมีส่วนที่เป็นอินพุต (Input) และเอาต์พุต (Output) ที่สามารถต่อออกไปใช้งานได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติเลยก็ว่าได้        PLC สามารถรับสัญญาณอินพุต (Input) และส่งออกสัญญาณเอาต์พุต (Output) จากอุปกรณ์เครื่องมือวัดได้โดยตรง โดยเราได้มีข้อมูลการแบ่งประเภทของ Input/Output ไว้ในหัวข้อ การต่อใช้งาน Analog Input กับ PLC โดยในหัวข้อนี้ที่เราจะกล่าวถึงเกี่ยวกับวิธีเขียนคำสั่งโปรแกรม PLC เพื่อทำการอ่านค่าสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ซึ่งเป็นสัญญาณมาตรฐานที่นิยมใช้กันเป็นอย่างมากและเป็นสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) ของอุปกรณ์เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “แนะนำวิธี เขียนคำสั่งโปรแกรม PLC เพื่อทำการอ่านค่า Analog Input” ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับประเภทของสัญญาณอนาล็อกอินพุต (Analog Input) กันก่อน ดังนี้        สัญญาณประเภทอนาล็อกอินพุต (Analog Input Type) อนาล็อกอินพุต (Analog Input) จัดเป็น Input ที่บอกเป็นปริมาณที่เปลี่ยนแปลงค่าได้ เช่น 0-10 Vdc, 4-20mA เป็นต้น ซึ่งสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ทั้ง 2 แบบ เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานที่ได้มีการกำหนดไว้สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม ดังนั้นอุปกรณ์ที่มีภาคเอาต์พุตเป็นแบบอนาล็อก เช่น อนาล็อกเซ็นเซอร์ ภาคอนาล็อกเอาต์พุตของ Digital Signal, Controller Temperature เป็นต้น ก็จะมีเอาต์พุตแบบใดแบบหนึ่ง หรือทั้ง 3 แบบเลยก็ได้ ดังนั้นภาคอนาล็อกอินพุตของ PLC ก็ต้องสามารถเลือกตรวจสอบได้ทั้ง 3 แบบได้เช่นกัน โดยหลักการทำงานของอนาล็อก PLC นำค่าที่ได้แปลงเป็นสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) จัดเป็นขนาดของข้อมูลแทนลักษณะดังรูป ภาคชุดข้อมูลการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอล   กราฟแสดงรูปแบบของสัญญาณอนาล็อก 0-10VDC และ 4-20mA   เข้าสู่ตัวอย่างการเขียนคำสั่งโปรแกรม PLC เพื่อทำการอ่านค่า Analog Input      ทำการเลือก Hardware Configuration จากนั้นเลือก Operance เป็น Memory Integer MI0 เพื่อรับค่าสัญญาณ Analog โดยจะมีโหมดให้เลือก 2 โหมด คือ Mode Fast และ Normal         1. Mode Fast คือ โหมดที่มีความเร็วในการอ่านแปลงค่าสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) จะมีความละเอียดขนาด 12 bit คือ 0-4095 unit แบบสัญญาณอนาล็อก ชนิด 0-10Vdc และ 819-4095 แบบสัญญาณอนาล็อก ชนิด 4-20mAdc         2. Mode Normal คือ โหมดปกติในการอ่านแปลงค่าสัญญาณอนาล็อก จะมีความละเอียดขนาด 14 bit คือ 0-16383 unit แบบสัญญาณอนาล็อก ชนิด 0-10Vdc และ 3277-16383  แบบสัญญาณอนาล็อก ชนิด 4-20 mAdc (ดังรูป) เมื่อทำการเลือกรุ่นของ PLC ได้ ให้ไปที่ Function Match --> Linearization กำหนดตัวแปรดังรูป ซึ่งจะมีความหมายดังนี้      X1 = D#3277 ค่าสัญญาณอนาล็อกด้านต่ำสุด เริ่มต้นที่ 4mAdc      Y1 = D#0 ค่าสัญญาณที่ทำการแปลงค่าแล้ว ซึ่งค่าต่ำสุด เช่น Pressure 0 bar      X2 = D#16383 ค่าสัญญาณอนาล็อกด้านสูงสุด สิ้นสุดที่ 20mAdc      Y2 = D#100 ค่าสัญญาณที่ทำการแปลงค่าแล้ว ซึ่งเป็นค่าสูงสุด เช่น Pressure 100 bar      X = ค่าที่ถูก Config ในช่วงอนาล็อกอินพุต เป็นรับเข้ามาเป็น  MI0      Y = ค่าที่ถูกทำการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณตัวเลข และเราจะนำค่านี้ไปใช้งาน เช่น แสดงผลค่าแรงดัน 0-100 bar หรือเอาไปใช้ในการควบคุม ทำเป็น Alarm Lo หรือ Alarm Hi เป็นต้น        จากตัวอย่างการเขียนคำสั่งโปรแกรม PLC เพื่อทำการอ่านค่า Analog Input หากผู้ใช้งานสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทางเรามีทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน PLC (Programmable Logic Controller) โดยเฉพาะ เพื่อให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาได้ สามารถติดต่อคุณขจรเพชร ได้ที่เบอร์ 090-197-9609    การประยุกต์ใช้งาน PLC   Booster Water Supply   Tester Standard Product Biogas Tester   Vision Programmable Logic Control+HMI Unistream Programmable Logic Control+HMI Jazz Micro-OPLC Programmable Logic Control+HMI Switching Power Supply Digital Indicator   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีการวัดค่าความเร็วรอบ (RPM) ของมอเตอร์ ด้วย Proximity Switch

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ความเร็วรอบ หมายถึง ความเร็วที่ชิ้นงานหรือมีดตัดหมุนรอบต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยวัดเป็นรอบต่อนาที "RPM" ย่อมาจาก Revolutions per Minute ซึ่งในการวัดความเร็วรอบ (RPM) นั้น จะมีเซ็นเซอร์ (Sensor) ในการตรวจจับและเครื่องแสดงผลของความเร็วรอบ (RPM) เรียกว่า Tachometer โดยมีหลักการวัดความเร็ว (Speed) ในการเคลื่อนที่ของวัตถุ ส่วนใหญ่จะนำมาประยุกต์ในการวัดความเร็วรอบของเครื่องจักร เช่น เพลาล้อรถยนต์, ความเร็วรอบของใบพัด, รอบของลูกกลิ้ง, ความเร็วรอบของมอเตอร์ เป็นต้น โดยในที่นี้เราจะมาพูดถึงวิธีการวัดค่าความเร็วรอบ (RPM) ของมอเตอร์ ดังนี้      วิธีการวัดค่าความเร็วรอบ (RPM) ของมอเตอร์ หลายท่านคงเจอปัญหาในการวัดความเร็วรอบ (RPM) ของมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอุปกรณ์ (มิเตอร์หรือหน้าจอแสดงผล) โดยค่าที่วัดได้ไม่เที่ยงตรง เปลี่ยนชนิดของเซ็นเซอร์ (Sensor) แล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่  เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด      วันนี้เรามาดูหลักการง่าย ๆ ในการวัดความเร็วรอบ (RPM) ของมอเตอร์กัน โดยยกตัวอย่างเซ็นเซอร์ (Sensor) ประเภท Proximity Switch ในการวัดหรือการตรวจจับความเร็วรอบมอเตอร์ด้วยวิธีนี้ มีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน      ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Proximity Sensor โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ         1. Inductive Sensor เป็นเซ็นเซอร์ที่ทำงานโดยอาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงค่าความเหนี่ยวนำของขดลวด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อชิ้นงานหรือวัตถุที่เป็นโลหะเท่านั้น หรือเรียกกันทางภาษาเทคนิคว่า Inductive Sensor ข้อดีของเซ็นเซอร์ชนิดนี้ คือ ทนทาน โดยสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง (Wide Temperature Ranges) และทำงานในสภาวะที่มีการรบกวนทางแสง (Optical) และเสียง (Acoustic) ซึ่งเทียบเท่ากับชนิดเก็บประจุ (ดังรูป) ตัวอย่าง Proximity Sensor ชนิดตรวจจับโลหะ (Inductive Sensor)         2. Capacitive Sensor เซ็นเซอร์ประเภทนี้มีโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในคล้ายกับแบบเหนี่ยวนำ การเปลี่ยนแปลงของความจุ ซึ่งเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของวัตถุชนิดหนึ่งเข้ามาใกล้สนามไฟฟ้าของคาปาซิเตอร์ (Capacitor) เซ็นเซอร์ชนิดนี้สามารถตรวจจับอุปกรณ์ที่ไม่ได้เป็นโลหะและอโลหะได้ เช่น พลาสติก, โฟม, น้ำ เป็นต้น ตัวอย่าง Proximity Sensor ชนิดตรวจจับอโลหะ (Capacitive Sensor)      ตัวอย่าง : การใช้ Tachometer รุ่น CM-001 ที่รับสัญญาณพัลส์ (Pulse) จากพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ชนิดตรววจับโลหะ (Inductive Proximity Switch) ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Tachometer รุ่น CM-001 ร่วมกับ Inductive Proximity Switch ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง      โดย Inductive Proximity Switch ปกติเราจะใช้ตรวจจับวัตถุโลหะในเครื่องจักรเพื่อบอกตำแหน่ง ส่งสัญญาณให้ PLC เพื่อทำการควบคุมเครื่องจักร นิยมใช้กันมากเนื่องจากใช้หลักการสนามแม่เหล็ก หมดปัญหาเรื่องน้ำ, ฝุ่น และสามารถนำ Inductive Proximity Switch  มาใช้ในการวัดความเร็วก็ได้ เช่น การตรวจจับที่เพลาหรือแกนที่เชื่อมต่อกับมอเตอร์โดยการฝังหมุดโลหะ เช่น 1 จุด หรือ 4 จุด โดยต้องออกแบบให้สมมาตรกัน จึงจะวัดความเร็วได้ถูกต้อง      ในการเลือกใช้งาน Inductive Proximity Switch สิ่งที่สำคัญคือ การตอบสนองความถี่ ซึ่งมีหน่วยเป็น Hz (ครั้งต่อวินาที) โดยการพิจารณาจากความเร็วสูงสุดของเครื่อง      ตัวอย่าง : Name plate motor ระบุไว้ที่ 1,400 RPM โดยมีสูตรการแปลงหน่วย RPM เป็น Hz ดังนี้      ยกตัวอย่างการใช้งาน Inductive Proximity Switch ในงานตรวจจับความเร็วรอบของเฟืองที่มีฟันเฟือง 12 ฟันเฟือง และความเร็วรอบ 3000 รอบต่อนาที (RPM) สิ่งที่ต้องคำนึง คือ         1. ประเภทของชิ้นงาน เนื่องจากเฟืองเป็นโลหะ จึงต้องใช้เซ็นเซอร์ประเภท Inductive Proximity Switch เหมาะสำหรับตรวจจับชิ้นงานหรือตำแหน่งวัตถุที่เป็นโลหะเท่านั้น         2. ระยะทางในการตรวจจับ วัตถุที่ตรวจจับเป็นเหล็ก สามารถหาระยะทางในการตรวจจับตามค่า 1.00 x อัตราระยะตรวจจับ         3. ความถี่ในการตรวจจับหรือ Inductive Proximity Switch              สามารถคำนวณได้ตามสมการดังนี้                          RPM = f x 60 x (1/N)              โดยที่ RPM = หน่วยความเร็วรอบต่อนาที                                f = ความถี่                               N = จำนวนพัลล์ต่อรอบ      จากความต้องการในการวัดความเร็วนั้นอยู่ที่ 3000 RPM และฟันเฟืองมีทั้งหมด 12 ฟันเฟือง หรือ 12 พัลล์ต่อรอบ              ดังนั้น        f = (3000 x 12) / (60)                                f = 600 Hz      จากการคำนวณจะเห็นได้ว่าค่าความถี่ที่ต้องใช้อย่างน้อย 600 Hz หากต้องเลือกใช้งานจริงแนะนำให้เผื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งในครั้งนี้เราจะเลือก Inductive Proximity Sensor ที่มีความถี่ 800 Hz         4. ขนาดของ Inductive Proximity Sensor (Housing Size) การเลือกขนาดของเซ็นเซอร์จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ในการติดตั้ง หากเป็นพื้นที่แคบจะใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็ก หากเป็นพื้นที่กว้างจะใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ได้ ครั้งนี้เลือกเซ็นเซอร์ขนาด M8 ที่มีระยะ Sn เท่ากับ 2 mm.      การต่อวงจรการใช้งานของ Tachometer รุ่น CM-001      สาเหตุที่วัดได้ไม่ตรง เกิดจากสาเหตุอะไร?           ปัญหาจากการวัดค่าได้ไม่ตรง มีสาเหตุมาจากหลาย ๆ อย่าง แต่มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่มาจาก              1. การเลือกชนิด Sensor ไม่ตรงกับการใช้งาน ความละเอียดไม่เพียงพอ เช่น ในงานที่มีความเร็วรอบต่ำมาก ควรใช้ Incremental Encoder แทน Inductive Proximity Switch หรือ Photoelectric Switch ที่จะทำให้สามารถเลือก Pulse Output ได้ละเอียดมากขึ้น ความแม่นยำจะสูงขึ้น              2. มิเตอร์ไม่สามารถวัดค่าความถี่ต่ำ ๆ มากได้ เช่น การใช้ Inductive Proximity Switch วัดความเร็วจะเกิดปัญหานี้ เมื่อเครื่องจักรเดินด้วยความเร็วรอบต่ำ ๆ              3. ไม่ได้คำนวณความเร็วต่ำสุดของเครื่องจักรเพื่อคำนวณความถี่และหาชนิดของ Sensor ให้เหมาะสม ท้ายสุดจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้อุปกรณ์วัดความเร็วในงานอุตสาหกรรมให้มีความเหมาะสมและแม่นยำนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป      การประยุกต์ใช้งาน Proximity Switch   Proximity Switch Digital Tachometer (RPM) Digital Tachometer (RPM & LINE SPEED) Increment Encoder Digital Frequency Meters With Alarm   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
2 วิธี การต่อใช้งานมิเตอร์เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 และ LoRaWAN (ไร้สาย)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      มิเตอร์ (Meter) วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้าที่มีการติดตั้งใช้งานกันในรูปแบบเดิมเพื่อดูค่าหน่วยการใช้พลังงานทางไฟฟ้าจากมิเตอร์ของอาคาร, หอพัก, คอนโด, อะพาร์ตเมนต์, อาคารสำนักงาน หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยในแต่ละครั้งหากต้องการทราบค่าหน่วยของการใช้พลังงานไฟฟ้าว่าใช้ไปเท่าไหร่จะต้องมีเจ้าหน้าที่เดินจดมิเตอร์ของแต่ละชั้นในอาคารเคหะสถานดังกล่าว ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดการสับสนตัวเลขผิดพลาดได้  และในการเดินสายไฟระหว่างต้นทางไปยังปลายทางในแต่ละจุดมีสายไฟค่อนข้างเยอะและไม่เป็นระเบียบ ทำให้มีสายไฟที่ห้อยระโยงระยาง ซึ่งทำให้เกิดการกีดขวางทางสัญจรและไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ (ดังรูป) การต่อสายไฟและการจดมิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้ารูปแบบเดิม      โดยปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารทางเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้นในการบันทึกข้อมูล (Data Record) ที่มีความแม่นยำ การ Monitor ผ่านระบบเครือข่าย (Network System) ตลอดจนการควบคุมการใช้พลังงานทางไฟฟ้าเพื่อการวางแผนในการประหยัดพลังงานต่อไป ซึ่งได้มีการนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้อง จากหัวข้อ “มิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าและอัตราการใช้น้ำในตัวเดียวกัน” โดยได้มีการกล่าวถึงคุณสมบัติและประโยชน์ของการใช้งานที่ผ่านมานั้น      ในหัวข้อครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับการต่อใช้งานมิเตอร์มิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้า ในหัวข้อ "2 วิธี การต่อใช้งานมิเตอร์เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 และ LoRaWAN (ไร้สาย)" สามารถต่อใช้งานง่าย ๆ โดยยกตัวอย่างมิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้า รุ่น KM-24-M (RS-485) และแบบไร้สาย (Wireless) รุ่น KM-24-L (เครือข่าย LoRaWAN) ดังนี้ 1. วิธีการต่อมิเตอร์เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 โดยใช้สายเพียง 2 เส้น รูปแสดงการต่อมิเตอร์ (Meter) เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 โดยใช้สายเพียง 2 เส้น      ในการต่อใช้งานมิเตอร์เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 โดยใช้สายเพียง 2 เส้น เป็นวิธีที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยใช้วิธีการเดินสายจากอุปกรณ์ เช่น kWh Meter จากต้นทางไปยังปลายทาง ด้วยสายชีลด์ “LIY CY 2x1mm.” สามารถใช้ในการนำสัญญาณ RS-485 ได้เป็นอย่างดี โดยระยะทางในการเดินสายได้ไกลถึง 1200M (1.2 km.) และนำไปต่อกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) RS-485 to TCPIP (LAN) เชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์โดยใช้ Software เพื่อเก็บค่าพลังงานและทำเป็น Billing ในการคิดเงินและออกใบแจ้งหนี้ของผู้เช่าหอพักหรืออะพาร์ตเมนต์ได้ 2. วิธีการต่อมิเตอร์เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) เครือข่าย LoRaWAN รูปแสดงการต่อมิเตอร์ (Meter) เข้าระบบ ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) เครือข่าย LoRaWAN      ในการต่อใช้งานมิเตอร์เข้าระบบด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) เครือข่าย LoRaWAN เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless) แบบวงกว้าง ใช้พลังงานต่ำ ทำให้รองรับอุปกรณ์ได้จำนวนมาก และราคาประหยัดเมื่อเทียบกับระบบอื่น โดยจะเหมาะสำหรับงานอาคาร, หอพัก, อะพาร์ตเมนต์ เนื่องจากการเดินสายสัญญาณไปแต่ละชั้นหรือห้องพักเป็นไปได้ยากและค่าใช้จ่ายในการเดินสายค่อนข้างสูง ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบเครือข่ายสื่อสารที่ส่งข้อมูลกำลังต่ำแบบไร้สาย LoRaWAN หรือ LoRa ข้อดีของการต่อมิเตอร์เข้าระบบด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 และ LoRaWAN (ไร้สาย) การต่อมิเตอร์เข้าระบบด้วยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 โดยใช้สายเพียง 2 เส้น การต่อมิเตอร์เข้าระบบด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) เครือข่าย LoRaWAN  1. มีความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูลและสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ กรณีเกิดข้อร้องเรียนเรื่องค่าไฟแพงขึ้นจากผู้เช่า  2. สามารถออกบิลใบแจ้งหนี้รวดเร็ว ไม่ต้องรอการคำนวณเหมือนในสมัยก่อน  3. ลดการเดินของเจ้าหน้าที่ในการจดมิเตอร์แต่ละชั้นของที่พักอาศัย  4. สามารถดูข้อมูลแบบ Realtime ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Mobile ด้วย Software  5. เพื่อให้ผู้ใช้ระบบสามารถดูข้อมูลรายงานย้อนหลังได้เป็นรายวัน  6. สามารถแสดงรายงานข้อมูลการใช้กระแสไฟฟ้าได้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี  7. เดินสายมิเตอร์ 2 เส้น เพื่อเข้า Converter LAN ไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อ Software  1. มีความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูลและสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ กรณีเกิดข้อร้องเรียนเรื่องค่าไฟแพงขึ้นจากผู้เช่า  2. สามารถออกบิลใบแจ้งหนี้รวดเร็ว ไม่ต้องรอการคำนวณเหมือนในสมัยก่อน  3. ลดการเดินของเจ้าหน้าที่ในการจดมิเตอร์แต่ละชั้นของที่พักอาศัย  4. สามารถดูข้อมูลแบบ Realtime ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Mobile ด้วย Software  5. เพื่อให้ผู้ใช้ระบบสามารถดูข้อมูลรายงานย้อนหลังได้เป็นรายวัน  6. สามารถแสดงรายงานข้อมูลการใช้กระแสไฟฟ้าได้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี  7. ลดการ Wiring สาย ระหว่าง Converter LoRa กับ LoRa Gateway ไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อ Software 1 Phase Energy Meter With RS-485 Three Phase Volt-Amp kWh-Meter With Protection Relay Converter,TCP TO RS485 / RS232 Converter Wireless RS-485 TO LoRaWAN Converter Software Primus โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
5 ปัจจัยที่ทำให้ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ขาด

 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Immersion Heater หรือ ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม เป็นอุปกรณ์ให้ความร้อนหรืออุ่นต้มของเหลว (Liquid) เพื่อให้ได้อุณหภูมิตามต้องการ โดยการจุ่มลงไปในของเหลวที่ต้องการให้ความร้อน อาศัยหลักการในการถ่ายเทความร้อนสู่ของเหลวเพื่อให้เกิดความร้อน เหมาะกับงานอุตสาหกรรมที่มีการต้มหรืออุ่นของเหลว เช่น งานต้มน้ำ, งานอุ่นน้ำมัน, อุ่นหรือต้มเคมีบางชนิดที่ไม่มีผลต่อวัสดุของตัวฮีตเตอร์ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมพลาสติก เป็นต้น โดยฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) มีลักษณะการติดตั้งแบบหน้าแปลนยึดและติดตั้งแบบยึดเกลียว (ดังรูป) รูปแบบลักษณะของฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม ( Immersion Heater) การติดตั้งแบบหน้าแปลนและเกลียว      โดยปกติฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) เอง หรือฮีตเตอร์ประเภทอื่น ๆ เช่น ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater), เซรามิคฮีตเตอร์ (Ceramic Band Heater), ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater), ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater), ฮีตเตอร์แผ่น (Strip  Heater), ฮีตเตอร์บอบบิ้น (Bobbin Heater), ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater), ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater), คอยล์ฮีตเตอร์ (Coil Heater), ฮีตเตอร์ฮอตรันเนอร์ (Hot Runner Heater) เป็นต้น ล้วนแล้วแต่มีอายุในการใช้งานของฮีตเตอร์แต่ละประเภท แต่บ่อยครั้งเรามักจะพบปัญหาของฮีตเตอร์มีอายุการใช้งานที่สั้นผิดปกติหรือฮีตเตอร์ขาด ซึ่งเคยได้นำเสนอกันไปแล้วในเรื่อง ฮีตเตอร์ขาดเกิดจากอะไร และ 5 วิธีง่าย ๆ สำหรับยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ (Heater) ทุกประเภทกันไปแล้วนั้น แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงเฉพาะฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) ขาด หรือเกิดความเสียหาย ในหัวข้อ 5 ปัจจัยที่ทำให้ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ขาด โดยมีปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ 5 ปัจจัยที่ทำให้ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ขาด 1. การคำนวณเลือกกำลังวัตต์และแรงดันให้เหมาะสมของ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) • ในการเลือกระบุค่าแรงดัน (Voltage) ของ Immersion Heater ที่ไม่ถูกต้องกับแรงดันในการไปต่อใช้งานจะทำให้ฮีตเตอร์ขาดได้ เช่น ระบุแรงดัน 220V แล้วนำไปต่อใช้งานด้วยแรงดัน 380V ลวดฮีตเตอร์ภายในจะไม่สามารถทนได้และขาดในที่สุด ส่วนในการเลือกกำลังวัตต์ (Watt) ของ Immersion Heater จำเป็นจะต้องสอดคล้องและเพียงพอกับค่ากำลังวัตต์ที่จะทำให้ของเหลวนั้น ๆ ทำอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการ โดยสามารถคำนวณเพื่อเลือกขนาดกำลังวัตต์ของ Immersion Heater ได้ตามหัวข้อสูตรวิธีการคำนวณอุณหภูมิและขนาดของฮีตเตอร์ต้มน้ำและน้ำมัน หรือปรึกษาทางทีมงานให้ช่วยแนะนำได้ 2. การเลือกวัสดุของ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ให้เหมาะสม                                                  • เนื่องจาก Immersion Heater เป็นฮีตเตอร์ที่ถูกนำไปใช้งานให้ความร้อนกับของเหลว ทั้งน้ำเปล่า รวมถึงน้ำที่มีสารเคมี ดังนั้นการเลือกวัสดุท่อของ Immersion Heater จึงสำคัญมาก ในกรณีที่ใช้กับของเหลวที่มีสารเคมีผสมอยู่ หากเลือกใช้วัสดุที่ไม่สามารถทนต่อสารเคมีได้จะทำให้อายุการใช้งานน้อยลงและเสียหายได้เร็วขึ้น เช่น ให้ความร้อนกับน้ำทั่วไปก็สามารถเลือกใช้วัสดุท่อเป็นสแตนเลส SUS304 หรือของเหลวที่มีส่วนผสมของสารเคมีก็ควรเลือกวัสดุท่อเป็นสแตนเลส SUS316 หรือ Incoloy 840 เป็นต้น 3. การกำหนดระยะ Cool Zone และ Heat Zone ให้เหมาะสม                                               • ระยะ Cool Zone คือ ตำแหน่งของท่อฮีตเตอร์ที่จะไม่มีความร้อน โดยระยะ Standard ของ Immersion Heater จะอยู่ที่ 50mm. จากใต้การติดตั้ง (เกลียว,หน้าแปลน) ส่วนระยะ Heat Zone คือ ตำแหน่งของท่อฮีตเตอร์ที่ทำความร้อนให้กับของเหลว 4. การติดตั้ง Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) • ในการติดตั้ง Immersion Heater สามารถติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (ติดตั้งจากปากถัง, ขอบบ่อ) และแนวนอน (ติดตั้งโดยการเจาะข้างถัง) สืบเนื่องจากข้อ 3 ในการติดตั้ง Immersion Heater ระยะ Heat Zone ควรจะต้องไม่ให้โผล่พ้นมาจากระดับของของเหลว (ในกรณีที่ติดตั้ง Immersion Heater แนวตั้ง) เพื่อไม่ให้ Immersion Heater เกิดอาการเผาตัวเองและเสียหายในที่สุด 5. คราบตะกรันที่ติดที่ท่อของ Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) • ในการใช้งาน Immersion Heater ต้มน้ำ ให้ความร้อนกับสารเคมีหรืออุ่นน้ำมัน เป็นเวลาระยะหนึ่ง ย่อมเกิดตะกรันของของเหลวนั้น ๆ มาเกาะบริเวณท่อของฮีตเตอร์ ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาดจะทำให้ตะกรันเหล่านั้นเกาะแน่นจนมีความร้อนสะสมมากที่จุดนั้น ทำให้ฮีตเตอร์ถ่ายเทความร้อนได้ไม่ดี ทำให้ตัวฮีตเตอร์ทำงานหนักขึ้นและเสียหายได้ เช่น มีรอยร้าวและแตกบริเวณท่อฮีตเตอร์ เป็นต้น      Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) สามารถผลิตได้หลายรูปแบบ ทั้ง 1U, 2U, 3U, 6U, 9U, 12U เกลียวติดตั้งขนาด 1.5 นิ้ว, 2 นิ้ว, 2.5 นิ้ว และ 3นิ้ว ขนาดหน้าแปลน JIS, DIN ขนาด 1 นิ้ว, 1.5 นิ้ว, 2 นิ้ว, 3 นิ้ว, 4 นิ้ว และ 5 นิ้ว ต่าง ๆ ตามต้องการ และท่อฮีตเตอร์ผลิตจากสแตนเลส 304, 316, ทองแดงและอินโคลอย 84 ตารางความสัมพันธ์ระหว่างหน้าแปลนกับขนาดท่อและจำนวน Element ตารางความสัมพันธ์ระหว่างเกลียวกับขนาดท่อและจำนวน Element ประโยชน์ในการใช้งาน Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม)      Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ใช้ในการให้ความร้อนกับของเหลวโดยการต้มหรืออุ่น ที่ใช้ได้กับน้ำ น้ำมัน อุ่นกาว ยางมะตอย เคมีบางชนิด ที่ไม่มีผลต่อวัสดุของตัว ฮีตเตอร์ใช้ได้กับทั้งขบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและอื่นๆ เช่น ติดตั้งใน Water Barth เครื่องนึ่งหรือเครื่องอุ่นอาหาร เป็นต้น      ข้อควรระวัง : Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม) ควรติดตั้งฮีตเตอร์ทางด้านล่างของถัง เพื่อการถ่ายเทความร้อนที่ดี รักษาระดับความสูงของของเหลวให้อยู่เหนือระดับของฮีตเตอร์ตลอดเวลา ป้องกันการไหม้หรือขาดของฮีตเตอร์ ทำความสะอาดฮีตเตอร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดตะกรันหรือสิ่งสกปรกที่เกาะติดตัวฮีตเตอร์ เลือกชนิดของท่อฮีตเตอร์ให้เหมาะสมกับของเหลวที่ต้องการให้ความร้อน      นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถบำรุงรักษาฮีตเตอร์ (Heater) ทุกประเภทด้วยตัวเองได้ในเบื้องต้น เพื่อยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฮีตเตอร์ ควรมีอุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ Temperature Controller หรือ Thermostat เพื่อไม่ให้ฮีตเตอร์ทำงานตลอดเวลา และควรมีอุปกรณ์การแจ้งเตือนกรณีที่ฮีตเตอร์เกิดความผิดปกติ เช่น ตัวเช็คฮีตเตอร์ขาด/เช็คกระแสเกิน (Heater Break Alarm) ที่สามารถต่อร่วมกับอุปกรณ์ที่แจ้งเตือนแสงและเสียง (Tower Light) แบบมีเสียง (Buzzer) หรือ ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warning Light) เป็นต้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Immersion Heater (ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
2 วิธีดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เครื่องจักร (Machine) ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ในระบบและผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอดีตนั้นจะต้องมีช่างหรือผู้ปฏิบัติงานอยู่ประจำเครื่องเพื่อทำหน้าที่คอยดูแลควบคุมและตรวจสอบสถานะเครื่องจักรใน Line Production เพื่อผลิตสินค้าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ฝ่ายผลิตวางแผนเอาไว้ (Production Planing) ซึ่งหากเครื่องจักรเกิดความผิดปกติหรือขัดข้องจะมีการแสดงสถานะเพื่อแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานด้วยรูปแบบต่าง ๆ เช่น ไฟสัญญาณแจ้งเตือน (Tower Light), ไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warning Light), เสียง (Buzzer) เป็นต้น ซึ่งหากช่วงเวลาดังกล่าวกรณีผู้ปฏิบัติงานไม่ได้อยู่ใกล้หน้างานบริเวณนั้น อาจจะทำให้อุปกรณ์ในระบบหรือเครื่องจักรเกิดความเสียหายได้      ซึ่งในปัจจุบันได้มีนวัตกรรมการนำเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัยมาพัฒนาเพื่อใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมและการพัฒนาระบบด้าน IoT (Internet of Thing) ที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้ในการสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์ (Equipment) กับเครื่องจักร (Machine) เพื่ออำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาโดยไม่ต้องลงไปดูหน้างานเอง และเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม, ติดตาม สถานะการทำงานของเครื่องจักรและตรวจสอบจุดบกพร่องของเครื่องจักรได้ตลอดเวลา เช่น การตรวจนับจำนวนการผลิต, ความเร็วในการผลิต เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีในกรณีที่เครื่องจักรเกิดความผิดปกติหรือขัดข้อง และสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องจักรอื่น ๆ ในงานอุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ      ในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการดูสถานะการทำงานของเครื่องจักร ในหัวข้อ “2 วิธี ดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online” ว่ามีวิธีการอย่างไร และประกอบด้วยอุปกรณ์อะไรบ้าง      1. วิธีดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online โดยผ่าน WiFi  (รูปที่ 1) รูปที่ 1 วิธีการดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online โดยผ่าน WiFi      หลักการทำงานของระบบตรวจเช็คสถานะเครื่องจักรโดยใช้ Tower  Light ที่มีสัญญาณ RS-485 ในการแยกความหมายสถานะของแต่ละชั้นสี คือ สีเขียว (เครื่องทำงานปกติ), สีเหลือง (เครื่องหยุดทำงาน), สีแดง (เครื่องมีปัญหา) แล้วส่งสัญญาณไปที่อุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) จาก RS-485 เป็นสัญญาณ WiFi (รุ่น RM-012-WIFI) เพื่อลดการเดินสาย โดยใช้ Software “Prisoft” เพื่อดูสถานะและบันทึกข้อมูลแบบ Real Time      2. วิธีดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online โดยผ่าน TCP/IP (รูปที่ 2) รูปที่ 2 วิธีการดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online โดยผ่าน TCP/IP      หลักการทำงานของระบบตรวจเช็คสถานะเครื่องจักรโดยใช้ Tower light ที่มีสัญญาณ RS-485 ในการแยกความหมายของแต่ละสี คือ สีเขียว (เครื่องทำงานปกติ), สีเหลือง (เครื่องหยุดทำงาน), สีแดง (เครื่องมีปัญหา) แล้วส่งสัญญาณไปที่อุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) จาก RS-485 เป็น TCP/IP (LAN) (รุ่น RM-012-IP) โดยใช้ Software “Prisoft” เพื่อดูสถานะและบันทึกข้อมูลแบบ Real Time      ข้อดีของการดูสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบ Online         • สามารถดูข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ได้แบบ Real Time         • สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้         • สามารถบันทึกข้อมูลและสามารถ Export ในรูปแบบ Excel File ได้         • ไม่ยุ่งยากในการ Wiring สาย และลด Cost ในการ Wiring สายระยะไกล         • ช่วยลดเวลาในกระบวนการผลิต หากผู้ควบคุมเครื่องจักรต้องเดินไปตรวจเช็คเครื่องจักรอยู่บ่อย ๆ         • สามารถแจ้งเตือนเมื่อเครื่องจักรมีปัญหาผ่าน Line ได้เลย      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน                                      Press Machine                                      Blow Moulding Machines   WIFI TO RS-485/RS-232 CONVERTER Wireless RS-485 TO LoRaWAN Converter MODBUS TCP I/O MODULE MODBUS RS-485 I/O MODULE DIGITAL TARGET COUNTER WITH RS485 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ความแตกต่างระหว่างสัญญาณดิจิตอลและอนาล็อกอินพุตที่ใช้ร่วมกับ PLC

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันอุปกรณ์เครื่องมือวัดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermoocuple, Pt100), อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Humidity & Temperature Transmitter), อุปกรณ์ตรวจจับระดับของเหลว (Level Sensor, Level Switch), อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter), เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ-ชิ้นงาน (Photoelectric Sensor, Proximity Switch), เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder), อุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter) และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ เหล่านี้ มีรูปแบบสัญญาณมาตรฐาน คือ รูปแบบสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) และสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) เพื่อเป็นสัญญาณทางด้านอินพุต (Input) / เอาต์พุต (Output) ให้กับเครื่องแสดงผล (Indicator), เครื่องนับจำนวน (Counter), เครื่องควบคุม (Controller), เครื่องบันทึก (Recorder) หรือ พีแอลซี (PLC) เป็นต้น        แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงรูปแบบสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) และสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ที่เป็นสัญญาณมาตรฐานทางด้านอินพุต (Input) ให้กับพีแอลซี (PLC, Programmable Logic Controller) โดยเฉพาะเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงานของ Solution ต่าง ๆ ในระบบอุตสาหกรรมยุค 4.0 ในหัวข้อ ความแตกต่างระหว่างสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) และอนาล็อก (Analog Signal) อินพุต (Input) ที่ใช้ร่วมกับ PLC โดยมีความแตกต่างกันดังนี้        สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) หมายถึง สัญญาณในรูปแบบของคลื่นต่อเนื่อง หรือ Sine Wave ซึ่งมีความถี่และความเข้มของสัญญาณต่างกัน มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง โดยคุณสมบัติเด่นของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) คือ สามารถส่งสัญญาณได้ในระยะไกล สามารถพบเห็นการใช้สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ทั่วไปในงานภาคอุตสาหกรรมร่วมกับอุปกรณ์ PLC โดย PLC จะสามารถรับอินพุตประเภทสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) เช่น 4-20 mA, 0-20mA, 0-10VDC เป็นต้น (ดังรูป) รูปแบบของคลื่นต่อเนื่อง (Sine Wave)        ตัวอย่าง : รูปแบบการใช้งานของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) โดยการนำเอาสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) จากอุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) ต่อเป็นอินพุต (Input) ให้กับ PLC+HMI เพื่อควบคุมระดับของเหลวภายในถัง (ดังรูป) ตัวอย่าง : แสดงการรับสัญญาณอนาล็อก Input 4-20mA จาก Pressure Transmitter โดยใช้ PLC+HMI ควบคุมการตัด-ต่อ การทำงานของปั๊มน้ำ เพื่อควบคุมระดับของเหลวภายในถังให้อยู่ในระดับมาตรฐานและสามารถ Monitoring ค่าแบบ Real Time รวมทั้ง Record และสามารถดูค่าผ่าน Smart Phone ได้      สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดแน่นอนแต่อาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน โดยปกติมักแทนค่าด้วยระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1"  ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "0" โดยสามารถพบเห็นการใช้สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ทั่วไปในงานภาคอุตสาหกรรมร่วมกับอุปกรณ์ PLC โดย PLC จะสามารถรับอินพุต (Input) ประเภทสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) เช่น Open Collector NPN, PNP, ON-OFF, Logic, Switch, Relay เป็นต้น (ดังรูป) รูปแบบของคลื่นแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data)        ตัวอย่าง : รูปแบบการใช้งานของสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) โดยการนำเอาสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) ชนิด NPN จากเซ็นเซอร์ตรวจจับโลหะ (Proximity Switch) ต่อเป็นอินพุต (Input) ให้กับ PLC+HMI เพื่อควบคุมการตัด-ต่อ มอเตอร์ป้อนชิ้นงานเข้าราง Conveyor (ดังรูป) ตัวอย่าง : แสดงการรับสัญญาณดิจิตอล Input ประเภท NPN จาก Proximity Switch โดยใช้ PLC+HMI ควบคุมการตัด-ต่อ มอเตอร์ป้อนชิ้นงานเข้าราง Conveyor เมื่อจำนวนสินค้าครบตามความต้องการและสามารถ Monitoring ค่าแบบ Real Time รวมทั้ง Record และสามารถดูค่าผ่าน Smart Phone ได้      สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) และสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) สามารถนำมาใช้เป็นสัญญาณอินพุต (Input) ของอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ หรือ PLC+HMI ที่เราได้กล่าวมาข้างต้นได้ ขึ้นอยู่กับประเภทการรับสัญญาณของอุปกรณ์นั้น ๆ หรือความเหมาะสมกับหน้างานในการเลือกใช้สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) หรือ สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ทั้งนี้สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) และสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยสรุปได้ดังนี้ ข้อดีของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ข้อเสียของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) • สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ควบคุมได้ง่ายกว่าสัญญาณดิจิตอล • สัญญาณมีความยืดหยุ่นกว่าแบบดิจิตอล • สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) จะถูกรบกวนได้ง่าย (Noise) หากถูกรบกวนมากก็อาจส่งผลต่อข้อมูลให้เกิดความผิดพลาดได้ • ความผิดพลาดมากกว่าสัญญาณดิจิตอล   ข้อดีของสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ข้อเสียของสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) • มีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า • สามารถจำแนกระหว่างข้อมูลกับสัญญาณรบกวนได้ง่ายกว่าแบบอนาล็อก และสัญญาณดังกล่าวยังคงรูปจำแนกความเป็น 0 หรือ 1 ได้ • ระยะทางการส่งสัญญาณข้อมูลจะใกล้กว่าสัญญาณอนาล็อก หากต้องการยืดระยะทางในการส่งข้อมูลดิจิตอลต้องใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater)        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน PLC Unitronics ชุดควบคุมน้ำยางมะตอย ตัวควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์แบบอนาล็อก (Analog) Unistream Vision Programmable Logic Control Switching Power Supply Proximity Switch Photoelectric Sensor   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีตรวจจับแถบสีของฉลากบรรจุภัณฑ์ ด้วย Color Mark Sensor

  โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในสายการผลิต ที่มีกระบวนการผลิตสินค้าประเภทอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ในการออกแบบของบรรจุภัณฑ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เช่น บรรจุภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการเก็บรักษา, บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุใส่อาหาร, บรรจุภัณฑ์ที่มีความสะอาดและปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดก็มีการออกแบบสีสันที่หลากหลายมากขึ้น แตกต่างกันไปแล้วแต่ยี่ห้อ เพื่อความสวยงามสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย ซึ่งการที่บรรจุภัณฑ์มีสีสีนที่มากขึ้นก็ทำให้การตรวจจับบรรจุภัณฑ์ยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน      ดังนั้นจะต้องมีเซ็นเซอร์ (Sensor) เพื่อช่วยในการตรวจจับตำแหน่งที่จะทำการแพ็คสินค้า เช่น ตรวจจับตำแหน่งมาร์คสี, ตรวจสอบความเข้มสี, ตรวจสอบความแตกต่างสี เป็นต้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายของสีสันแต่ละยี่ห้อ ซึ่งโฟโตอิเล็กทริคเซ็นเซอร์ (Photoelectric Sensor) โดยทั่วไปจะตรวจจับเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ แต่จะมีเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับความแตกต่างของสี หรือ Color Mark Sensor ซึ่งเหมาะกับงานตรวจจับเครื่องหมายสีหรือแถบสีของบรรจุภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุหีบห่อ, ตรวจจับตำแหน่งของงานพิมพ์ เป็นต้น      โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการตรวจจับของ Color Mark Sensor ในหัวข้อ “วิธีตรวจจับแถบสีของฉลากบรรจุภัณฑ์ ด้วย Color Mark Sensor” ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับความแตกต่างของสี มีวิธีการตรวจจับได้อย่างง่าย ๆ มาดูกันเลยว่าอุปกรณ์ Color Mark Sensor จะทำงานอย่างไร?      Color Mark Sensor มีโหมดการทำงาน 2 โหมด คือ Color Mode และ Mark Mode โดย Color Mode ทำหน้าที่ตรวจจับแถบสีโดยใช้หลักการตรวจจับโทนสีของแถบสี 1 จุด ส่วน Mark Mode ทำหน้าที่ตรวจจับแถบสีโดยใช้หลักการเปรียบเทียบสีของแถบสี 2 จุด ดังนี้         Color Mode เหมาะสำหรับแถบสีที่มีความแตกต่างของสีสูง เช่น สีพื้นหลังเป็นสีขาวและแถบสีที่ต้องการตรวจจับเป็นสีดำ เป็นต้น โดย Color Mode จะปล่อยลำแสงในการตรวจจับสี 3 สี คือ สีแดง (Red), เขียว (Green), น้ำเงิน (Blue) ดังรูป รูปแถบสีที่เหมาะสำหรับ Color Mode           Mark Mode เหมาะสำหรับแถบสีที่มีความใกล้เคียงของสีและความหลากหลายของสีสูง เช่น สีพื้นหลังเป็นสีฟ้าและแถบสีที่ต้องการตรวจจับเป็นสีน้ำเงิน เป็นโดย Mark Mode จะปล่อยลำแสงออกมาขึ้นอยู่กับสีที่เราทำการ Teaching และเปรียบเทียบสีของแถบสี ระหว่างแถบสีทั้ง 2 สี ดังรูป รูปแถบสีที่เหมาะสำหรับ Mark Mode        Color Mark Sensor ตัวนี้จะมีระยะการตรวจจับสีที่ 18 มิลลิเมตร แถบสีสามารถกระเพื่อมหรือขึ้น-ลงจากระยะกึ่งกลางได้ +/- 2 มิลลิเมตร และมีเอาต์พุตแบบ NPN หรือ PNP open collector Max. 100 mA/30 VDC และง่ายในการติดตั้ง ระยะการติดตั้ง Color Mark Sensor        เคล็ดลับการติดตั้งเซ็นเซอร์ Color Mark Sensor คือ การวิเคราะห์ความต้องการของการใช้งานอย่างระมัดระวัง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้เลือกเซ็นเซอร์ที่มีขนาด Spot ที่ไม่ใหญ่มากกว่าจุดเครื่องหมายที่เล็กที่สุดที่จะตรวจจับ      จะเห็นได้ว่าปัญหาการตรวจจับแถบสีที่ยุ่งยากจะกลายเป็นเรื่องง่ายถ้าใช้ Color Mark Sensor ไม่ว่าจะเป็นแถบสีต่าง ๆ ของฉลากที่เคลื่อนที่ผ่านเซ็นเซอร์ตัวนี้ Color Mark Sensor ก็สามารถตรวจจับแถบสีได้ไม่ยาก      ยกตัวอย่างและอธิบายการตรวจจับแถบสีของเครื่องบรรจุภัณฑ์ โดยการทำงานของเครื่องบรรจุภัณฑ์จะทำการตวงหรือชั่งวัตถุดิบและทำการบรรจุภัณฑ์ โดยมี Color Mark Sensor เป็นอุปกรณ์บอกตำแหน่งในการบรรจุให้ได้ตรงตามฉลากที่ออกแบบไว้ เครื่องบรรจุภัณฑ์        วิธีการใช้งาน Color Mark Sensor      การประยุกต์ใช้งาน Color Mark Sensor         • ตรวจสอบสีในอุตสาหกรรมการผลิต         • ตรวจจับตำแหน่งมาร์คสี         • ตรวจสอบความเข้มสี         • ตรวจสอบความแตกต่างสี Signal Tower Light Rotation Warning Light Digital Counter Color Vision Sensor Displacement Sensors   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
หลักการควบคุมระดับข้าวเปลือก, แป้ง ด้วยสวิตช์ใบพัด (Paddle Level Switch)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      สวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) หรือ Paddle Switch เป็นสวิตซ์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุประเภทต่างๆ เช่น เมล็ดข้าวเปลือก, เมล็ดข้าว, เมล็ดพืช, แป้ง หรือเม็ดพลาสติก เป็นต้น ที่บรรจุอยู่ภายในถังไซโล (Silo Tank) เพื่อตรวจสอบหรือควบคุมระดับ Low หรือ High ของวัตถุให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ในการช่วยลดปัญหาไม่ให้วัตถุนั้นล้นออกมา โดยทําการติดตั้งสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) ไว้ด้านบนหรือด้านข้างของถังไซโล      จากบทความที่ผ่านมาในหัวข้อ ตรวจจับระดับวัตถุในถังไซโลด้วยสวิตช์ใบพัด (Paddle Level Switch) ทำให้ทราบถึงประโยชน์ในการติดตั้งสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) ของแต่ละรุ่น เพื่อความเหมาะกับวัตถุที่ตรวจจับ เช่น Paddle Level Switch แบบใบพัดพลาสติก (รุ่น LM-001N-Series) ใช้กับงานโหลดเบา ๆ (Light Load) เช่น Hopper เม็ดพลาสติกของเครื่องฉีดพลาสติก และ Paddle Level Switch แบบใบพัดอลูมิเนียม (รุ่น LM-002-Series)  เหมาะสมกับลักษณะงานที่ใช้กับโหลดหนัก ๆ Heavy Duty เช่น ถังไซโลในโรงสี, ถังปูน เป็นต้น (ดังรูป)  LM-001N (ใบพัดพลาสติก) LM-001N-1 (งวงพลาสติก) LM-001N-S (ใบพัดสแตนเลส) LM-002/LM-002-S (ใบพัดอลูมิเนียม/ใบพัดสแตนเลส)      จากที่เราได้ทราบรูปแบบลักษณะใบพัดแต่ละชนิดของ Paddle Level Switch หรือ Paddle Switch เพื่อสามารถเลือกนำไปใช้งานที่เหมาะสมกันไปแล้วนั้น ต่อไปจะมาพูดถึงลักษณะการตรวจจับระดับและการติดตั้งสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) ดังนี้ ลักษณะการตรวจจับระดับและการติดตั้งสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch)   การทำงานของสวิตซ์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) รูปแสดงการติดตั้งสวิตซ์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุในถังไซโล (Level Paddle Switch)         หลักการทำงานสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch) หรือ Paddle Switch โดยเมื่อเราทำการติดตั้ง สวิตช์ใบพัด (Paddle Switch) เรียบร้อยแล้ว และทำการจ่ายแรงดันไฟฟ้า (Power Suppy) ให้กับ สวิตช์ใบพัด (Paddle Switch) จะทำให้ตัวใบพัดนั้นเริ่มหมุนจากแรงขับของมอเตอร์ ซึ่งจะหมุนอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเริ่มมีวัตถุดิบเติมเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อระดับวัตถุสัมผัสตัวใบพัด สวิตช์ Relay Output ก็จะทำงาน โดยมีการเตือนว่าถึงระดับที่ต้องการควบคุมแล้ว ทำให้มอเตอร์ที่อยู่ภายในพยายามหมุนตัวใบพัดที่อยู่ด้านนอก ในสภาวะนี้จะทำให้เกิดแรงบิดขึ้นที่ตัวมอเตอร์ ส่งผลให้ใบพัดหยุดหมุนและทำให้เอาท์พุต NO (Normally Open) และ NC (Normally Close) ของตัวเซ็นเซอร์ทำงาน ซึ่งจะทำให้ตัวควบคุมที่ต่ออยู่กับตัวเซ็นเซอร์นี้รู้ว่าถึงระดับที่ต้องการแล้ว และทำการสั่งงานไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ต่อไป เช่น Signal Tower Light, Alarm, Buzzer เพื่อแจ้งเตือน เป็นต้น การต่อประยุกต์ใช้งานสวิตช์ใบพัดตรวจจับระดับวัตถุ (Paddle Level Switch)   Paddle Level Switch แบบใบพัดพลาสติก/ใบพัดสแตนเลส รุ่น LM-001N-Series ใช้กับงานโหลดเบา ๆ (Light Load) เช่น Hopper เม็ดพลาสติกของเครื่องฉีดพลาสติก Paddle Level Switch แบบใบพัดอลูมิเนียม/ใบพัดสแตนเลส รุ่น LM-002-Series ใช้กับงานโหลดหนัก ๆ Heavy Duty เช่น ถังไซโลในโรงสี, ถังปูน เป็นต้น       ในการใช้งานระยะยาวของ Paddle Level Switch หรือ Paddle Switch หากมีความผิดปกติของอุปกรณ์เกิดขึ้น จะต้องมีการถอดประกอบชิ้นส่วน ทั้งในส่วนภายนอกอุปกรณ์ และโครงสร้างที่อยู่ภายในอุปกรณ์ เช่น มอเตอร์, สวิตช์, สายไฟ เป็นต้น ซึ่งในการถอดประกอบชิ้นส่วนของ Paddle Level Switch (รุ่น LM-001N-Series) ที่ได้มีการออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจเช็ค หรือ Maintenance โดยสามารถถอดดึงออกเฉพาะส่วนที่อยู่ภายนอกถังไซโลได้เลย เพราะมีการติดตั้งแบบหน้าแปลนเจาะยึดติดที่ถังไซโล ทำให้ไม่ต้องถึงถอดจากข้างในถังไซโล และมีความแข็งแรงต่อการกระแทกหรือสั่นสะเทือน มีซีลยางเพื่อป้องกันน้ำเข้า (IP54) โดยสามารถใช้กับงาน Out Door ได้ เช่น ฟาร์ม, โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีป้องกันปั๊มน้ำ, ปั๊มเคมี ไหม้หรือเสียหาย ด้วย Dry Run Protection

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      จากบทความครั้งที่แล้วที่เราได้นำเสนอกันไป ในหัวข้อ Dry Run Protection Relay กับ Phase Protection มีหลักการทำงานแตกต่างกันอย่างไร? โดยได้กล่าวถึงหลักการทำงานและประโยชน์ของการใช้งาน Dry Run/Load Protection Relay ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง? ในการเลือกติดตั้งใช้งานของอุปกรณ์ป้องกัน Dry Run Protection หรือ Run Dry Protection เพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า (Run Dry) โดยได้นำมาสรุปเป็นหัวข้อหลัก ๆ ที่สำคัญ ดังนี้      • ลดความเสียหายของปั๊มน้ำ โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับระบบแมคคานิค เช่น ไม่ต้องตัดท่อเพื่อติดตั้ง (อุปกรณ์ Flow Switch ต้องตัดท่อเพื่อติดตั้ง)      • สามารถนำอุปกรณ์ Dry Run Protection ไปติดตั้งภายในตู้คอนโทรลได้เลย สะดวกในการติดตั้งใช้งาน      • คล้องสายมอเตอร์ผ่านตัว Day Run เพื่อตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า (A) หรือตรวจเช็คค่า PF (Power Factor) ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยมอเตอร์ปั๊มน้ำ 3 เฟส จะเหมาะสำหรับการตรวจเช็คค่า PF (Power Factor) จะได้ความแม่นยำในการป้องกันมอเตอร์ปั๊มน้ำและมอเตอร์ปั๊มน้ำ 1 เฟส เหมาะสำหรับการตรวจเช็คค่ากระแสไฟฟ้า (A) ทำให้สามารถป้องกันปั๊มน้ำหรือปั๊มเคมีซึ่งมีราคาแพงไม่ให้เกิดความเสียหาย อุปกรณ์ป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำเดินตัวเปล่า (Dry Run Protection Relay) PM-007 Dry Run Protection Relay สามารถเลือกเงื่อนไขการทำงานของ Relay Output ได้ 2 Function คือ      1. ตั้งค่า PF เป็น Under Protection (Un) คือ ถ้าค่าที่วัดได้ต่ำกว่าค่า Setpoint ที่ตั้งไว้ PF = 0.8 (ขึ้นอยู่กับ Name Plate Motor แต่ละรุ่น) Relay Output จะสั่ง Motor หยุดทำงานหลังจากครบเวลา OFF Delay Time (DT) ที่ตั้งไว้ และจะกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากครบเวลา Recovery Time (RT) โดยตัว Dry Run จะสั่งให้มอเตอร์ปั๊มน้ำทำงานอีกครั้งแบบ Auto โดย Function นี้จะเหมาะสำหรับบ่อบาดาล เวลาน้ำแห้งจะสั่งตัดระบบและจะกลับมาทำงานในตอนมีน้ำ      2. ตั้งค่า PF เป็น Over Protection (Ov) คือ ถ้าค่าที่วัดได้สูงกว่าค่า Setpoint ที่ตั้งไว้ Relay Output จะสั่ง Motor หยุดทำงาน หลังจากครบเวลา OFF Delay Time (DT) ที่ตั้งไว้ ใช้กับงานประเภทป้องกันเกียร์ที่มี Ratio สูง ๆ รอบช้า ๆ เมื่อเกียร์รับโหลดมากกว่าปกติจะทำให้เกียร์เสียหาย *เหมาะสำหรับเช็คกระแส Load Protection*      Dry Run Protection Relay ทำหน้าที่ป้องกันมอเตอร์, ปั๊มน้ำ, ปั๊มเคมีหรือปั๊มน้ำบาดาลไม่ให้เดินตัวเปล่าโดยไม่มีน้ำ เพราะจะทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหายและสามารถเช็คความผิดปกติได้ 2 แบบ โดยมีในการต่อใช้งานสำหรับระบบไฟ 3 เฟส และระบบไฟ 1 เฟส (ดังรูป) การต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 3 เฟส Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติ ของ PF (Power Factor) (Cosθ) สำหรับระบบ 3 เฟส Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติ ของ PF (Power Factor) (Cosθ) สำหรับระบบ 3 เฟส โดยใช้ CT (Current Transformer) ภายนอก วงจรการต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 3 เฟส (รุ่น PM-007-380) วงจรการต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 3 เฟส CT ภายนอก 5A (รุ่น PM-007-5-380)      Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติของค่า PF (Cosθ) ของ Dry Run นั้น มีการเปลี่ยนแปลงตามโหลดมากกว่ากระแส เช่น ปั๊มน้ำที่มีโหลดต่ำกรณีน้ำขาดหรือไม่มีน้ำ ค่า PF จะต่ำ และเปลี่ยนเปลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ป้องกันปั๊มเสียหายได้ทันเวลา การต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 1 เฟส Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า (Amp) สำหรับระบบ 1 เฟส Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติ ของกระแสไฟฟ้า (Amp) สำหรับระบบ 1 เฟส โดยใช้ CT ภายนอก วงจรการต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 1 เฟส (รุ่น PM-007-220) วงจรการต่อใช้งาน Dry Run Protection Relay สำหรับระบบ 1 เฟส CT ภายนอก 5A (รุ่น PM-007-5-220)      Dry Run Protection Relay เช็คความผิดปกติทางกระแส (Amp) เหมาะสำหรับใช้กับ Motor 1 Phase เนื่องจาก 1 Phase ส่วนใหญ่เป็น Capacitor Motor ทำให้การเช็ค PF (Cosθ) อาจจะไม่แน่นอน อันเนื่องมาจาก Capacitor ที่ต่อกับวงจร ข้อดีของการเลือกใช้ Dry Run/Load Protection Relay      • สามารถป้องกันปั๊มน้ำหรือปั๊มเคมีเสียหายได้ทันท่วงที      • สามารถใช้กับมอเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ได้ถึง 1000 A (ต่อแบบ CT ภายนอก)      • ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับระบบท่อน้ำเดิมที่ใช้งานอยู่      • ลดการเดินสายของ Flow Switch      • ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง      • ราคาประหยัด ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Dry Run/Load Protection Relay ใช้ป้องกันสำหรับงานอุตสาหกรรมเคมี                      ใช้ป้องกันสำหรับงานบ่อน้ำบาดาล                      โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน Analog Input กับ PLC

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      พีแอลซี (PLC) ย่อมาจาก Programmable Logic Controller เป็นอุปกรณ์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือระบบต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ ปัจจุบัน PLC สามารถรับสัญญาณ Input จากอุปกรณ์เครื่องมือวัดได้โดยตรง โดยสามารถแบ่งประเภทของ Input/Output ออกได้เป็นอีก 2 ประเภท ดังนี้        Digital Input คือ อินพุตที่รับสัญญาณ ON และ OFF เช่น Push button, Proximity switch, Switch ON-OFF, Sensor PNP NPN, Relay, Encoder เป็นต้น      Analog Input คือ อินพุตที่รับสัญญาณ 4-20mA หรือ 0-10 VDC เช่น Pressure Transmitter, Temperater Controller, Humidity Transmitter, Temperature Sensor (RTD, Thermocouple), Flow Transmitter/Level Transmitter เป็นต้น        พีแอลซี (PLC) สามารถเขียนโปรแกรมสร้างฟังก์ชั่นและเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานได้ตามความต้องการ ถ้าต้องการจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานใหม่ก็สามารถทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมเพียงเท่านั้น        ซึ่งจากบทความที่ผ่านมาเราได้พูดถึงหัวข้อ “ทำไมต้องใช้ PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน” โดยได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้งาน PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักรแบบอัตโนมัติกันไปแล้วนั้น และในวันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับประเภทของอินพุตแบบอนาล็อก (Analog Input) เช่น 0-20mA, 4-20mA หรือ 0-10VDC เป็นต้น ซึ่งเป็นอินพุตที่เป็นมาตรฐานนิยมนำมาใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะนำมาต่อใช้งานกับ PLC ได้โดยตรงเพื่อควบคุมระบบอัตโนมัติในหัวข้อ “การต่อใช้งาน Analog Input กับ PLC” โดยมีตัวอย่างการต่อใช้งาน ดังนี้        ตัวอย่างการต่อสัญญาณ Analog Input ร่วมกับ PLC           Analog Input Current Wiring ตัวอย่างการต่อสัญญาณ Analog Input ของ Signal Transmitter รูปแบบแรงดัน 0-10VDC ร่วมกับ PLC             Analog Input Current Wiring ตัวอย่างการต่อสัญญาณ Analog Input ของ Humidity Transmitter รูปแบบกระแส 4-20mA ร่วมกับ PLC        ตัวย่างการประยุกต์ใช้งาน PLC     เครื่องอบวัตถุดิบการเกษตร เครื่องติดฉลากบนขวด เครื่องอบวัสดุทางอุตสาหกรรม     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
2 วิธีการเก็บบันทึกค่าน้ำหนักแบบไร้สาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันการชั่งน้ำหนักในภาคอุตสาหกรรมนิยมใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "โหลดเซลล์ (Load Cell)" มาเป็นอุปกรณ์ในการใช้วัดค่าน้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก โหลดเซลล์ (Load Cell) เป็นอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำในการวัดสูง และสามารถรองรับค่าน้ำหนักได้ปริมาณมาก ๆ ถึง 50 kTon ซึ่งความหมายของโหลดเซลล์ (Load Cell) เราได้มีการอธิบายไว้ในหัวข้อ “การต่อสายโหลดเซลล์ (Load cell) แบบ 4 สาย และ 6 สาย” ที่ผ่านมาแล้วนั้น ซึ่งหัวข้อในวันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับ  “2 วิธีการเก็บบันทึกค่าน้ำหนักแบบไร้สาย” ว่ามีวิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร?      1. การเก็บบันทึกค่าน้ำหนักแบบ RS-485 to WIFI      จากรูปเป็นการยกตัวอย่างการต่อโหลดเซลล์ (Load Cell) เข้ากับเครื่องแสดงผลค่าโหลดเซลล์ (Digital Load Cell Indicator) รุ่น CM-013 โดยมีพอร์ท RS-485 เพื่อนำค่าไปแสดงผลหรือเก็บบันทึกข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ โดยมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณจาก RS-485/RS-232 เป็น WIFI รุ่น RM-012-WIFI สามารถตั้งค่าอุปกรณ์ผ่านหน้า Web Browser ทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม      2. การเก็บบันทึกค่าน้ำหนักแบบ RS-485 to LoRaWAN      จากรูปเป็นการยกตัวอย่างการต่อ โหลดเซลล์ (Load Cell) เข้ากับเครื่องแสดงผลค่าโหลดเซลล์ (Digital Load Cell Indicator) รุ่น CM-013 โดยมีพอร์ท RS-485 เพื่อนำค่าไปแสดงผลหรือเก็บบันทึกข้อมูลที่คอมพิวเตอร์โดยมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณ RS485 เป็น LoRaWAN รุ่น RM-012-L รองรับอุปกรณ์ที่สื่อสารผ่าน RS485 Modbus RTU ได้ถึง 10 ตัวและเก็บข้อมูลได้ตัวละ 12 Register และสามารถสื่อสารได้ไกลถึง 1 กิโลเมตร ในที่โล่ง      ดังนั้น การเก็บข้อมูลแบบไร้สายดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์ ลดต้นทุนในการ Wiring สาย และสามารถเก็บบันทึกข้อมูลและ Monitor ดูค่าได้จากห้อง Control Room โดยที่ไม่ต้องจดบันทึกและเดินมาดูค่าที่จุดติดตั้ง      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้องใช้ PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันมีการใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าในการวัดค่าต่าง ๆ ในงานอุตสาหกรรม เช่น การวัดค่าแรงดัน (Pressure), อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Electrical Energy) เป็นต้น ภายในกระบวนการ โดยมีเครื่องควบคุมที่รับสัญญาณอินพุตแบบอนาล็อก (4-20mA/0-10VDC) จากอุปกรณ์เครื่องมือวัดเหล่านี้ และมีหน้าคอนแทคเอาต์พุตสำหรับตัด-ต่อ (Relay Output) ของอุปกรณ์ตัวนั้น ๆ ในการควบคุมจะสามารถควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ ได้เพียงตัวต่อตัวเท่านั้น ซึ่งหากในระบบมีอุปกรณ์เครื่องมือวัดหลาย ๆ ตัว จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องควบคุมการทำงานแบบอัตโนมัติสำหรับควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือวัดหรือควบคุม Robot ตลอดจนควบคุมการทำงานของเครื่องจักร (Auto Machine) เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง Solution ในระบบ ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านี้ก็คือ PLC (พีแอลซี) ย่อมาจาก Programmable Logic Control และ HMI ย่อมาจาก (Human Machine Interface) ซึ่งเราได้มีการนำเสนอข้อมูลกันไปแล้วในหัวข้อ PLC + HMI คืออะไร?        ปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบของ PLC (พีแอลซี) ที่มี HMI อยู่ภายในตัวเดียว เพื่อง่ายต่อการออกแบบทำให้เป็น PLC+HMI (Programmable Logic Control + Human Machine Interface) รวมอยู่ในตัวเดียวกัน โดยที่ PLC+HMI เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมระบบการทำงานของเครื่องจักรต่าง ๆ สามารถใช้แทนการควบคุมแบบวงจรรีเลย์ (Relay Circuit) ที่ใช้งานยุ่งยากในอดีต เนื่องจาก PLC+HMI สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ Input และ Output ได้โดยตรง โดยที่เราสามารถเขียนโปรแกรมคำสั่งป้อนเข้าไปในอุปกรณ์ PLC+HMI โดยการใช้โปรแกรม Ladder ตามที่ต้องการก็สามารถใช้งานได้ทันที หรือหากต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขการทำงานของเครื่องจักรใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่เปลี่ยนแปลงคำสั่งในโปรแกรมใหม่เท่านั้นเอง โดยมีตัวอย่างหน้าตาของ Ladder Program (ดังรูป)    ตัวอย่าง Ladder Program        PLC+HMI ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ทั้งในส่วนของ Hardware และ Software โดยเฉพาะระบบการประมวลผลของไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) ให้มีการตอบสนองที่เร็วขึ้น มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง และมีฟังก์ชั่นในการจัดเก็บหรือถ่ายโอนข้อมูลได้ง่าย ทำให้ง่ายต่องานที่มีความซับซ้อน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมยาง, อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมในยุค 4.0 เป็นอย่างมาก ซึ่งในในวันนี้เราจะมาพูดถึงประโยชน์ของการใช้ PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักร ในหัวข้อ "ทำไมต้องใช้ PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน"        ประโยชน์ของการใช้งาน PLC+HMI ในการควบคุมเครื่องจักร ดังนี้         • PLC+HMI ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องจักรต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ         • PLC+HMI เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ Input และ Output ได้หลากหลาย         • PLC+HMI ง่ายต่อการใช้งาน ตรวจสอบการทำงาน หรือการ Maintenance         • PLC+HMI มีฟังก์ชั่นต่าง ๆ การทำงานหลากหลาย สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับงานอุตสาหกรรมได้มากมาย         • PLC+HMI ลดความซับซ้อนในการออกแบบระบบ เนื่องจากมีทั้ง HMI และ PLC อยู่ภายในตัวเดียว        ซึ่ง PLC+HMI มีหลากหลายรุ่นที่แตกต่างกัน ในที่นี้จะยกตัวอย่าง PLC ยี่ห้อ Unitronics เพื่อให้ผู้ใช้งานได้พิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้         • PLC ที่มีขนาดเล็ก (Micro PLC) เช่น รุ่น Jazz series, Jazz-J series, M91 เป็นต้น             - มีจำนวน Input/Output ไม่มากนักสำหรับใชักับงานที่มีเงื่อนไขไม่ซับซ้อนมาก         • Vision PLC เช่น รุ่น V120, V230, V290, V130-J, V350-J, V560, V570, V700-T20BJ, V1210-T2BJ, V1040-T20B เป็นต้น             - สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen         • UniStream PLC เช่น รุ่น US5-B10-B1, USP-156-B10, USP-104-B10 เป็นต้น             - เน้นกับงานที่ใช้กราฟฟิค หน้าจอแบบ Touch Screen         • Samba PLC เช่น รุ่น SM35, SM43, SM70 เป็นต้น             - สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen (ราคาถูก) และรูปแบบในการตั้งค่าต่าง ๆ ที่ตัว PLC+HMI  เช่น PLC แบบใช้ปุ่มกด (Keypad Switch), PLC แบบ Touch Screen เป็นต้น        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน   ระบบเครื่องกรองน้ำอัตโนมัติ ระบบพาสเจอร์ไรซ์ ระบบเครื่องพลังงานทดแทนด้วยลม   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Temperature Controller แบบ Fuzzy Control ดีกว่า PID Control อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Temperature Controller (เครื่องควบคุมอุณหภูมิ) ที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ เหมาะสำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์, อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์, ห้องเย็น, ห้องควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น โดยได้นำเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), Thermocouple, PT100, NTC, PTC มาใช้เป็นสัญญาณอินพุต (Input) ให้กับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาวะคงที่ ที่ต้องการใช้ในงานนั้น ๆ ซึ่งโดยหลัก ๆ การควมคุมอุณหภูมิของ Temperature Controller นั้น มีรูปแบบวิธีการในการควบคุมอุณหภูมิ เช่น ระบบการควบคุมแบบ ON-OFF (ON-OFF Control), ระบบการควบคุมแบบ Fuzzy (Fuzzy Control), ระบบการควบคุมแบบ PID (PID Control) เป็นต้น โดยในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงเฉพาะการควบคุมแบบ Fuzzy Control และ PID Control เนื่องจาก การควบคุมแบบ ON-OFF นั้น เป็นการควบคุมแบบง่าย เอาต์พุตทำงานเพียง 2 สถานะ คือ ON-OFF ราคาไม่แพง และใช้กับงานทั่วไปที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก โดยสามารถยอมรับผลของอุณหภูมิที่มีการแกว่งได้ ในหัวข้อ Temperature Controller (เครื่องควบคุมอุณหภูมิ) แบบ  Fuzzy Control ดีกว่า PID Control อย่างไร?        ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับรูปแบบการควบคุมของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) แบบ Fuzzy Control และ PID Control กันก่อน ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร?        Fuzzy Control เป็นรูปแบบการควบคุมที่ช่วยให้การควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ค่าเป้าหมาย คือ SV (Set Point Value) เป็นไปอย่างราบเรียบ มีการเกิดการแกว่งหรือ Overshoot ของ PV (Process Value) ที่ต่ำ โดยอาศัยการแบ่งช่วงการจ่ายสัญญาณเอาต์พุตออกเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับค่า Error หรือผลต่างระหว่าง Input PV กับ SV ซึ่งสามารถเป็นค่าได้ทั้งบวกและลบ โดยการควบคุมแบบ Fuzzy Control สามารถตอบสนองต่อสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี การควบคุมอุณหภูมิคงที่และมีความแม่นยำ เหมาะสมกับการควบคุมอุณหภูมิในงานที่ต้องการให้อุณหภูมิเข้าถึงค่า Setpoint ได้เร็ว และงานที่มีค่า Dead Time มาก ๆ เช่น งานเตาอบ ที่มีการเปิด-ปิด ประตูบ่อย (ดังกราฟที่ 1) กราฟที่ 1 แสดงการควบคุมรูปแบบ Fuzzy Control        PID Control หรือ Proportional Integral Derivative Control เป็นระบบควบคุมแบบป้อนกลับ (Feedback Control) ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งค่าที่นำไปใช้ในการคำนวณเป็นค่าความผิดพลาด (Error value) ที่หามาจากความแตกต่างของตัวแปรในกระบวนการและค่าที่ต้องการ โดยการควบคุมแบบ PID Control เป็นการรวมเอาการควบคุม 3 ส่วน ที่สำคัญด้วยกัน ดังนี้ กราฟที่ 2 แสดงการควบคุมรูปแบบ PID Control        โดยตัวควบคุมจะพยายามลดค่าผิดพลาด (Error value) ให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการปรับค่าสัญญาณขาเข้าของกระบวนการ (Process) และการควบคุมทั้ง 3 ส่วนนี้จะช่วยส่งเสริมและชดเชยการควบคุมให้มีเสถียรภาพที่สุด แต่อย่างไรก็ตามการควบคุมแบบ PID Control ยังไม่มีความยืดหยุ่นพอที่จะควบคุมบางระบบที่มีความซับซ้อนได้ เช่น ระบบที่มีค่า Dead Time มาก ๆ, เตาอบที่มีการเปิด-ปิด ประตูบ่อย เป็นต้น (ดังกราฟที่ 2) กราฟที่ 3 แสดงการควบคุมรูปแบบ Fuzzy Control และPID Control        จากข้อมูลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ระบบการควบคุมแบบ PID Control และ Fuzzy Control ของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) สามารถสรุปผลการควบคุมโดยแสดงได้ดังกราฟที่ 3 ดังนี้        จากกราฟที่ 3 จะเห็นว่าการควบคุมแบบ Fuzzy Control จะสามารถควบคุมระบบได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า มีการแกว่งของอุณหภูมิหรือการเกิด Overshoot ที่น้อยกว่าการควบคุมแบบ PID Control โดยเข้าสู่ค่าที่ตั้งไว้ หรือ Set Point ด้วยเวลาที่สั้นกว่า สามารถเป็นค่าได้ทั้งบวกและลบ เพื่อให้สามารถทำให้ระบบของการควบคุมนั้นสามารถตอบสนองต่อสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ทำให้เสถียรภาพในการควบคุมนั้นคงที่ภายใต้สัญญาณรบกวนต่าง ๆ หรือ Disturbances        อย่างไรก็ตาม วิธีการคิดและการควบคุมทั้งหมดของ Temperature Controller ที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการควบคุมแบบการป้อนกลับ Feedback Control หรือ Close Loop Control System ทั้งสิ้น โดยกระบวนการควบคุมแบบนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นการควบคุมแบบมาตรฐานที่ใช้ในระบบอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถจัดการกับสัญญาณรบกวนต่าง ๆ และควบคุมระบบให้เข้าสู่ค่าที่ตั้งไว้ได้ดี        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน     การติดตั้ง Temperature Controller เครื่องควบคุมอุณหภูมิ รุ่น TTM-i4N โดยรูปแบบการควบคุม แบบ Fuzzy Control สำหรับงานอบอาหารหรือชิ้นงาน   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Flow Switch แตกต่างจาก Flow Meter อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Flow (การไหล) หรือ ของไหล (Fluid) คือ สสารที่สามารถเปลี่ยนรูปและเคลื่อนที่ได้โดยอาศัยแรงของภาชนะเหล่านั้นในการบังคับรูปทรงของไหล ในรูปแบบของของเหลว (Liquid) เช่น น้ำ, ไอ (Vapor), แก๊ส (Gas) เป็นต้น ตามรูปทรงของภาชนะต่าง ๆ ที่บรรจุ ซึ่งของไหล (Fluid) ดังกล่าวถูกนำมาควบคุมในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยการใช้อุปกรณ์ เช่น โฟลว์สวิทช์ (Flow Switch) หรือ โฟลว์มิเตอร์ (Flow Meter) เป็นต้น มาใช้ในการวัดปริมาตร ปริมาณหรืออัตราการเคลื่อนที่ของของไหล (Fluid) ผ่านภาชนะ เช่น ท่อหรือราง เป็นต้น เพื่อบังคับควบคุมทิศทางการไหลให้ไหลไปในทิศทางที่ต้องการ (Flow Direction) โดยโฟลว์สวิทช์ (Flow Switch) และโฟลว์มิเตอร์ (Flow Meter) มีความแตกต่างกันอย่างไรนั้น ในวันนี้เราจะมาแนะนำกันในหัวข้อ Flow Switch แตกต่างจาก Flow Meter อย่างไร?        โฟลว์สวิทช์ (Flow Switch) เป็นอุปกรณ์ชนิดที่เป็นสวิทช์ (ON-OFF) ที่ติดตั้งไว้กับท่อ เป็น Flow สวิทช์แบบใบพาย (รุ่น WS-01) เพื่อตรวจจับการไหลของน้ำหรือของไหลในท่อ เมื่อมีของไหลผ่านจะทำให้หน้าสัมผัส (Relay Contact) ของสวิทช์ทำงาน โดยหน้าสัมผัสมีทั้งแบบปกติปิด (NC) และแบบปกติเปิด (NO) ต่อใช้งานในการควบคุมการไหลเพื่อคุมปั๊ม เช่น ใช้สำหรับตรวจจับการไหลของน้ำในการป้องกันปั๊มน้ำไม่ให้เดินตัวเปล่า เนื่องจากจะทำใหปั๊มน้ำเกิดความเสียหาย (Run Dry) ดังรูป 1.1 รูป 1.1 ลักษณะการติดตั้ง Flow Switch โดยการยึดเกลียว เพื่อตรวจจับอัตราการไหลของน้ำในท่อ รุ่น WS-01 (แบบใบพาย 3 ระดับ)        ข้อแนะนำ : การติดตั้งตัว Flow Switch แบบใบพาย ควรเว้นระยะห่างจากข้องอ, วาล์วหรืออุปกรณ์อื่น ๆ อย่างน้อย 5 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ จึงจะสามารถทำงานได้ดีที่สุด        โฟลว์มิเตอร์ (Flow Meter) เป็นส่วนหนึ่งของการวัดการไหล (Flow Measurement) ซึ่ง Flow Meter ทำหน้าที่ในการวัดปริมาตร, ปริมาณหรืออัตราการเคลื่อนที่ของไหล (Fluid) ผ่านภาชนะ เช่น ท่อหรือราง เป็นต้น โดยสามารถหาค่าพื้นที่หน้าตัด ปริมาตร เทียบกับว่าเวลาที่ของไหลนั้นไหลผ่านมาได้ ซึ่งโดยปกติจะไม่วัดค่าได้แบบตรง ๆ แต่จะอาศัยการวัดค่าความเร็ว (Speed)  ของการเคลื่อนที่จากของไหล (Fluid) ที่เกิดจากค่าความดัน จาก 2 จุด จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการไหลจากของไหล โดยหากความดันฝั่งใดมีความดันที่มากกว่าก็จะดันให้ของไหลนั้นไหลไปยังฝั่งที่มีค่าความดันต่ำกว่า และนำค่าความเร็วมาคูณกับพื้นที่หน้าตัด ก็จะได้เป็นค่าอัตราการไหล (Flow Rate) ออกมา และโฟลว์มิเตอร์ (Flow Meter) ยังมีชนิดที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับการไหล (Flow Sensor) หรือเซ็นเซอร์ส่งสัญญาณการไหล (Flow Transmitter) ที่สามารถแสดงค่าได้อีกด้วย ดังรูป 1.2 รูป 1.2 ชนิดของ Flow Meter ที่มีหน้าจอแสดงผลของกการวัดปริมาตร, ปริมาณหรืออัตราการเคลื่อนที่ของไหล (Fluid) เป็นต้น        สรุปความแตกต่างระหว่าง Flow Switch กับ Flow Meter   Flow Switch Flow Meter • ไม่มีหน้าจอแสดงผลอัตราการไหล • เอาท์พุทแบบ Relay Output • ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ • มีความแม่นยำในการวัดน้อยกว่า Flow Meter • มีหน้าจอแสดงผลอัตราการไหลแบบเข็มและแบบดิจิตอล • มีเอาท์พุทแบบ 4-20mA, Pulse Output • สามารถบันทึกข้อมูลได้ • มีความแม่นยำในการวัดมากกว่า Flow Switch      จากที่ได้ทราบข้อแตกต่างระหว่าง Flow Switch กับ Flow Meter กันไปแล้วนั้น จากข้อมูลดังกล่าวแล้ว โดยธรรมชาติของของไหล (Fluid) ยังมีตัวแปรหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการวัดของอุปกรณ์ Flow Switch, Flow Meter, Flow Sensor, Flow Transmitter มีค่าความคลาดเคลื่อนในการวัด ดังนี้        ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถส่งผลกระทบกับการวัดอัตราการไหล ของ Flow Switch และ Flow Meter, Flow Sensor, Flow Transmitter ดังนี้         • อุณหภูมิ (Temperature) ผลจากการเปลียนแปลงอุณหภูมิของของไหล มีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหล ซึ่งจำเป็นต้องมีการวัดค่าของอุณหภูมิ เพื่อนำมาเป็นค่าชดเชยในการวัด         • ความดัน (Pressure) จะเป็นตัวอ้างอิงในการวัดค่าการวัดอัตราการไหลของปริมาตร ซึ่งจะนิยมระบุไว้ในกรณีที่การวัดนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้ความดันบรรยากาศ         • ความหนืด (Viscosity) หรือ ค่าแรงต้านการไหลของของไหล ซึ่งเป็นสมบัติเฉพาะตัวของของไหลต่าง ๆ โดยถ้าค่าความหนืดมีค่าสูงจะต้องใช้ค่าความต่างของแรงดันมากเพื่อให้ของไหลนั้นเคลื่อนที่ โดยค่าความหนืดสามารถหาได้จากค่าแรงเค้นเฉือนต่ออัตราเฉือน         • ความหนาแน่น (Density) อัตราส่วนระหว่างปริมาณของมวลสารต่อหน่วยปริมาตร ซึ่งเป็นสมบัติทางกายภาพของวัสดุ         • ความอัดตัวได้ (Compressibility) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงปริมาตรต่อความดัน โดยความดันจะมีผลต่อปริมาตรเป็นอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องนำค่าความดันมาคิดด้วย         • แรงตึงผิว (Surface Tension) คือค่าแรงต้านที่ผิวหน้าของของเหลว ซึ่งเป็นแรงที่ใช้ยึดเกาะติดระหว่างพื้นผิวของโมเลกุล   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) คือ อุปกรณ์แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ AC (Alternating Current) ที่มีแรงดันสูง (High Voltage) แปลงเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง DC (Direct Current) ที่มีแรงดันต่ำ (LowVoltage) เช่น จากแรงดันไฟฟ้าทางด้านอินพุต (Input) 220Vac แปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าทางด้านเอาต์พุต (Output) ที่มีแรงดันต่ำ 5Vdc, 12Vdc, 24Vdc เป็นต้น        สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) จะทำงานในลักษณะเดียวกันกับหม้อแปลงแรงดัน (Transformer) ทั่วไป แต่สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและมีขนาดเล็กกว่า โดยหลักการทั่วไปของสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) จะประกอบด้วยดังนี้         1. เรคติไฟเออร์ (Rectifier) ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ AC (Alternating Current) ให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง DC (Direct Current)         2. คอนเวอร์เตอร์ (Converter) ทำหน้าที่แปลงความถี่แรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (Frequency Converter DC Voltage) ให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่ความถี่สูง (High Frequency AC Voltage) และแปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) โดยมีความต้านทานทางด้านเอาต์พุตของแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้ได้ตามความต้องการอีกครั้ง (ดังรูป) รูปแสดงส่วนประกอบภายในโครงสร้างของสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply)        ปัจจุบันได้มีการนำเอาสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) มาใช้สำหรับแปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่มีแรงดันสูง แปลงเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่มีแรงดันต่ำ กันอย่างแพร่หลายในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม, องค์กร, สำนักงาน ฯลฯ เนื่องจากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างจำเป็นต้องใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำแบบกระแสตรง (DC) เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องใช้ในสำนักงาน, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม, อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เพื่อให้สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้ และในการเลือกใช้งานสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) ให้เหมาะสมนั้น ควรมีหลักในการเลือกอย่างไร โดยในวันนี้เราจะมาแนะกันในหัวข้อ “สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply)” ว่าควรพิจารณาอะไรบ้าง ดังนี้        1. ก่อนที่จะเลือกซื้อต้องทราบว่าในระบบต้องใช้กระแสไฟฟ้าและแรงดันอินพุตเท่าไร เช่น โหลดกินไฟ 24VDC 100W มีขั้นตอนการคำนวณดังนี้           วิธีการคำนวน คือ I = P/V = 100W/24V = 4.167A ดังนั้น เราควรเลือกสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) มากกว่า 4.167A ขึ้นไป เช่น รุ่น PM-024S-5(5A) เป็นต้น                * I แทนด้วยค่ากระแส (Current), P แทนด้วยค่ากำลังวัตต์ (Watt), V แทนด้วยค่าแรงดัน (Voltage) *        2. เลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ในการติดตั้ง (Installation) โดยสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) มีรูปแบบลักษณะการติดตั้งดังนี้           • แบบ Front Mounting : กรณีมีพื้นที่เยอะและสามารถเจาะติดกับตู้คอนโทรลได้           • แบบยึดราง (Din-Rail) : ถูกออกแบบมาใช้กับตู้คอนโทรลในงานอุตสาหกรรมมาโดยเฉพาะ ซึ่งมีขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพสูงและมีระบบการป้องกันที่ดี        3. การพิจารณาเลือกซื้อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) ที่มีระบบการป้องกัน (Protection) ต่าง ๆ เช่น ระบบ  Short Circuit, Over Load, Over Voltage, Over Current หรือ Over Temperature เป็นต้น        4. ควรเลือกสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) ที่มีโครงสร้างในการระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากความร้อนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) มีอายุการใช้งานที่สั้นลง        จากข้อมูลหลัก ๆ ที่ทางเราได้นำเสนอข้างต้นนั้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพิจารณาในการเลือกซื้อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานสำหรับโหลดในระบบได้        ตัวอย่างสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) ที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาคอุตสาหกรรม   Switching Power Supply รุ่น PM-024S-5 : Rate Current 5A Switching Power Supply รุ่น PM-024S-2.5 : Rate Current 2.5A Switching Power Supply รุ่น PM-024S-1.2 : Rate Current 1.2A      นอกจากนี้ สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) ยังถูกนำมาต่อใช้งานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแหล่งจ่ายแยก (Sink) หรือ Supply แยก ร่วมกับอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ ดังตัวอย่าง เช่น การต่อสัญญาณ 4-20mA (Pressure Transmitter) แบบ 2 สาย (4-20mA 2-Wire), การต่อสัญญาณ 4-20mA (Humidity Transmitter) แบบ 3 สาย (4-20mA 3-Wire) หรือการต่อสัญญาณ 4-20mA (Non-Contact Thermometer) แบบ 4 สาย (4-20mA 4-Wire) เป็นต้น โดยการต่อสัญญาณอนาล็อก 4-20mA แบบ 2 สาย, แบบ 3 สาย และแบบ 4 สายนี้ ขึ้นอยู่กับสัญญาณเอาต์พุต (Signal Output) ของอุปกรณ์เครื่องมือวัดหรือเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่นำมาใช้งาน      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS485 MODBUS Protocol

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      MODBUS Protocol คือ โปรโตคอล (Protocol) หรือ รูปแบบการสื่อสารข้อมูลดิจิตอลแบบอนุกรมรูปแบบหนึ่ง ในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอุปกรณ์ที่ต้องการข้อมูล เรียกว่า Modbus Master ส่วนอุปกรณ์ที่ให้ข้อมูลที่ต้องการ เรียกว่า Modbus Slave ซึ่งปัจจุบันการสื่อสารข้อมูลแบบ Modbus Protocol ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือวัดอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะใช้ RS485 แบบ Modbus RTU Protocol เช่น Power Meter, Digital Indicator, I/O Modules, PLC เป็นต้น ในการรับส่งข้อมูล โดย MODBUS เป็นแค่เพียงโปรโตคอล (Protocol) หรือภาษาที่ใช้สื่อสารในคอมพิวเตอร์เท่านั้น ส่วน RS485 จะเป็นวิธีการส่งข้อมูลลักษณะการเดินสายไฟ 2 เส้น (A กับ B) ของรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายในระบบ โดย MODBUS สามารถประยุกต์ใช้กับการสื่อสารแบบอนุกรมลักษณะอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็น RS232/RS422 หรือ RS432 เป็นต้น ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดการใช้งานเฉพาะ RS485 เพียงอย่างเดียว และ Modbus Protocol เป็นระบบเปิด (Open System) ผู้ใช้งานจึงสามารถพัฒนาในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ โดย MODBUS ยังสามารถรองรับและใช้งานร่วมกับ Application จำพวก SCADA และ HMI Software ได้อีกด้วย      การสื่อสารด้วย RS485 MODBUS RTU Protocol นั้น เป็นลักษณะของการสื่อสารในรูปแบบของ Hardware ที่มีเพียงการต่อสายเพียง 2 เส้น ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำลักษณะของการสื่อสาร (Communication) โดยการรับสัญญาณการสั่งงานผ่านอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขหรือตัวอักษรแบบดิจิตอล ผ่าน RS485 Modbus RTU หรือ ASCII Protocol ที่เป็นมาตรฐานในโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485” ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อสามารถตอบโจทย์กับการนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรม        อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขหรือตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication รับ-ส่ง ข้อมูลเพื่อแสดงผลด้วย RS-485 MODBUS RTU หรือ ASCII Protocol   TSM-94 : Digital Remote Display Panel TSM-94-B : Digital Remote Big Display Panel      การทำงานของอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษรสั่งผ่าน RS-485 Communication รุ่น TSM-94/TSM-94-B จะทำหน้าที่เป็น Slave Device ใน Bus สื่อสารรอรับข้อมูลจาก Master Device เพื่อแสดงผลและสั่ง ON-OFF Relay Alarm ด้วย Function Force Coil และสามารถตั้งค่า Device ID ของตัวอุปกรณ์, Baud Rate, Parity และ Stop Bits ได้ มีข้อดีดังนี้        ข้อดีของ “อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication”         1. สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์, PLC, HMI, เพื่อรับข้อมูลมาแสดงผลตัวเลขหรือตัวอักษร หรือสั่ง ON-OFF Relay Alarm ได้โดยตรงโดยผ่าน RS-485 Communication         2. สามารถรองรับการสื่อสารได้ทั้งแบบ MODBUS RTU หรือ MODBUS ASCII ที่เป็นมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม        ตัวอย่างการนำไปใช้งานอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication รูปแสดงการประยุกต์ใช้งานของอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษรสั่งผ่าน RS-485 Communication รุ่น TSM-94 โดยการรับค่าต่าง ๆ จาก PLC        อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน Communication RS-485 รุ่น TSM-94 (Digital Remote Display Panel) และ รุ่น TSM-94-B (Digital Remote Big Display Panel) ช่วยให้เรารับรู้หรือดูค่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการได้ โดยการรับค่าต่าง ๆ จาก PLC ที่อยู่หน้างาน เพื่อมาแสดงผลที่ห้อง Control Roomโดยสามารถเดินสายสัญญาณ RS485 ได้ไกลสุด1.2 km.        อุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication รุ่น TSM-94/TSM-94-B มีรูปแบบในการเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ Software Prisoft หรือ PLC ได้ ดังนี้           • รูปแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลตัวเลขหรือตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication ใช้งานร่วมกับ Software Prisoft รูปแสดงการเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษรสั่งผ่าน RS-485 Communication รุ่น TSM-94 และ TSM-94-B ใช้งานร่วมกับ Software Prisoft           • รูปแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลตัวเลขหรือตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communicationใช้งานร่วมกับ PLC (Unitronics) รูปแสดงแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษรสั่งผ่าน RS-485 Communication รุ่น TSM-94 และ TSM-94-B ใช้งานร่วมกับ PLC Unitronics        ตัวอย่างติดตั้งใช้งานอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication (Digital Remote Display Panel)      จากรูป เป็นการนำอุปกรณ์แสดงผลตัวเลขและตัวอักษร โดยสั่งผ่าน RS-485 Communication (Digital Remote Display Panel) รุ่น TSM-94 เพื่อรับข้อมูลจาก Scada ที่ดึงมาจาก Power Meter เพื่อ Monitor ค่าต่าง ๆ เช่น Volt 1, Volt 2, Volt 3, PF, Amp, KW เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การคำนวณเลือกฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) เป็นฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ที่มีครีบสแตนเลสช่วยในการกระจายความร้อนออกจากตัวฮีตเตอร์ (Finned  Heater) เพื่อให้ความร้อนในงานอากาศที่ต้องใช้ความร้อนกับชิ้นงาน โดยใช้หลักการการนำพาความร้อน เหมาะสำหรับใช้งานในตู้อบหรืองานที่ต้องให้ความร้อนกับอากาศภายในห้อง เช่น งานอบชิ้นงานอุตสาหกรรมรถยนต์, อบพลาสติก, อบไม้, อบแม่พิมพ์, อบสี, อบใยผ้า, ลดความชื้นในระบบทำความเย็น เป็นต้น โดยต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sesnor), เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), โซลิตสเตทรีเลย์ (Solid State Relay) เพื่อควบคุมในระบบ        ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) จะมีรูปร่าง (Shape) แบบต่าง ๆ โดยมีลักษณะติดตั้งแบบไม่มีเกลียวและลักษณะติดตั้งแบบมีเกลียว ดังนี้   ฮีตเตอร์ครีบแบบตัว U (U-Shape Finned Heater) ฮีตเตอร์ครีบแบบตัว I (I-Shape Finned Heater) ฮีตเตอร์ครีบแบบตัว W (W-Shape Finned Heater)         ในการเลือกใช้งานฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ควรมีหลักข้อควรระวังและการพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับงาน ดังนี้          ข้อควรระวังฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater)              • ตรวจสอบขนาด, ขนาดวัตต์ (Watt), จำนวนของฮีตเตอร์ ให้เหมาะสมกับงานที่ใช้              • กรณีติดตั้งฮีตเตอร์ ควรเลือกพัดลมขนาดที่เหมาะกับจำนวนของฮีตเตอร์เพื่อใช้ในการนำพาความร้อนไปใช้งาน              • ตู้อบหรือห้องอบที่ทำอุณหภูมิสูง ควรเลือกชนิดของท่อฮีตเตอร์ให้เหมาะต่อการใช้งาน              • ไม่ควรใช้กับงานลักษณะร่วมกับของเหลว เนื่องจากจะเกิดตะกรันจับที่ครีบของฮีตเตอร์ ทำให้ความร้อนไม่สามารถถ่ายเทได้              • กรณีที่ให้ความร้อนกับอากาศที่ไม่หมุนเวียนควรเลือกวัสดุที่ใช้ทำฮีตเตอร์เป็นอินโคลอย เนื่องจากมีคุณสมบัติถ่ายเทความร้อนได้ดีและทนอุุณภูมิได้สูงกว่าชนิดอื่น      นอกจากข้อควรระวังดังกล่าวมาข้างต้น อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่สำคัญในการเลือกฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) คือ การคำนวณอุณหภูมิและขนาดวัตต์ (Watt) ของฮีตเตอร์ ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำสูตรและวิธีการคำนวณเพื่อเลือกใช้งานฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ในหัวข้อ “การคำนวณเลือกฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ให้เหมาะสมกับงาน”  ดังนี้        วิธีการคำนวณอุณหภูมิและขนาดของฮีตเตอร์ตู้อบ      ตัวอย่าง  มีตู้ขนาด กว้าง 1.5 เมตร x ลึก1 เมตร x สูง 2 เมตร ต้องการ Heater เพื่ออบแม่พิมพ์ โดยให้ทําอุณหภูมิที่ 200  ํC ภายในเวลา 1 ชั่วโมง      หลังจากที่เราทราบแล้วว่าตุ้อบนี้ต้องการพลังงาน 11.1 kW เพื่อให้ได้อุณหภูมิ 200  ํC  ภายในเวลา 1 ชั่วโมง กันไปแล้วนั้น ซึ่งขั้นตอนต่อไปเราจะมาเลือกฮีตเตอร์ (Heater) โดยในกรณีนี้เราจะยกตัวอย่างฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) รุ่น FH-Series เลือกติดตั้งตามแนวลึกของตู้ เนื่องจากตู้มีความลึก 1 เมตร จะเลือกฮีตเตอร์ (Heater) ที่ความยาว 700 - 800 mm. ติดตั้ง 3 ด้าน คือ ด้านซ้าย, ด้านบนและด้านขวา จำนวนรวม 12-15 ตัว เป็นต้น ตัวอย่างฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) รุ่น FH-Series        การติดตั้งฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) สามารถทำได้ 2 วิธี คือ         1. ติดตั้งแบบให้ความร้อนโดยตรง         2. ติดตั้งแบบส่งผ่านความร้อนจากห้องเผาไปยังห้องอบโดยใช้ลมร้อน        ลักษณะการนำฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) มาประยุกต์ใช้งาน   Finned Heater Element HVAC Electric Duct Heater Installation & Calculation      • งานอบแห้ง, ไล่ความชื้น      • ใช้สำหรับงานที่ต้องให้ความร้อนการอากาศ      • ใช้ในท่อ Duct      • งานเตาอบต่าง ๆ      นอกจากฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) เพื่อให้ความร้อนกับงานอากาศแล้ว ทางเรายังมีฮีตเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่เครื่องฉีดพลาสติก, ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) เพื่อให้ความร้อนกับแผ่นแม่พิมพ์, ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) เพื่อต้มน้ำมัน ของเหลว หรือต้มสารเคมี, ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่แม่พิมพ์ ในการอุ่นของเหลว อุ่นกาว, ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) เพื่อให้ความร้อนในการอุ่นของเหลว, ไล่ความชื้น, ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater) ให้ความร้อนโดยการแผ่รังสี งานอบสี, อบขนม, อบอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ทางเรายังมีทีมงานวิศวกรพร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบฮีตเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อตอบสนองการใช้ในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ป้องกันน้ำรั่วด้วย Leak Detector

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในโรงงานอุตสาหกรรมหรือที่พักอาศัย, อาคารสำนักงาน ส่วนใหญ่จะมีระบบการจัดการน้ำ (Water Management System) เพื่อใช้ในระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ หากไม่มีระบบจัดการน้ำที่ดีอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะน้ำรั่ว, น้ำล้น หรือน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นได้ และผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งต่อตัวผู้ปฏิบัติงานเองและกระบวนการผลิต เช่น สภาพแวดล้อมในการทำงาน, ไลน์การผลิต, ระบบไฟฟ้า, อุปกรณ์ต่าง ๆในเครื่องจักรหรือตู้คอนโทรลระบบ Data Center ในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีระบบการจัดการและป้องกันน้ำหรือน้ำมันรั่วไหล ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อระบบได้        ดังนั้น วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น เราจะมาแนะนำทำความรู้จักกับอุปกรณ์ Leak Detector ในหัวข้อ "ป้องกันน้ำรั่วด้วย Leak Detector" ว่าจะช่วยป้องกันและลดปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร?  (ดังรูป) รูปตัวอย่างการติดตั้ง Leak Detector และหัวอิเล็กโทรดพร้อมก้านอิเล็กโทรด จำนวน 2 ก้าน (Electrode Holder with 2 Electrode)        Leak Detector หรือ อุปกรณ์ตรวจจับน้ำล้น, น้ำรั่วหรือน้ำมันรั่ว ในระบบจัดเก็บน้ำหรือน้ำมันตามที่พักอาศัย, อาคาร, คอนโด, โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ในการช่วยแจ้งเตือนเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดน้ำรั่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ        หลักการทำงาน โดย Leak Detector จะมีหัวอิเล็กโทรด (รุ่น EH-01-3P-L) พร้อมก้านอิเล็กโทรด จำนวน 2 ก้าน (Electrode Holder with 2 Electrode) ติดตั้งไว้ในตำแหน่งต่ำสุดของระบบ ที่เรียกว่า "ตำแหน่งช่องพักน้ำ" หรือ "ท่อน้ำทิ้งที่ต่ำสุด" โดยเมื่อมีน้ำรั่วในระบบจากถังเก็บน้ำ จะทำให้น้ำไหลเข้ามารวมกันที่ช่องพักน้ำ ทำให้ก้านอิเล็กโทรด (Electrode) 2 ก้านช็อตถึงกัน โดยจะใช้อุปกรณ์ควบคุมการตรวจจับระดับน้ำหรือของเหลว Level Control (รุ่น PM-021N-1) มาควบคุม ทำให้ Relay Output ของตัว Level Control ทำงาน และสามารถนำเอาหน้าสัมผัส (Contact) ของตัว Level Control นำออกไปต่อใช้งานในการควบคุมไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warnig Light) เพื่อแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานได้   ตัวอย่างการทำงาน Discharging Electrode Holder with 2 Electrode Level Control      ประโยชน์ของการติดตั้ง Leak Detector หรืออุปกรณ์ตรวจจับน้ำรั่ว, น้ำมันรั่ว ในระบบจัดเก็บน้ำ ดังนี้           ทราบปัญหาน้ำรั่วได้ทันที ยิ่งทราบเร็วก่อนยิ่งแก้ปัญหาได้ไวกว่า ด้วยการทำงานของ Leak Detector ที่มี Alarm แจ้งเตือนให้ผู้ปฏิบัติงานทราบปัญหาได้ทันที หรือจะใช้เพื่อเป็นการตัดระบบจ่ายน้ำให้กับอาคารก็สามารถไปประยุกต์ได้เช่นกัน และสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ช่วยลดความเสียหายหรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ต่าง ๆได้ทันเวลา      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์ตรวจจับน้ำรั่วหรือน้ำมันรั่ว Leak Detector           1. ตรวจจับน้ำรั่วไหล ระบบ Data Center           2. ตรวจจับการรั่วไหลของน้ำมัน ระบบ Generator      ดังนั้น ทำให้ Leak Detector หรือ อุปกรณ์ตรวจจับน้ำรั่ว, น้ำมันรั่ว เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมในการติดตั้งทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านพักอาศัย รวมถึงอาคารคอนโด, อพาร์ทเมนต์ เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อสัญญาณ RS485 แบบไร้สาย (Wireless) ทำอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เนื่องจากในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือวัดและควบคุมต่าง ๆ ทางไฟฟ้า เช่น ที่มีการรับ-ส่ง และเชื่อมต่อสัญญาณในรูปแบบของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) 4-20mA, 0-10Vdc ที่มาจากอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ เช่น Pressure Transmitter, Humidity Transmitter, Level Transmitter เป็นต้น และสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ที่มาจากของอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ เช่น Photoelectric Sensor, Proximity Switch, Encoder, Contact, NPN, PNP เป็นต้น ซึ่งสัญญาณดังกล่าวเป็นสัญญาณการเชื่อมต่อในรูปแบบทางไฟฟ้า        ซึ่งนอกจากนี้โรงงานอุตสาหกรรมได้มีการนำเอาสัญญาณในรูปแบบของ RS485 (Modbus RTU) มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในการเชื่อมต่อสื่อสาร โดยใช้สายเพียง 2 เส้น เท่านั้น ซึ่งก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสัญญาณ RS485 กันก่อนว่าคืออะไร? และทำไมต้องใช้การเชื่อมต่อสัญญาณแบบ RS485            RS485 (ย่อมาจาก Recommended Standard no. 485) คือ มาตรฐานการสื่อสารข้อมูลดิจิตอลแบบอนุกรม (Serial Communication) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารเพื่อรับ-ส่งข้อมูล ระหว่างอุปกรณ์เครื่องมือวัดกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) โดยสามารถส่งสัญญาณได้ไกล (สูงสุดถึง 1.2 km.)        หลักการทำงานของ RS485  RS485 เป็นมาตรฐานที่รับ-ส่งข้อมูลในแบบที่เรียกว่า Half Duplex คือ สามารถรับและส่งข้อมูลได้ทีละอย่างเท่านั้น ไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในการรับ-ส่งข้อมูลดิจิตอลแบบ RS485 นั้น จะส่งข้อมูลโดยใช้สายไฟเพียงแค่ 2 เส้น คือ A กับ B เป็นตัวบอกค่ารหัสดิจิตอล (Digital Code) โดยจะใช้ความแตกต่างของแรงดันไฟฟ้าระหว่างขั้ว A และ B เป็นตัวบอก ดังนี้           • เมื่อ Va - Vb ได้แรงดันไฟฟ้าน้อยกว่า -200 mV คือสัญญาณดิจิตอลเป็น 1           • เมื่อ Va - Vb ได้แรงดันไฟฟ้ามากกว่า +200 mV คือสัญญาณดิจิตอลเป็น 0 รูปแสดงการเชื่อมต่อ RS485 ระหว่างอุปกรณ์เครื่องมือวัด โดยใช้สาย 2 เส้น        โดยหลักการทำงานของ RS485 แบบ Network สามารถเชื่อมต่อการรับ-ส่งข้อมูลแบบเครือข่าย (Network) โดยมีอุปกรณ์ในเครือข่ายได้สูงสุดถึง 32 ตัว (ดังรูป) รูปที่ 1 ตัวอย่างการต่อใช้งาน Power Meter รุ่น KM-07-A-2 (จำนวน 32 ตัว) สำหรับสื่อสารในการรับ-ส่งข้อมูลบนสัญญาณ RS485 แบบสาย 2 เส้น        จากรูปที่ 1 เป็นการต่อสัญญาณ RS485 โดยใช้สายเพียง 2 เส้น ร่วมกับ Power Meter รุ่น KM-07-A-2 (สูงสุดจำนวน 32 ตัว) ผ่านอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (RS485 Converter) เพื่อเชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณ RS485 มาเป็นแบบไร้สาย (Wireless) โดยต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) ทำให้ไม่ต้องยุ่งยากในการเดินสายที่มีระยะทางไกล ๆ ประหยัดเวลา รวมไปถึงงบประมาณค่าใช้จ่ายในการซื้อสายไฟหรือสายสัญญาณต่าง ๆ และยังสามารถส่งข้อมูลพร้อม ๆ กันได้ในหลายจุด โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำกันในหัวข้อ “การต่อสัญญาณ RS485 แบบไร้สาย (Wireless) ทำอย่างไร?” (ดังรูป) รูปที่ 2 ตัวอย่างการต่อใช้งาน Power Meter รุ่น KM-23 สำหรับสื่อสารในการรับ-ส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์แปลงสัญญาณ RM-012 WiFi บนสัญญาณ RS-485 แบบไร้สาย (Wireless)        จากรูปที่ 2 การต่อสัญญาณ RS485 แบบไร้สาย (Wireless) ลักษณะการต่อจะคล้ายกันกับการต่อ RS485 แบบ 2 สาย เพียงแต่ไม่มีการเดินสายหรือเป็นการต่อแบบไร้สาย (Wireless) นั่นเอง โดยในการเชื่อมต่อสัญญาณต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณจาก TCP/IP เป็น RS-485/RS-232 ผ่านทาง WiFi หรือ RS-485/RS-232 เป็น TCP/IP ผ่านทาง WiFi สำหรับเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่รองรับ RS-485/RS-232 เช่น CNC, PLC, Weighting Scale, Scanner เป็นต้น ให้สามารถสื่อสารบนเครือข่าย TCP/IP ผ่านทาง WiFi ได้โดยตรง และยังสามารถสื่อสารผ่าน Protocol MODBUS จาก MODBUS TCP ไปยัง MODBUS RTU ได้อีกด้วย ในการใช้งานผ่าน WiFi สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิลและการตั้งค่าอุปกรณ์สามารถตั้งได้ผ่านหน้า Web Browser ทั่วไป ๆ เช่น Internet Explorer หรือผ่านทางโทรศัพท์ได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมแต่อย่างใด รูปที่ 3 ตัวอย่างการต่อใช้งานอุปกรณ์แสดงผลสำหรับสื่อสารในการรับ-ส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์แปลงสัญญาณ RM-012-L บนเครือข่ายแบบไร้สาย LoRaWan (Wireless LoRaWan)        จากรูปที่ 3 เป็นการต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น Power Meter, Modbus TCP/IP I/O Module, Digital Indicator ร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณจาก RS485 เป็น LoRaWAN แบบไร้สาย (Wireless) รุ่น RM-012-L สำหรับสื่อสารในการรับ-ส่งข้อมูลแบบไร้สายทุก ๆ 36 วินาที ไปยัง LoRaWAN Gateway ที่ต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์แสดงผลผ่าน Dashboard หรือส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยัง Node Devices หรือ Slave Devices อื่นในระบบ LoRaWAN เหมาะกับงานที่ต้องการเก็บข้อมูลทุก ๆ ช่วงเวลา เป็น Smart Industries และ Smart Building สะดวกต่อการใช้งาน Online ระบบตลอดเวลา ลดแรงงานและให้ความถูกต้องในการจดบันทึก ประหยัดค่าใช้จ่าย        อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้การเชื่อมต่อของสัญญาณมีความเสถียรภาพหรือไม่นั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ           • ลักษณะพื้นที่การติดตั้ง           • พื้นที่ของการกระจายสัญญาณหรือสัญญาณรบกวน           • ส่วนประกอบของอุปกรณ์ IT ที่ใช้ ( Specification), ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล           • สภาพอากาศแวดล้อม, ระยะทางระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ RTD และ Thermistor (NTC, PTC) ให้เหมาะสมอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิในกระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน คือ เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple), Resistance Temperture Detecor (RTD) หรือ Pt100, Pt500, Pt1000 และ Thermistor ชนิด NTC, PTC เป็นต้น สามารถวัดได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรืออากาศ เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่จะใช้ฮีตเตอร์ (Heater) ในการทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงค่าหนึ่ง โดยต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ด้วยโซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay : SSR) และทำการควบคุมอุณหภูมิด้วยเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) หรือ PLC จึงได้มีการใช้เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple), อาร์ทีดี (RTD) PT100 หรือ Thermistor ชนิด NTC, PTC ในการวัดอุณหภูมิตามแต่ลักษณะงานนั้น ๆ เช่น กระบวนการอุตสาหกรรมผลิตอาหาร, อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมโลหะ, ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมทั่วไป เป็นต้น โดยแบ่งออกได้ 3 รูปแบบ คือ         1. Thermocouple         2. Resistance Temperature Detector (RTD) Pt100, Pt500, Pt1000         3. Thermistor (NTC,PTC)        1. Thermocouple เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) โดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้า ทำมาจากโลหะตัวนำที่ต่างชนิดกัน 2 ตัว มาเชื่อมต่อปลายทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความต่างศักย์ (มีหน่วยเป็น mV) โดยที่ปลายด้านที่เชื่อมติดกัน เรียกว่า "จุดวัดอุณหภูมิ" ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งปล่อยเปิดไว้ เรียกว่า "จุดอ้างอิง" นิยมใช้ในการวัดช่วงอุณหภูมิปานกลางถึงช่วงอุณหภูมิที่สูง ขึ้นอยู่กับชนิดของเทอร์โมคัปเปิล(ดังรูป) รูปแสดงสัญลักษณ์โลหะตัวนำที่ต่างชนิดกัน 2 ชนิด ของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Thermocouple        2. Resistance Temperature Detector (RTD) เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่ให้ค่าการวัดที่ละเอียดและมีความแม่นยำสูงกว่าเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) นิยมใช้ในการวัดช่วงอุณหภูมิต่ำถึงปานกลาง โดยที่อุณหภูมิ 0 ํC ค่าความต้านทานของ RTD จะมีค่าเป็น 100, 500 และ 1000 โอห์ม ตามลำดับ มักนิยมเลือกใช้งาน Pt100 ในงานที่ต้องการความละเอียด ส่วน Pt500 และ Pt1000 จะเลือกใช้ในงานที่ต้องการความละเอียดที่มากขึ้น (ดังรูป) รูปแสดงสัญลักษณ์และรูปแบบของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Rtd (Pt100) แบบ 3 สาย        3. Thermistor เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิชนิดความต้านทาน (Resistance) โดยค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับความร้อน โดยทั่วไปจะมีย่านการใช้งาน -30  ํC ถึง 130  ํC และมีค่าความต้านทาน เช่น 1K, 2K, 10K เป็นต้น นิยมใช้กับงานตู้แช่แข็ง ตู้เย็น ตู้น้ำแข็ง เป็นต้น แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ (ดังรูป)         3.1 Positive Temperature Comitial (PTC) คือ เมื่อได้รับความร้อนจะทำให้มีค่าความต้านทานสูงขึ้น         3.2 Negative Temperature Comitial (NTC) คือ เมื่อได้รับความจะทำให้มีค่าความต้านทานจะต่ำลง รูปแสดงสัญลักษณ์และรูปแบบของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Thermistor ชนิด NTC, PTC        จากที่ได้ทราบถึงคุณสมบัติของ Thermocouple, RTD, Thermistor (NTC, PTC), เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ทั้ง 3 ชนิด กันไปแล้วนั้น โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบ Rtd และ Thermistor (NTC, PTC) เนื่องจากเป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ชนิดที่มีสัญญาณทางด้านเอาท์พุตเป็นค่าความต้านทาน (Resistance) และสามารถวัดค่าของอุณหภูมิที่ติดลบได้ ในหัวข้อ การเลือกใช้ RTD และ Thermistor (NTC, PTC) ให้เหมาะสมอย่างไร? ซึ่งอธิบายข้อแตกต่างของการเลือกใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิชนิด Rtd หรือ Thermistor (NTC, PTC) ให้เหมาะสม ดังตาราง   RTD (Pt100, Pt500, Pt1000) Thermistor (NTC, PTC)  1. วัดค่าอุณหภูมิได้ละเอียดและแม่นยำสูง  2. วัดค่าอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -200  ํC ถึง 600  ํC  3. นิยมใช้กับงานอาหาร, ยา, เครื่องมือทางการแพทย์  4. ราคาสูง แต่สามารถเลือกใช้งานได้หลากหลายงาน  5. มีอุปกรณ์รองรับในการใช้งานหลากหลาย เช่น Temperature Controller, PLC เป็นต้น  1. วัดอุณหภูมิย่านต่ำ ๆ ที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก  2. วัดค่าอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -30  ํC ถึง 130  ํC  3. นิยมใช้กับงานเครื่องแช่/ตู้เย็น (NTC)  4. นิยมใช้กับงานควบคุมการทำงานของพัดลมในการระบายความร้อนในตู้คอนโทรล (PTC)          สรุปเพิ่มเติมจากข้อมูลในตาราง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ชนิด Rtd และ Thermistor (NTC, PTC) นำมาใช้งานให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ดังนี้         • Rtd (Pt100) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดและแม่นยำสูงในการวัดอุณหภูมิของงาน เช่น อุตสาหกรรมอาหารและยา เป็นต้น         • Thermistor (NTC, PTC) โดยส่วนมากจะมีค่าความต้านทานที่ 1K, 2K หรือ 10K เป็นต้น สามารถใช้ร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ รุ่น DEF-01 และ DEF-03N สำหรับตู้แช่, เครื่องทำความเย็น หรือระบบควบคุมความเย็นได้        การประยุกต์ใช้งานเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) RTD   เครื่องจักรอาหาร/Frozen ให้ความร้อนกับของเหลว ในกระบวนการผลิตอาหาร/ยา เครื่องมือแพทย์/ผลิตเครื่องสำอาง        การประยุกต์ใช้งานเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) Thermistor   ตู้เย็น/ตู้แช่ ควบคุมการทำงานของพัดลมในตู้คอนโทรล เครื่องผลิตน้ำแข็ง   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การแสดงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรด้วยบอร์ดแสดงผล (OEE)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หากพูดถึงการวัดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรแล้ว การนำเอาระบบ TPM (Total Productive Maintenance) หรือที่เรียกว่า การบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม เป็นการวัดประสิทธิผลของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness : OEE) ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ที่นำระบบ TPM มาใช้ เนื่องจาก OEE เป็นการแสดงความพร้อมของเครื่องจักรในการใช้งานว่ามีสถานะเวลาการใช้งานเป็นอย่างไร การเดินเครื่องจักรเต็มความสามารถหรือไม่  มีการผลิตชิ้นงานเสียเป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น โดยมีปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวัดประสิทธิผลของเครื่องจักร (OEE) เช่น อัตราการเดินเครื่อง (Availability Rate : A), ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง (Performance Efficiency : P), อัตราคุณภาพ (Quality Rate : Q) เป็นต้น ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำการนำข้อมูลต่าง ๆ มาแสดงผลเพื่อการตรวจเช็ค, Monitor และควบคุมในระบบ ในหัวข้อ "การแสดงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรด้วยบอร์ดแสดงผล (OEE)"  ดังนี้        OEE ย่อมาจาก Overall Equipment Effectiveness หรือการวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (OEE-Overall Equipment Effectiveness) เป็นกระบวนการที่ทำให้รู้ประสิทธิผลการทำงานของเครื่องจักร, ประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาเครื่องจักร, ความสามารถของผู้ปฎิบัติงาน รวมถึงการบริหารจัดการได้อย่างดี โดย OEE-Overall Equipment Effectiveness ออกแบบมาเพื่อช่วยในการติดตามตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น มี Report พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเรียกดูย้อนหลังได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยังสามารถรู้ถึงสาเหตุของความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการ คือ สามารถแยกประเภทการสูญเสียและรายละเอียดของสาเหตุนั้น ทำให้สามารถที่จะปรับปรุง ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ การแสดงผลเครื่องจักรแบบ Real Time ของ Traget Board ด้วยระบบ OEE      ดังนั้น จึงต้องมีการรวบรวมข้อมูลเครื่องจักรแบบ Real Time เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งหาแนวทางป้องกันพร้อมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งในการรับรู้ข้อมูลหรือปัญหาของเครื่องจักรด้วยระบบ OEE แบบ Real Time จึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเกิดปัญหาทำให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระบบได้        การวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (OEE-Overall Equipment Effectiveness) ประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง?      เครื่องจักรที่ดีไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องจักรที่ไม่เสีย เปิดสวิตช์เมื่อใดทำงานได้เมื่อนั้น หากแต่ต้องเป็นเครื่องจักรที่เปิดขึ้นมาแล้วทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือ เดินเครื่องได้เต็มกำลังความสามารถ แต่ถ้าเครื่องจักรใช้งานได้ตลอดเวลาและเดินเครื่องได้เต็มกำลัง แต่ชิ้นงานที่ผลิตออกมาไม่มีคุณภาพก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นเรื่องคุณภาพของงานที่ออกมาจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะใช้ในการพิจารณาเครื่องจักรและที่สำคัญเครื่องจักรที่ดีต้องใช้งานได้อย่างปลอดภัย        ตัวอย่างการติดตั้งและแสดงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรด้วยบอร์ดแสดงผล (OEE) ในโรงงานอุตสาหกรรม การแสดงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรด้วยบอร์ดแสดงผล (OEE) Digital Counter  Digital Counter  Hour Counter Converter Signal Tower Light โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
มิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าและอัตราการใช้น้ำในตัวเดียวกัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในอดีตเราจะคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาจดบันทึกค่าหน่วยไฟฟ้าตามหอพัก, อพาร์ทเม้นท์, แมนชั่น หรือที่พักอาศัยต่าง ๆ ของผู้ใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือน ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีการจดบันทึกข้อมูลตัวเลขผิดหรือเกิดจากอายุการใช้งานของตัวมิเตอร์เองก็เป็นได้ ทำให้ผู้ที่พักอาศัยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและเกิดความสับสนขัดแย้งกับพฤติกรรมการใช้จริง        แต่ในปัจจุบันเจ้าของกิจการหอพัก, อพาร์ทเม้นท์, แมนชั่น หรือที่พักอาศัยต่าง ๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำมิเตอร์ไฟฟ้า (Electric Meter) เข้ามาติดตั้ง พร้อมระบบการบริหารจัดการค่าพลังงานไฟฟ้า (Management Of Energy Bills) เช่น การจดและบันทึกหน่วยมิเตอร์แบบอัตโนมัติ, การออกบิลค่าไฟฟ้าและออกบิลค่าน้ำเพื่อมาทดแทนการใช้เจ้าหน้าที่จดบันทึกในทุก ๆ เดือนแบบเดิม ๆ โดยในการจดบันทึกแบบเดิมเจ้าหน้าที่จะทำการจดบันทึกหน่วยทุก ๆ ช่วงสิ้นเดือน เพื่อเอาค่าหน่วยล่าสุดที่แสดงบนมิเตอร์ลบออกด้วยค่าหน่วยของเดือนก่อน และนำมาคิดค่าไฟและค่าการใช้น้ำโดยจะออกบิลให้กับผู้เช่า ในส่วนข้อมูลการจดบันทึกแบบนี้มีความผิดพลาดสูง เนื่องจากที่พักอาศัยส่วนใหญ่มีจำนวนมาก 50-100 ห้อง หรือมากกว่านั้น ซึ่งเจ้าของกิจการต้องทำการคำนวณและออกบิลค่าห้องด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลามาก (ดังรูป) การจดบันทึกข้อมูลค่าไฟฟ้าและน้ำประปาแบบเดิม        มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้าแบบดิจิตอลแสดงผลด้วยตัวเลข 7-Segment ที่มองเห็นได้ชัดเจน สามารถวัดค่าต่าง ๆ เช่น V(Line), V(Phase), A(Phase), kW, kVA, kVar, kWh, kVarh, PF, Hz, kW Demand Peak Demand, THD (Harmonic) สำหรับ 1 Phase / 3 Phase เป็นต้น มีจุดทศนิยมเพื่อความละเอียดในการวัดค่า (ดังตาราง)   KM-09-E-M KM-07-A-2 KM-22-1-P7-A-M เหมาะสำหรับวัดค่า kWh ที่ห้องหอพัก เหมาะสำหรับวัดและวิเคราะห์ค่าพลังงานที่ตู้ MDB ระบบ 3 เฟส เหมาะสำหรับวัดค่า kWh, Volt, Amp ที่ห้องหอพัก ขนาดกะทัดรัด KM-22-1-P9-A-M KM-22-1-DI-A-M KM-24-M เหมาะสำหรับวัดค่า kWh, Volt, Amp ที่ห้องหอพัก เหมาะสำหรับวัดค่า kWh, Volt, Amp ที่ห้องหอพัก แบบติดรางในตู้คอนโทรล เหมาะสำหรับวัดค่า kWh, Volt, Amp และปริมาณการใช้น้ำจากมิเตอร์น้ำมาแสดงผลที่ห้องหอพัก      จากข้อมูลดังกล่าว ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ “การเลือกมิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าและอัตราการใช้น้ำสำหรับติดตั้งที่หอพัก” สำหรับมิเตอร์รุ่น KM-24 ที่สามารถวัดค่าพลังงานการใช้ไฟฟ้าและพลังงานการใช้น้ำได้ โดยใช้งานร่วมกับมิเตอร์น้ำ (Water Meter) และส่งสัญญาณผ่านสาย RS-485 เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เพื่อการจัดการระบบพลังงานด้วย Software PRISOFT เพื่ออำนวยความสะดวกกับเจ้าของกิจการที่พักอาศัยและลดปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการจดบันทึกแบบเดิม และมีการบันทึกค่าโดย Software PRISOFT เชื่อมต่อกับ Computer ผ่าน RS-485 เพื่อการจัดการระบบการจัดการพลังงานได้      การบริหารจัดการรายงานหน่วยมิเตอร์และใบเสร็จ      ข้อดีของการเลือกมิเตอร์วัดค่าไฟและค่าน้ำสำหรับหอพัก, อพาร์ทเม้นท์, แมนชั่น หรือที่พักอาศัยต่าง ๆ          1. มีความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูลและสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ กรณีเกิดข้อร้องเรียนเรื่องค่าไฟแพงขึ้นจากผู้เช่า          2. สามารถออกบิลใบแจ้งหนี้รวดเร็ว ไม่ต้องรอการคำนวณเหมือนในสมัยก่อน          3. ลดการเดินของเจ้าหน้าที่ในการจดมิเตอร์แต่ชั้นของที่พักอาศัย          4. สามารถดูข้อมูลแบบ Realtime ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Mobile ด้วย Software        ตัวอย่างการต่อใช้งานมิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าและอัตราการใช้น้ำสำหรับติดตั้งที่หอพัก รูปตัวอย่างการใช้งานมิเตอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าและอัตราการใช้น้ำสำหรับติดตั้งที่หอพัก Software Prisoft Single Phase Three Phase Wireless 1 Phase Energy Meter Multifunction Meter โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Digital Timer Switch ใช้สำหรับ เปิด-ปิด อุปกรณ์ไฟฟ้า แบบรายวัน รายสัปดาห์

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Digital Timer Switch หรือ นาฬิกาตั้งเวลาระบบดิจิตอลแบบรายวันและรายสัปดาห์ (Daily/Weekly Time) เป็นอุปกรณ์ตั้งเวลาควบคุมการทำงานตามช่วงเวลาที่เราต้องการ เช่น ตั้งเวลาการเปิด-ปิด (ON-OFF) อุปกรณ์ไฟฟ้า, ตั้งเวลาในการเปิด-ปิด โซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) สำหรับรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น หรือการตั้งเวลาแบบสลับการทำงาน (Recycle Timer) โดยการอ้างอิงกับเวลาปัจจุบัน (Real Time) ซึ่งมีหน่วยในการตั้งค่าเวลาเป็นรูปแบบวินาที (Second), นาที (Minute), ชั่วโมง (Hour), วัน (Day), เดือน (Month), ปี (Year) เป็นต้น โดยสามารถโปรแกรมวันหยุดล่วงหน้าได้ 30 วัน และช่วงวันหยุดพักร้อนได้ 10 ช่วงเวลา (ในกรณีที่ไม่สะดวกในการคอยเฝ้าดู) และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย Digital Timer Switch นี้ ยังช่วยให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกมากขึ้น โดยสามารถดูโปรแกรมหรือค่าต่าง ๆ จากโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ด้วยอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า Air Card Configration ได้ ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำกัน        ก่อนอื่นขอแนะนำตัวอย่างการนำไปใช้งานของ Digital Timer Switch กันก่อน (ดังรูป) รูปตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้งานของ Digital Timer Switch      จากรูปตัวอย่างเป็นการนำอุปกรณ์ตั้งเวลาแบบดิจิตอล (Digital  Timer Switch) มาประยุกต์ใช้ในการตั้งเวลาควบคุมการ เปิด-ปิด ของโซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) สำหรับรดน้ำต้นไม้ และตั้งเวลาแจ้งเตือนในรูปแบบเสียง (Buzzer) ตามเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้รูปแบบ Output ของ Timer Switch ยังสามารถสั่ง ON/OFF แบบ Manual ได้ด้วย ในกรณีไฟดับสัญญาณนาฬิกาของ SMW-Series ยังทำการนับเวลาต่อไป ไม่จำเป็นต้องตั้งเวลา หรือ โปรแกรมการทำงานใหม่  มีการแสดงผลด้วย OLED Display สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถตั้งเวลาในการปิดหน้าจอ OLED เมื่อไม่มีการกด Keypad ทำให้ประหยัดพลังงานอีกด้วย        จากที่ได้แนะนำตัวอย่างการนำไปใช้งานของ Digital Timer Switch กันไปแล้วนั้น ต่อมาเราจะมาแนะนำในส่วนของอุปกรณ์เสริม หรือ Air Card Configration รุ่น SMW-A ในการเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ Timer Switch กรณีที่ต้องการตั้งค่าและดูค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ผ่านทางโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน (ดังรูป) รูปแสดงการเชื่อมต่อ Digital Timer Switch กับ อุปกรณ์เสริม Air Card Configration (SMW-A)        จากรูป การทำงานของ Air Card Configration For SMW ที่เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ SMW-Series (Digital Timer Switch) ไว้ใช้สำหรับตั้งค่าโปรแกรมทำงานของ SMW-Series (Digital Timer Switch) ผ่านทาง WIFI โดยสามารถตั้งค่าและดูค่าพารามิเตอร์ของ Digital Timer Switch SMW ผ่านทางโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมใด ๆ และสามารถอัพโหลดโปรแกรมทั้งหมดของ SMW-Series (Digital Timer Switch) เก็บไว้ในตัว SMW-A แล้วนำไปดาวน์โหลดลงอุปกรณ์ SMW-Series (Digital Timer Switch) อีกตัวได้ (Copy Parameter) ช่วยให้สะดวกไม่ต้องไปตั้งค่าโปรแกรมให้ SMW-Series (Digital Timer Switch) ใหม่        ลักษณะการติดตั้งและนำไปประยุกต์ใช้งานลักษณะต่าง ๆ ของ Digital Timer Switch SMW              จะเห็นได้ว่าจุดเด่นของ Digital Timer Switch เมื่อใช้งานเชื่อมต่อร่วมกับอุปกรณ์เสริม Air Card Configration รุ่น SMW-A แล้วสามารถเช็คค่าพารามิเตอร์ผ่านทางโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมใด ๆ นั่นเอง   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีกระบวนการผลิตสินค้า จะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิของวัตถุดิบหรือชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารและยา, อุตสาหกรรมพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนถึงอุตสาหกรรมหนัก เช่น โรงถลุงเหล็ก เป็นต้น เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งวิธีการควบคุมอุณหภูมิก็มีทั้งแบบง่ายโดยการใช้เทอร์โมสตัท (Thermostat) ในการตัดต่อฮีตเตอร์ (Heater) หรือเครื่องทําความเย็น (Cooling) ซึ่งจะได้ผลการควบคุมที่ค่อนข้างหยาบ แต่ในปัจจุบันการควบคุมอุณหภูมิได้มีการพัฒนาโดยการนำเอา Function ในการควบคุมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การควบคุมแบบ Fuzzy, การควบคุมแบบ ON-OFF, การควบคุมแบบ PID, การควบคุมแบบ Self-Tuning, การควบคุมแบบ Auto-Tuning เป็นต้น เพื่อให้ได้ผลการควบคุมอุณหภูมิที่มีความละเอียดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในการควบคุมอุณหภูมิสำหรับงานบางประเภทที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้ได้ภายในเวลาที่ต้องการ เช่น การอบขนม, การอบสีรถยนต์, การอบหรือหลอมชิ้นงานเซรามิค เป็นต้น ซึ่งเป็นงานประเภทที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อย ๆ เนื่องจากจะทำให้ชิ้นงานเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำการควบคุมอุณหภูมิในรูปแบบของ PID Control โดยกล่าวถึง Function การควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function ที่เป็น Function ของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) ว่ามีความสำคัญอย่างไร? ในหัวข้อ "การควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function คืออะไร?"        การควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function หรือการควบคุมอุณหภูมิแบบความชัน (อุณหภูมิค่อย ๆ เพิ่มขึ้น) คือ การกำหนดอัตราการเพิ่มอุณหภูมิต่อเวลา ( ํC/นาที หรือ  ํC/ชั่วโมง) หรือการตั้งค่าเพื่อเลี้ยงอุณหภูมิให้คงที่ไม่ให้เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ นั่นเอง เช่น การตั้งค่าควบคุมความชัน (Ramp) ให้อุณหภูมิให้อุณภูมิค่อย ๆ เพิ่มขึ้น (Soft Start) ได้เป็น  ํC/นาที จนถึงค่าที่เราต้องการ แล้วจึงควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ไม่ให้เกิด Over Shoot เพื่อป้องกันการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิที่เร็วเกินไป ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อชิ้นงานบางประเภทได้        ตัวอย่างกราฟแสดงการควบคุมแบบ Ramp Time (ค่าอุณหภูมิให้เปลี่ยนแปลงเป็น  ํC/นาที)      จากรูปตัวอย่างกราฟ จะเห็นได้ว่าการควบคุมแบบปกติ Temperature Controller จะทำอุณหภูมิให้ไปถึงค่าที่ต้องการให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นการควบคุมแบบ Ramp Time จะช่วยรักษาอุณหภูมิให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนด        ตัวอย่างการต่อใช้งานของ Temperature Controller แบบ Step โดยใช้  Function Ramp Time รูปแสดงการต่อใช้งาน Temperature Controller แบบ Step ร่วมกับ Solid Stat Relay เพื่อควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ (Heater) ในการอบชิ้นงาน        ข้อดีของการควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function หรือการควบคุมอุณหภูมิแบบความชัน         1. ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิให้เป็นไปตามความต้องการในเวลาที่กำหนด         2. ป้องกันการ Over Shoot         3. ป้องกันการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิที่เร็วเกินไป ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อชิ้นงานบางประเภทได้        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน         โดยการควบคุมอุณหภูมิแบบ Ramp Time Function หรือการควบคุมอุณหภูมิแบบความชันนี้เหมาะสมกับการควบคุมอุณหภูมิประเภทงานอบ, เซรามิก, แก้ว, อาหาร เป็นต้น (ดังรูป) Digital Temperature Controller PID Control Function Digital Temperature Controller  Digital Temperature Controller  Thermocouple Heater โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
อุปกรณ์แจ้งเตือนฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm) ดีอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ (Heater) คือ อุปกรณ์ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานหรือของเหลว เช่น น้ำ, น้ำมัน, กาว, สารเคมี เป็นต้น โดยมีการออกแบบตามความเหมาะสม เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่เครื่องฉีดพลาสติก, ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) เพื่อให้ความร้อนกับแผ่นแม่พิมพ์, ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) เพื่อต้มน้ำมัน-ของเหลวหรือต้มสารเคมี, ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่แม่พิมพ์ ในการอุ่นของเหลว-อุ่นกาว, ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) เพื่อให้ความร้อนในการอุ่นของเหลว, ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) เพื่อให้ความร้อนกับอากาศในการอบแห้ง-ไล่ความชื้น, ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater) ให้ความร้อนโดยการแผ่รังสี งานอบสี, อบขนม, อบอาหาร เป็นต้น        ฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละประเภทดังกล่าวที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หากมีการออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานและมีการบำรุงรักษาที่ถูกวิธีจะทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น โดยเราได้มีการแนะนำไว้ในหัวข้อ 5 วิธีง่าย ๆ สำหรับยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ (Heater) แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะพบปัญหาอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ที่สั้นผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้จากทางผู้ผลิตเองหรือผู้ใช้งานที่ใช้งานไม่เหมาะสมกับหน้างาน เช่น การใช้งานที่เกินกำลังวัตต์ของฮีตเตอร์ (ตามค่ากำหนด W/CM2 แต่ละประเภท) ทำให้ฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) ก็เป็นได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินค้าหรือ Line การผลิต และเสียเวลาในการปฏิบัติงาน ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ตรวจวัดค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์เพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติของฮีตเตอร์ ในหัวข้อ "อุปกรณ์แจ้งเตือนฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm) ดีอย่างไร?"   เครื่องเช็คฮีตเตอร์ขาด (CM-005) (Heater Break Alarm) เครื่องแสดงผลค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (CM-005D) (Digital Monitor For Heater Break Alarm) อุปกรณ์สำหรับเช็คฮีตเตอร์ขาด (CM-005N) (Heater Break Alarm)      อุปกรณ์แจ้งเตือนฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm) แน่นอนว่า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแจ้งเตือนฮีตเตอร์ขาดโดยเฉพาะ เพื่อแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงความผิดปกติของฮีตเตอร์ (Heater) ก่อนที่จะทำให้สินค้า หรือ Line การผลิตเกิดความเสียหายเกิดขึ้น โดยมีข้อดี ดังนี้      ข้อดีของการใช้อุปกรณ์แจ้งเตือนฮีตเตอร์ (Heater Break Alarm)         1. ลดความเสียหายของสินค้าหรือชิ้นงาน อันเนื่องมาจากฮีตเตอร์ขาด (Heater Break)          2. ง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษา เนื่องจากทราบตำแหน่งฮีตเตอร์ (Heater) ที่เสียหายชัดเจน         3. ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฮีตเตอร์ (Heater) ตัวอื่น ๆ ในเครื่องเดียวกัน ทำงานหนักชดเชยแทนตัวที่เสียหาย         4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเครื่องจักรและผู้ปฏิบัติงาน        ยกตัวอย่างวิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) ด้วยอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N  ต่อร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D (Digital Monitor For Heater Break Alarm) เพื่อแสดงค่ากระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ดังรูป รูปแสดงตัวอย่างวงจรการต่อใช้งานของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N โดยต่อคล้องผ่าน CT ร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D      อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N จะทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว (ที่กระแส 50 A. ได้ถึง 4 ตัว) ในเวลาเดียวกัน โดยต่อสายคล้องผ่าน CT (Current Transformer) เพื่อทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว ถ้าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวใดไม่มีกระแสไหลผ่าน แสดงว่าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวนั้นขาด หรือในกรณีฮีตเตอร์ (Heater) ทำงาน คือ มีกระแสไหลผ่านตลอดเวลาอันเนื่องจาก Solid State Relay Short Circuit หรือหน้า Contact ของ Magnetic Arc. ติดกัน โดยที่ Output ของ Temperature Controller ไม่สั่งงาน จะทำให้มี Alarm เตือนความผิดปกติ เป็นต้น        ซึ่งในกรณีนี้เราจะยกตัวอย่างอุปกรณ์แสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) รุ่น CM-005D ในการแสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละตัว ได้สูงสุดถึง 8 ตัว (ต่อเข้ากับ CM-005N 2 ตัว) เพื่อ Alarm แจ้งเตือนให้ผู้ปฏิบัติทราบถึงสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากกับเครื่องจักรที่มีการใช้งานฮีตเตอร์ (Heater) หลาย Zone เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะถ้าฮีตเตอร์ (Heater) เส้นใดเส้นหนึ่งขาดโดยที่ผู้ปฎิบัติงานไม่รู้จะทำให้ชิ้นงานเสียหายได้ ดังนั้นในวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นสำหรับการเช็คฮีตเตอร์ขาดนั้น หวังว่าคงเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้ไม่มากก็น้อย และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานฮีตเตอร์ (Heater) นั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ต่อร่วมก็สำคัญเช่นกัน เช่น Temperature Controller, Solid State Relay, Temperature Sensor เป็นต้น         ตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเช็คฮีตเตอร์ขาด (CM-005N) (Heater Break Alarm) รูปแสดงตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N โดยยึดกับราง Din Rail        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฮีตเตอร์ (Heater)   เครื่องฉีดพลาสติก เครื่องอบอาหาร ห้องอบสี Cartridge Heater Tubular Heater Digital Temperature Controller Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Digital Temperature Controller โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ป้องกันโซนอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักรด้วย Area Sensor/Safety Light Curtain

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักร (Machine) เป็นปัจจัยหลักในการผลิตสินค้าหรือการขนย้ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบภายในกระบวนการ เช่น โรงงานที่มีเครื่องจักรประเภทเครื่องกลึง เครื่องเจาะ เครื่องตัด, โรงงานขึ้นรูปเหล็กเพื่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ, โรงงานแพ็คและบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นงานลักษณะที่มีผู้ปฏิบัติงานประจำอยู่ที่เครื่องจักร เพื่อทำหน้าที่ใส่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ หรืออยู่บริเวณพื้นที่ใกล้กับเครื่องจักรนั้น ๆ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับอันตรายจากเครื่องจักรได้ ในกรณีที่เครื่องจักรเกิดการขัดข้อง        ดังนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบความปลอดภัย (Safety System) เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นบริเวณโดยรอบภายในโรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักรต่อผู้ปฎิบัติงาน จึงได้มีการจัดทำพื้นที่ที่ทำให้เกิดความปลอดภัย หรือ Safety Zone ขึ้น ซึ่งได้มีการนำเซ็นเซอร์แบบม่านแสง (Safety Light Curtain) มาใช้งานเพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าว โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำในหัวข้อ "ป้องกันโซนอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักรด้วย Safety Light Curtain" กัน        เซ็นเซอร์แบบม่านแสง (Safety Light Curtain) หรือ Area Sensor เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้สำหรับป้องกันอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ที่ดูแลเครื่องจักรในขณะปฏิบัติงาน (ดังรูป) Safety Light Curtain เซ็นเซอร์แบบม่านแสง Brand Smartscan        ลักษณะของเซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย (Safety Light Curtain) จะมีรูปแบบของการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้   รุ่น SMNA/SMNB Series รุ่น 1000+ Series เหมาะสำหรับระบบความปลอดภัยในงานอุตสาหกรรมทั่วไป เหมาะสำหรับติดตั้งเครื่องจักรที่มีพื้นที่ที่มีความอันตรายสูง      Safety Light Curtain หรือที่เรียกกันว่า "เซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย" เป็นอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักรที่ขัดข้องหรือเกิดความผิดปกติ ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยเซ็นเซอร์แบบม่านแสง (Safety Light Curtain) จะใช้หลักการในการยิงรังสีอินฟราเรด เป็นลักษณะการตรวจจับแบบ Thru-Beam (ตัวรับ-ตัวส่ง) ซึ่งจะมีตัวโฟโตเซ็นเซอร์ (Photo Sensor) ขนาดเล็กหลาย ๆ ตัวมาต่อเรียงกัน โดยจะยิงลำแสงจากตัวส่ง (Transistor) ไปยังตัวรับ (Receiver) กันทีละคู่ ลักษณะเหมือนม่านลำแสง (Light Curtain) หรือตรวจจับแบบช่องเฟรม (Light Barrier) มีความเร็วในการตรวจจับสูง ทำให้มีความละเอียดและมีคุณภาพในการตรวจจับของเซ็นเซอร์ เพื่อป้องกันอันตรายและเกิดความปลอดภัยระหว่างการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ        ข้อดีของการใช้ Safety Light Curtain (เซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย) ติดตั้งกับเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม         • ป้องกันอันตรายจากการทำงานร่วมกับเครื่องจักร         • หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุที่มีต่อเครื่องจักรได้         • ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ        ลักษณะการติดตั้งและการทำงานของเซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย (Safety Light Curtain)   SMNA-Series SMNB-Series  • ประกอบด้วยตัวส่ง (Tx) และเครื่องรับ (Rx)  • ระยะห่างของลำแสง 40 mm.  • มี 2 Output คือ NPN NO+NC (L) / PNP NC, NPN NO (P)  • ย่านการวัด 0.5 m. ถึง 2.5 m. {สำหรับรุ่น NA-X(P), NB-X(P)} และย่านการวัด 1 m. ถึง 7 m. {สำหรับรุ่น NA-X(LP), NB-X(LP)}  • สายสัญญาณ M12 4pin / M12 5pin 2 m.  • ระดับการป้องกัน IP65  • ประกอบด้วยตัวส่ง (Tx) และเครื่องรับ (Rx)  • ระยะห่างของลำแสง 25 mm.  • มี 2 Output คือ NPN NO+NC (L) / PNP NC, NPN NO (P)  • ย่านการวัด 0.5 m. ถึง 2.5 m. {สำหรับรุ่น NA-X(P), NB-X(P)} และย่านการวัด 1 m. ถึง 7 m. {สำหรับรุ่น NA-X(LP), NB-X(LP)}  • สายสัญญาณ M12 4pin / M12 5pin 2 m.  • ระดับการป้องกัน IP65      ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานเซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย (Safety Light Curtain)   ปิดกั้นการ เข้า-ออก ของบรรจุภัณฑ์หีบห่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ออกนอกพาเลท   กั้นขอบเขตพื้นที่บริเวณการทำงานของหุ่นยนต์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับสิ่งกีดขวาง หรือผู้ปฏิบัติงานในบริเวณนั้น ป้องกันการขนถ่ายผลิตภัณฑ์จากเครื่องจักร หรือจากพื้นที่ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน     Digital Counter Digital Counter Photoelectric Sensor Signal Tower Light Rotation Warning Light   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
แจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT”

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันอุปกรณ์ประเภท IOT (Internet Of Things) เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในภาคส่วนของที่อยู่อาศัย, ภาคการขนส่ง, ภาคการสื่อสาร, ภาคเกษตรกรรม ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยเฉพาะในภาคส่วนอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ที่ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องมือวัดต่าง ๆ ทางไฟฟ้า ให้สามารถเชื่อมโยงเครื่องจักร (Machine), มนุษย์ (Human) และการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดเวลา (Downtime) ในการตรวจสอบเครื่องจักร การปรับตั้งเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนในการบำรุงรักษาเครื่องจักร และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิผล (Productivity) ของสินค้าอีกด้วย        ดังนั้นในภาคส่วนอุตสาหกรรมจึงมีการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องวัดต่าง ๆ ทางไฟฟ้าแบบไร้สาย (Wireless) หรือการเชื่อมต่อผ่าน RS-485, LAN, WIFI เป็นต้น เช่น อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์แบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature Transmitter), มิเตอร์วัดค่าพลังงานต่าง ๆ ทางไฟฟ้า (Power Meter), อุปกรณ์แปลงสัญญาณจาก TCP/IP เป็น RS-485/RS-232 ผ่านทาง WIFI และ Application อื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้สามารถรองรับกับเทคโนโลยีในปัจจุบันของอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)ได้ และยังมีอีกหนึ่ง Application ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นบริการของ LINE นั่นก็คือ LINE Notify ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นแชทยอดนิยมในประเทศไทยที่สามารถส่งผ่านข้อความการแจ้งเตือนต่าง ๆ ไปยังบัญชีหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่คุณอยู่ในระบบ โดยผ่านทาง API (Applications Program Interface) เพื่อให้ผู้รับสารได้ทราบถึงการแจ้งเตือนที่รวดเร็วขึ้น ซึ่ง LINE Notify สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างไร โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำสำหรับการแจ้งเตือนของ LINE Notify Aplication ร่วมกับ Software ในหัวข้อ การแจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT” (ดังรูป) รูปแสดงการแจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT”        ข้อดีของการ “แจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT”         1. ได้รับการแจ้งเตือนที่รวดเร็วขึ้น         2. การลด Downtime         3. ลดต้นทุน เนื่องจากการแจ้งเตือนผ่าน Line ฟรี         4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน        ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้งานการแจ้งเตือน Alarm ต่าง ๆ ผ่าน Line ด้วย Software Monitoring “PRISOFT”      จากรูปตัวอย่างที่ 1 เป็นระบบวัดอุณหภูมิและความชื้นตามจุดต่าง ๆ ของโรงงานโดยใช้อุปกรณ์ Wireless Humidity & Temperature (HM-007) ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณให้ยุ่งยาก และ Monitoring & Data Logger ผ่าน Software PRISOFT และยังมีฟังก์ชั่น Alarm โดยสามารถแจ้งเตือนที่คอมพิวเตอร์และแจ้งเตือนไปยัง Line      จากรูปตัวอย่างที่ 2 Software PRISOFT สามารถใช้งานร่วมกับ Power Meter เพื่อวิเคราะห์พลังงานและยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีค่ากระแสสูงหรือต่ำเกินกว่ากำหนด หรือค่าอื่น ๆ ตามที่กำหนดเงื่อนไขให้ส่งแจ้งเตือน Alarm ไปยัง Line เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ข้อดีของ Power Meter พร้อม Phase Protection ภายในตัว

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการผลิต ได้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นอย่างมาก จึงได้มีการเล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานขึ้น (ตามมาตรฐานสากล ISO) สำหรับการนำข้อมูลด้านพลังงานมาใช้ในการวิเคราะห์ (Analysis) และเก็บบันทึกค่าได้ (Record) เพื่อการจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและวิเคราะห์ค่าพลังงานต่าง ๆ ทางไฟฟ้าประกอบด้วย พาวเวอร์มิเตอร์ (Power Meter), ซอฟต์แวร์ (Software), อุปกรณ์แปลงสัญญาณ RS-485 (Converter) เป็นต้น โดยสามารถวัดค่าต่าง ๆ ของพลังงานทางไฟ้ฟ้า เช่น V (Line), V (Phase), A (Phase), kW, kVA, kVar, kWh, kVarh, PF, Hz, kW Demand Peak Demand, THD (Harmonic) เป็นต้น        ซึ่งเครื่องวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้าหรือมิเตอร์วัดและวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า (Power Energy Analyzer Meter) ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์คุณภาพพลังงานไฟฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เราสามารถปรับปรุง ควบคุม ดูแลคุณภาพพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าได้ เพื่อให้ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบ (System) หรือเครื่องจักร (Machine) รวมไปถึงกระบวนการผลิต (Production Process) อีกทั้งยังประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการซ่อมบำรุงได้เป็นอย่างดี        โดยมิเตอร์วิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า (Power Energy Analyzer Meter) ที่เรารู้จักกันทั่วไปนั้นจะแบ่งออกเป็นมิเตอร์เข็ม (Analog Meter) และมิเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Meter) ซึ่งเราได้อธิบายไว้ในหัวข้อ “มิเตอร์แบบเข็ม (Analog Meter) และมิเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Meter) มีหลักการทำงานอย่างไร?” แล้วนั้น ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับ “ข้อดีของ Power Meter พร้อม Phase Protection ภายในตัว” ว่าเป็นอย่างไร (ดังตาราง)        ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง Power Meter กับ Power Meter with Phase Protection   Power Meter Power Meter with Phase Protection   ตัวอย่างการติดตั้ง Power Meter ตัวอย่างการติดตั้ง Power Meter with Phase Protection 1. วัดได้ทั้งระบบ 1 Phase และ 3 Phase 2. วัดค่าพารามิเตอร์ทางไฟฟ้า เช่น V (Line), V (Phase), A (Phase), kW, kVA, kVar, kWh, kVarh, PF, Hz, kW Demand Peak Demand, THD (Harmonic) เป็นต้น 3. ไม่มี Function Phase Protection 4. ไม่มี Function Hour Counter 5. Communication : MODBUS RTU RS485 6. Installation : แบบ Panel และแบบ DINRAIL (รุ่น KM-19)   1. วัดได้ทั้งระบบ 1 Phase และ 3 Phase 2. วัดค่าพารามิเตอร์ทางไฟฟ้า เช่น V (Line), V (Phase), A (Phase), kW, kWh, PF, Hz, kW Demand Peak Demand เป็นต้น 3. Function Phase Protection : Under and Over Voltage, Under and Over Current, Phase Sequence, Phase Loss, Asymmetry Protection Relay 4. Function Hour Counter : สำหรับนับชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักรเพื่อทำการซ่อมบำรุงครั้งต่อไป 5. Function Counter : สำหรับวัดค่าพลังงาน (kWh) ต่อชิ้นงานที่ผลิตได้ เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนในการผลิต 6. Communication : MODBUS RTU RS485 7. Installation : แบบ Panel และแบบ DINRAIL      สรุปข้อดีของ Power Meter พร้อม Phase Protection ในตัว         • ลดต้นทุนในการสั่งซื้ออุปกรณ์ Power Meter และ Phase Protection         • ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งภายในตู้คอนโทรล, MDB         • ลดการ Wiring ภายในตู้         • ซ่อมบำรุงง่าย        นอกจากนี้เรายังมี Software ที่เรียกว่า “Prisoft” เป็น Software Web Server Monitoring System สามารถเชื่อมต่อกับมิเตอร์วัดพลังงานทางไฟฟ้า (Power Meter) บน TCP/IP, RS485, RS232 และ Lora Wan โดย “Prisoft” จะทำหน้าที่อ่านค่าตัวแปรที่ผู้ใช้ต้องการผ่านระบบสื่อสารและนำมาเก็บข้อมูลใน Database บนเครื่อง PC และนำข้อมูลไปแสดงผลยังหน้า Webpage ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องจดบันทึกและสามารถดูผ่าน Mobile Smartphone หรือ PC ได้ (ดังรูป)      ตัวอย่าง Application การใช้งาน Power Meter ในงานอุตสาหกรรม   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Isolate คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Isolate หรือ Isolation ความหมายคือ แยกหรืออิสระ ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึง Isolate ที่เป็นความหมายของสัญญาณทางไฟฟ้า โดยทำหน้าที่ในการแยกสัญญาณ Sensor ระหว่างด้าน Input และสัญญาณไฟฟ้าทางด้าน Output ออกจากกัน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน (Noise) จาก Input ไม่ให้ออกไปทางด้าน Output และป้องกันสัญญาณรบกวน (Noise) อันเนื่องมาจากการเกิด Ground Loop {เกิดจากการเชื่อมต่อกราวด์มากกว่า 1 จุด และเกิดความต้านทานทางคลื่นความถี่ไม่เท่ากันขึ้น (Impedance) แม้ความต้านทานทาง DC (Resistance) จะเท่ากัน แต่เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วเข้าสายกราวด์จะทำให้เกิด Resonance Voltage control Oscillator (VCO) ขึ้นในสายกราวด์} เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงทางด้านเอาต์พุต (Output)        ส่วนมากจะพบคำว่า Isolate กันอยู่บ่อย ๆ กับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter) เนื่องจากอุปกรณ์แปลงสัญญาณจะต้องมีการแยกอิสระของสัญญาณ (Signal Isolation) ทางด้าน Input และ Output อย่างชัดเจน และในกรณีที่ Signal Transmitter มี Isolate ทางด้านเอาต์พุต (Output) โดย Output 1 และ Output 2 ที่เพิ่มเข้ามาในการช่วยป้องกันเมื่อเกิดสัญญาณรบกวน (Noise) หรือการเกิดแรงดันไฟฟ้าสูงชั่วขณะ (Transient High Voltage) ที่เอาต์พุตใดเอาต์พุตหนึ่ง จะทำให้อุปกรณ์ไม่เกิดความเสียหายทั้งคู่        สัญลักษณ์และโครงสร้างส่วนต่าง ๆ ของ Isolate ที่อยู่ภายในอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter) โดยแต่ละส่วนทำหน้าที่ต่าง ๆ ดังนี้ รูปสัญลักษณ์และโครงสร้างของ Isolate ที่อยู่ภายในอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter)        Input Amplifier เป็นส่วนที่ขยายสัญญาณจาก Sensor ซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าค่าต่ำ ๆ ให้มีระดับสัญญาณแรงขึ้น      Linearizer เนื่องจากคุณสมบัติของ Sensor เซ็นเซอร์แต่ละชนิดมีความไม่เชิงเส้น (Nonlinear) กับค่าวัด เช่น Thermocouple จะ Nonlinear กับค่าอุณหภูมิ ดังนั้นถ้าต้องการให้ค่าวัด Output  ถูกต้อง จึงต้องมีส่วน Linearizer ทำหน้าที่แก้ไข Nonlinear ของ Sensor แต่ละชนิด      Isolate ทำหน้าที่แยกสัญญาณไฟฟ้าระหว่างด้าน Sensor Input และสัญญาณไฟฟ้าด้าน Output เข้า Isolate แบบแยกอิสระจากกัน      Output เป็นส่วนที่แปลงสัญญาณจาก Isolate มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน เช่น 4-20mA , 0-10VDC เป็นต้น        ตัวอย่างการแยกสัญญาณ (Isolate) แบบ 1 Output ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Signal Transmitter) Isolate แปลงสัญญาณแบบ 1 Output ของ Transmitter จาก Pressure Transmitter Output 0-10V เป็น 4-20mA เข้า Temperature Controller TMP-48        ตัวอย่างการแยกสัญญาณ (Isolate) แบบ 2 Output ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Signal Transmitter) Isolate แปลงสัญญาณแบบ 2 Output ของ Transmitter จาก Humidity & Temperature Transmitter Output 0-10VDC เป็น 4-20mA ต่อใช้งานกับ PLC และ CM-004N        สรุป : Isolate หรือ Isolation คือ การแยกสัญญาณระหว่างด้าน Input และสัญญาณไฟฟ้าทางด้าน Output ออกจากกัน แยกอิสระจากกัน ไม่ให้รบกวนกัน และป้องกันสัญญาณรบกวน (Noise) จาก Input ไม่ให้ออกไปทางด้าน Output และป้องกันสัญญาณรบกวน (Noise) อันเนื่องมาจากการเกิด Ground Loop (ดังที่กล่าวมา) ในการแยกอิสระของสัญญาณ (Signal Isolation) นิยมใช้กับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ Signal Transmitter เพื่อนำสัญญาณมาตรฐานมาใช้งานต่อร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมในระบบ   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ข้อดีของ Programmable Signal Transmitter มีอะไรบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมนิยมใช้สัญญาณเอาต์พุต (Signal Output) ประเภทสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ที่เป็นสัญญาณมาตรฐานในงานอุตสาหกรรม เช่น 0-20mA, 4-20mA (DC Current) หรือ 0-1VDC, 0-5VDC และ 0-10VDC (DC Voltage) เป็นต้น ซึ่งได้จากการวัดค่าต่าง ๆ ของอุปกรณ์เครื่องมือวัดประเภท อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ความดัน (Pressure), อากาศ (Air), อัตราการไหล (Flow Rate) เป็นต้น โดยนำไปต่อใช้งานร่วมกับเครื่องวัดค่าและแสดงผล (Process Indicator), เครื่องควบคุม (Controller), Digital Indicator, Temperature Controller, Recorder, PLC เป็นต้น เพื่อนำไปแสดงผลและควบคุมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบ        โดยสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานทางไฟฟ้า (Analog Signal) เป็นรูปแบบของกระแส 4-20mA (DC Current) และแรงดัน 0-10VDC (DC Voltage) ส่วนใหญ่สำหรับใช้กับอุปกรณ์เครื่องมือวัดประเภททรานสมิตเตอร์ (Transmitter) เช่น Pressure Transmitter, Humidity & Temperature Transmitter, Level Transmitter เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือวัดประเภททรานสมิตเตอร์ (Transmitter) จะทำการแปลงสัญญาณต่าง ๆ ที่เข้ามาทางด้านอินพุต (Input) ผ่านวงจรทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน (Standard Electrical Analog Signal) 4-20mA, 0-10VDC ทางด้านเอาต์พุต (Output) โดยทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) มี 2 แบบ ดังนี้          1. แบบที่ต้องระบุย่านInput (Fixed Signal Transmitter) ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าของ Input ที่ต้องการแปลงเป็นอนาล็อก 4-20mA, 0-10VDC          2. แบบที่สามารถกำหนดค่าของ Input โดยการโปรแกรม (Programmable Signal Transmitter) ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการเปลี่ยนแปลงค่าของ Input บ่อย ๆ ได้ตามต้องการหรือภายในระบบมีอุปกรณ์เครื่องมือวัดหลาย ๆ ตัว โดยแต่ละตัวรับสัญญาณ Input ที่แตกต่างกัน แต่เป็น Input ประเภทสัญญาณเหมือนกัน เช่น ต้องการแปลงสัญญาณอุณหภูมิจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Thermocouple, PT100 ที่มีย่านอุณหภูมิที่แตกต่างกันแต่ละชนิด เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ มีข้อดีแตกต่างกันอย่างไร และ “ข้อดีของแบบ Programmable Signal Transmitter มีอะไรบ้าง?” เราจะมาแนะนำกัน (ดังตาาราง)   Fixed Input Signal Transmitter Programmable Input Signal Transmitter 1. ต้องระบุ Input ตอนสั่งซื้อ และไม่สามารถใช้ Input อื่นต่อร่วมได้ (ต้องสั่งซื้อใหม่เท่านั้น) 2. ไม่มี Port สื่อสาร RS-485 3. ต้องระบุสัญญาณเอาท์พุตแบบ Direct และ Inverse ตอนสั่งซื้อเท่านั้น 4. มีรุ่น Standard Size 1. สามารถ Program เลือกระบุ Input ได้ด้วยตัวเอง หากอนาคตมีการเปลี่ยน Input (ไม่ต้องสั่งซื้อหลายรุ่น) 2. มี Port สื่อสาร RS-485 Modbus RTU เพื่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่น ๆ หรือเก็บข้อมูลค่าต่าง ๆ ได้ 3. สามารถ Program เลือกสัญญาณเอาท์พุตแบบ Direct และ Inverse ได้ด้วยตัวเอง 4. มีแบบรุ่น Slim Size (ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง) และรุ่น Standard Size      ตาราง Input ของรุ่น Programmable Input Signal Transmitter      ตัวอย่างประเภทของอุปกรณ์เครื่องมือวัดที่นำสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output Signal) มาต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ Signal Transmitter รูปแสดงการต่อใช้งานเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำแบบต่อเนื่อง (Level Transmitter) LP-07-I ร่วมกับ Signal Transmitter EM-AN Series (Programmable Input Signal Transmitter) แบบ 2 Channels เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผล Bar Graph Indicator TIM-95G และ Target Board        การต่อใช้งาน 4-20mA จะมีรูปแบบการต่อ 2 แบบ คือ การต่อแบบ Sink Current (Loop Current) 4-20mA หรือ Supply แยก และการต่อแบบ Source Current 4-20mA หรือ Supply ร่วม โดยการต่อจากเอาต์พุต (Output) ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter) ดังนี้        แบบที่ 1 การต่อแบบ Supply แยก Sink Current (Loop Curent) 4-20mA รูปแสดงการต่อแบบ Sink Current (Loop Current) 4-20mA ของ Transmitter รุ่น EM-LC Series ร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) รุ่น CM-004N        แบบที่ 2 การต่อแบบ Supply ร่วม Source Current 4-20mA รูปแสดงการต่อแบบ Source Current 4-20mA ของ Transmitter รุ่น EM-N Series ร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) รุ่น CM-004N   Thermocouple Digital Indicator Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Bar Graph Indicator With Alarm Unit Switching Power Supply 2.5A โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Phase Angle Solid State Relay แตกต่างจาก Solid State Relay (SSR) อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      จากบทความที่ได้นำเสนอเกี่ยวกับ Solid State Relay โซลิดสเตจรีเลย์ (SSR) กันไปแล้ว ในหัวข้อ Solid State Relay มีแบบใดบ้าง? ทำให้ผู้อ่านได้ทราบถึงประโยชน์และการเลือกนำไปใช้งานของ Solid State Relay ได้อย่างเหมาะสมของแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นโซลิดสเตจรีเลย์แบบ 1 เฟส (Single Phase Solid State Relay), โซลิดสเตจรีเลย์แบบ 2 เฟส (Two Phase Solid State Relay), โซลิดสเตจรีเลย์ แบบ 3 เฟส (Three Phase Solid State Relay), โซลิดสเตจรีเลย์ แบบ DC (DC Solid State Relay), โซลิดสเตทรีเลย์ขนาดเล็กสำหรับใส่ลงบนวงจร PCB (Solid State Relay for PCB), โซลิดสเตจรีเลย์แบบ Socket ติดตั้งบนราง DIN Rail (Solid State Relay for DIN Rail), โซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้ (Phase Angle Solid State Relay) เป็นต้น โดยสัญญาณทางด้านอินพุต (Input) ที่ใช้ในการควบคุมมีทั้งแรงดันไฟกระแสตรง (DC) และแรงดันไฟกระแสสลับ (AC) เพื่อใช้งานกับ Load ประเภท Resistive เช่น ฮีตเตอร์, หลอดไฟ หรือ Inductive เช่น มอเตอร์ เป็นต้น      Solid State Relay โซลิดสเตจรีเลย์ (SSR) ที่นำมาใช้งานในการควบคุม Load ดังกล่าว ต้องนำมาต่อร่วมกับเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เพื่อควบคุมอุณหภูมิความร้อนของฮีตเตอร์ (Heater) หรือการทำงานของมอเตอร์ เป็นต้น ซึ่งในการควบคุมที่ใช้งานโดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ         1. ลักษณะการควบคุมแบบ ON-OFF         2. ลักษณะการควบคุมแบบปรับค่าได้ (เร่ง-หรี่) โดยในหัวข้อนี้เราจะมาดูถึงความแตกต่างระหว่างโซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้ (Phase Angle Solid State Relay) กับ โซลิดสเตจรีเลย์ (Solid State Relay) ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร? ดังนี้      เริ่มจากการวงจรต่อใช้งานและสัญญาณเอาต์พุตของ Phase Angle Solid State Relay (ดังรูป)      Phase Angle Solid State Relay โซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้ (เร่ง-หรี่) เป็นโซลิดสเตจรีเลย์ที่ทำงานโดยการควบคุมมุมเฟสของสัญญาณ Sine Wave ทำให้กำลังไฟของโหลดมีการเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณอินพุตที่เข้ามา เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดในการควบคุม เช่น ความสว่างของหลอดไฟ, ความร้อนของฮีตเตอร์หรือควบคุมความเร็วของมอเตอร์ เป็นต้น โดยสามารถต่อร่วมกับ POT ที่เป็นโวลลุ่ม (R-Volume) เพื่อใช้ในการปรับค่าได้ (ในกรณีที่อินพุตเป็นแบบ Resistance) โดย Phase Angle Solid State Relay หรือโซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้นั้น มีทั้งแบบ 1 Phase และ 3 Phase ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม      ต่อมาเป็นวงจรการต่อใช้งานและสัญญาณเอาต์พุตของ Solid State Relay (ดังรูป)      Solid State Relay (SSR) โซลิดสเตจรีเลย์ เป็นรีเลย์ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ ไม่ใช้หน้าสัมผัส (Contact) ในการตัด-ต่อ โดยใช้เทคโนโลยีของเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ไม่มีส่วนเคลื่อนที่ จึงไม่มีเสียงรบกวนในขณะเวลาตัด-ต่อของหน้าสัมผัส (Contact) และไม่เกิดการ Arc ทำให้มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยสามารถใช้ทดแทน Magnetic Contactor ได้ เหมาะกับงานที่มีการ ON/OFF บ่อย ๆ มีให้เลือกทั้งแบบที่ใช้กับ Resistive Load เช่น Heater, หลอดไฟ และ Inductive Load เช่น Motor เป็นต้น Solid State Relay (SSR) มีทั้งแบบ 1 Phase และ 3 Phase ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม      และเพื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง Phase Angle Solid State Relay (โซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้) กับ Solid State Relay ได้ง่ายยิ่งขึ้น และสามารถเลือกนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม จึงอธิบายข้อมูลได้ดังตารางนี้      ข้อแตกต่างของ Phase Angle Solid State Relay (โซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้) กับ Solid State Relay Phase Angle Solid State Relay Solid State Relay 1. อินพุตเป็นแบบสัญญาณอนาล็อก 4-20mA หรือ Resistance (Ohm) สามารถปรับ เร่ง-หรี่ (Linear) ทำให้การควบคุม Load  มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น 2. เหมาะกับงานควบคุมความสว่างของหลอดไฟ, ปรับอุณหภูมิความร้อนของฮีตเตอร์หรือควบคุมความเร็วของมอเตอร์ เป็นต้น 1. การควบคุมเป็นแบบ ON-OFF (Control Voltage : 4-30VDC และ 90-240VAC) 2. เหมาะกับงานที่มีการ ตัด-ต่อ (ON-OFF) บ่อย ๆ เช่น ควบคุมการจ่ายไฟให้ฮีตเตอร์, การทำงานของมอเตอร์ เป็นต้น โดยสามารถใช้ทดแทน Magnetic Contactor ได้      ข้อแนะนำการใช้งาน         • ควรใช้ Heat Sink ระบายความร้อนติดตั้งกับ SSR ด้วยทุกครั้ง และไม่ควรใช้เกิน 40% เช่น ถ้าระบุไว้ 40A ไม่ควรใช้เกิน 16A (40%)         • ควรใช้ซิลิโคนคอมพราวด์ทาระหว่าง Heat Sink กับตัว SSR เพื่อระบายความร้อนก่อนยึด SSR กับ Heat Sink         • ควรติดตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทความร้อนได้ดีหรือใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน         • ถ้าไม่มี Heat Sink ไม่ควรใช้เกิน 10% ของค่ากระแสสูงสูด         • ควรใช้ฟิวส์ที่ทนกระแสได้ไม่เกิน 50% ของค่าสูงสุด ต่ออนุกรมไว้กับ SSR เช่นถ้า SSR 40A ควรใช้ฟิวส์ 20A ชนิด FAST BLOW FUSES (ฟิวส์หลอมละลายเร็ว)      จากที่เราได้ทราบความแตกต่างระหว่าง Phase Angle Solid State Relay หรือโซลิดสเตจรีเลย์ปรับค่าได้ กับ Solid State Relay หรือ SSR กันไปแล้วนั้น ในการเลือกใช้งานอย่างเหมาะสมและเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Solid State Relay ให้ดียิ่งขึ้น ควรติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์ระบายความร้อน (Heat Sink) เพิ่มด้วย โดยสามารถนำมาใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) สำหรับควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ (Heater) ในงานต่าง ๆ เช่น เครื่องฉีดพลาสติก, เครื่องเพ็คกิ้ง, งานอบอาหาร, งานอบสีรถยนต์หรือในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น      ตัวอย่าง Application ในงานต่าง ๆ งานอุตสาหกรรมอาหารและยา งานบรรจุภัณฑ์ งานอบ Amplifler  Digital Temperature Controller PID Control Function Thermocouple/RTD Infrared Heater Heater Break Alarm โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel (4 Channel Digital Indicator) ภายในตัวเดียวกัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หากต้องการคำจำกัดความสั้น ๆ เกี่ยวกับเครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ (Temperature Indicator) คือ อุปกรณ์สำหรับการวัดค่าความร้อน (Heat) หรือความเย็น (Cool) โดยผ่านตัวเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ทั้งการวัดอุณหภูมิแบบสัมผัสกับวัตถุโดยตรงและวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสกับวัตถุโดยตรง เช่น เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple), RTD (PT100), NTC, PTC หรือเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometers) (โดยใช้หลักการยิงแสงอินฟราเรด) เป็นต้น เพื่อเป็นตัวเซ็นเซอร์รับรู้ค่าอุณหภูมิและมาโชว์ค่าที่เครื่องแสดงผล โดยหน่วยการวัดอุณหภูมิที่นิยมใช้สำหรับเครื่องวัดอุณหภูมิแบบมาตรฐานทั่วไปมีทั้งหมด 3 หน่วย ดังนี้         • องศาเซลเซียส (Celsius)         • ฟาเรนต์ไฮต์ (Fahrenheit)         • เคลวิน (Kelvin) เป็นต้น โดยแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator) มีหลากหลายประเภท (ดังรูป)        เครื่องแสดงผลอุณหภูมิ Universal Input Digital Temperature Indicator With Alarm ดังนี้   Digital Temperature Indicator CM-006N (Brand Pm) Digital Temperature Indicator TIM-94N (Brand Pm) Digital Temperature Indicator 40T (Brand GEFRAN)      อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและเครื่องแสดงผลค่าอุณหภูมิ (Temperature Sensor & Temperature Indicator) มีหลากหลายประเภท ได้แก่ เทอร์โมมิเตอร์ (Thermometer), อินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ (Infrared Thermometer), เทอร์มิสเตอร์ (NTC/PTC), เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เป็นต้น ซึ่งในการวัดอุณหภูมิโดยเซนเซอร์ประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น สามารถวัดอุณหภูมิได้ทั้งแบบ วัดอุณหภูมิและโชว์ค่าที่จุดเดียว (โดยเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ 1 ตัว ต่อ 1 เครื่องแสดงผล) หรือในกรณีที่ต้องการวัดอุณหภูมิพร้อมกันหลาย ๆ จุด (โดยเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ 4 ตัว ต่อ 1 เครื่องแสดงผล) แต่มีพื้นที่หน้างานที่จำกัด จะทำอย่างไร โดยในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับ “การวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel (4 Channel Digital Indicator) ภายในตัวเดียวกัน” ว่ามีหลักการทำงาน และข้อดีแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม        เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel (4 Channel Digital Indicator) ภายในตัวเดียวกัน         อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและเครื่องแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel (4 Channel Temperature Indicator) เป็นอุปกรณ์วัดและแสดงผลแบบดิจิตอลที่สามารถรับสัญญาณได้สูงถึง 4 Input ภายในตัวเดียวกัน และสามารถรับสัญญาณอินพุตประเภทอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA, 0-10VDC เป็นต้น เพื่อแสดงผล เช่น ค่าอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), แรงดัน (Pressure Transmitter), อัตราการไหล (Flow) โดยมี Alarm 4 Relay Output เพื่อแจ้งเตือน หรือต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบ ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง โดยรูปแบบของเครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 1 Channel กับ 4 Channels ดังนี้   เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channels เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 1 Channel • ใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ถึงจำนวน 4 ตัว สามารถตั้งค่าการแสดงผลแบบ Auto ของแต่ละ Channels จนครบ 4 Ch. ได้ (ภายในเวลาที่ต้องการ) และตั้งค่าแบบ Manual เลือกโชว์เฉพาะ Ch.ใด Ch. หนึ่งได้ • ใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิได้เพียง 1 ตัว ในการต่อใช้งานร่วมกับ Indicator ต่อ 1 ตัว เพื่อแสดงผลค่าอุณหภูมิ        ซึ่งเครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิแบบ 1 Channel (Temperature Digital Indicator) และเครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิแบบ 4 Channel (4 Channel Digital Indicator) ภายในตัวเดียวกัน มีข้อแตกต่างกันดังนี้        ข้อแตกต่างระหว่างเครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 4 Channel กับ เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิ 1 Channel      เครื่องวัดและแสดงผลค่าอุณหภูมิแบบ 1 Channel และ 4 Channel (Temperature Digital Indicator) เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมประเภท ดังนี้         • อุตสาหกรรมพลาสติก         • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม         • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Digital Indicator  Digital Temperature Indicator I/V Simulator Portable Process Simulator โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Terminal Block แตกต่างจาก Terminal ทั่วไปอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      การเดินสายไฟระหว่างอุปกรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคำนึงถึงการต่อสาย จะไปนึกถึงพวกอุปกรณ์เครื่องมือวัด อุปกรณ์คอนโทรล หรือ PLC เป็นหลัก แต่การต่อสายไฟระหว่างอุปกรณ์ก็มีผลต่อหลาย ๆ อย่าง เช่น เดินสายไฟแล้วสายไฟหลวม ทำให้อุปกรณ์เกิดการอาร์คโดยเกิดประกายไฟ การเดินสายไฟที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง การเดินสายไฟที่เครื่องจักรมีการสั่นสะเทือน โดยการเลือกใช้เทอร์มินอลควรจะให้เหมาะสมกับการใช้งานของอุปกรณ์ หน้างานหรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ หลายท่านคงนึกถึงการต่อสายไฟแบบเก่าที่ใช้เทอร์มินอลทั่วไป เช่น การต่อสายไฟโดยใช้การบัดกรี การต่อสายโดยใช้ขั้วต่อแบบลูกเต๋า การต่อสายแบบใช้เทปพันสาย เป็นต้น ซึ่งปัญหาหลัก ๆ ในการเดินสายไฟที่พบบ่อยก็คงหนีไม่พ้นสายไฟที่พันกัน สายไฟสลับตำแหน่งที่ควรจะเป็นและดูไม่เป็นระเบียบ ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสน        แต่ในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีการต่อสายแบบใหม่เข้ามา นั่นคือการใช้ เทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) มาแทน ซึ่งทำให้มีความสะดวกในการใช้งานและโดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับการต่อสายไฟแบบเดิม นับว่า เทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) เป็นตัวช่วยสำคัญเลยทีเดียว ในการต่อสายไฟให้เป็นระเบียบ สะดวกและรวดเร็ว ในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์กรณีที่ระบบมีปัญหาที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ เทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) กันก่อน        เทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างสายไฟด้านหนึ่งเข้ากับสายไฟอีกด้านหนึ่ง หรือใช้เป็นจุดพักสายไฟเพื่อให้ง่ายและรวดเร็วในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์หรือเพื่อเก็บสายไฟให้เป็นระเบียบ สามารถตรวจสอบจุดที่มีปัญหาต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งเราสามารถเห็นการใช้งานของ Terminal Block ได้ เช่น ในตู้คอนโทรลไฟฟ้า ตู้คอนโทรลปั๊มน้ำ ตู้เมนเบรกเกอร์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม เป็นต้น และ Terminal Block กับ Terminal ทั่วไปแตกต่างกันอย่างไรนั้น เราจะขออธิบายให้เข้าใจกันง่าย ๆ ดังนี้        ความแตกต่างระหว่าง Terminal Block กับ Terminal ทั่วไป   Terminal Block Terminal ทั่วไป • สามารถใช้กับแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 1000 Vac/Vdc • สามารถทนอุณหภูมิได้สูงถึง 130 ํC • วัสดุฉนวนทำจากพลาสติกประเภทโพลีมาย ทนต่อความร้อนและไม่ติดไฟ • ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง • มีให้เลือกใช้งานแบบ Screw Type , Spring Type และ Push-in Type    ซึ่งเหมาะกับงานที่มีการสั่นสะเทือน • สามารถใช้กับแรงดันไฟฟ้าได้ถึง  600 Vac/Vdc • สามารถทนอุณหภูมิได้สูงถึง 55 ํC • วัสดุทำจากพลาสติกทั่วไป กรณีเกิดประกายไฟ ติดไฟได้ง่าย • มีขนาดใหญ่ สิ้นเปลืองพื้นที่ในการติดตั้ง • มีให้เลือกใช้งานแบบ Screw Type     Terminal Block Terminal ทั่วไป      จากที่เราได้ทราบถึงความแตกต่างระหว่าง Terminal Block กับ Terminal ต่อสายไฟแบบทั่วไปกันไปแล้วนั้น ทำให้มองเห็นถึงประโยชน์และง่ายต่อการพิจารณาในการเลือกใช้งาน โดยเทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) แบ่งตามประเภทการใช้งานออกเป็น 2 แบบ ดังนี้      1. เทอร์มินอลบล็อกแบบสกรู หรือ เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสกรู (Screw Type Terminal Block) เทอร์มินอลบล็อกชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก จะใช้การขันสกรูลงไปเพื่อบีบอัดรัดสายไฟให้แน่น เหมาะกับสภาพหน้างานที่ไม่มีการสั่นสะเทือน เนื่องจากจะทำให้น็อตที่ขันมีการคลายตัวได้ โดยเหมาะกับสายทุก ๆ ประเภท ตั้งแต่สายขนาดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "สายคอนโทรล" ไปถึงสายเบอร์ใหญ่ ๆ ที่เรียกว่า "สายเพาเวอร์" ตั้งแต่ขนาดสาย 0.5 mm2 ไปจนถึงขนาด 70 mm2 เป็นต้น รูปแสดงลักษณะการเข้าสายของเทอร์มินอลบล็อกแบบขันสกรู (Screw Type Terminal Block)        เทอร์มินอลบล็อกแบบสกรู หรือ เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสกรู (Screw Type Terminal Block) ดังรูป   Terminal Block แบบสกรู (แบบ 1 ชั้น) CBC-Series Terminal Block แบบสกรู (แบบ 2 ชั้น) DBC-Series Terminal Block แบบสกรู (แบบ 3 ชั้น) TLD-Series Terminal Fuse แบบสกรู SFR-Series Earth Terminal (เทอร์มินอลกราวด์ แบบสกรู) TEO-Series      2. เทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง หรือ เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสปริง (Spring Type Terminal Block) เทอร์มินอลบล็อกชนิดนี้ การเข้าสายแบบสปริงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้งานในปัจจุบันเนื่องจากใช้งานง่ายโดยไม่ต้องใช้ไขควงในการทำงาน สามารถเข้าสายได้ง่าย ทำให้รวดเร็วต่อการใช้งาน เหมาะสำหรับงานประเภท Vibration โดยการสั่นของเครื่องจักรถ้าเป็นเทอร์มินอลแบบสกรูมีโอกาสทำให้น็อตที่ขันมีการคลายตัวได้ โดยเทอร์มินอลแบบสปริงแคมป์รองรับกับการเข้าสายได้หลายขนาด ตั้งแต่ สาย 1.5 mm2 ไปจนถึงขนาด16 mm2 เป็นต้น รูปแสดงลักษณะการเข้าสายของเทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง (Spring Clamp Push-in Terminal Block)        เทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง หรือ เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสปริง (Spring Type Terminal Block) ดังรูป   Terminal Block แบบสปริง (แบบ 1 ชั้น) EFC-Series Terminal Block แบบสปริง (แบบ 2 ชั้น) EFD-Series Terminal Block แบบสปริง (แบบ 3 ชั้น) EFT-Series Spring Clamp Earth Terminal (เทอร์มินอลกราวด์แบบสปริง) EFCE-Series        นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมของเทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block Accessories) อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ฝาปิดด้านข้างของเทอร์มินอล (End Plate), แผ่นกั้นแยกส่วนเทอร์มินอล (Partition), ตัวล็อกหัวท้ายของเทอร์มินอล (Stopper), ตัวเชื่อมต่อระหว่างเทอร์มินอล (Jumper Bar), Marking Tag หรือ Label สำหรับการระบุชื่อของเทอร์มินอลนั้น ๆ ให้ง่ายต่อการ Wiring สายไฟ, การซ่อมบำรุงและอื่น ๆ อีกมากมาย        ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Terminal Block     Wiring Duct And Accessories Connector Air Conditioner for Control Boxes Cabinet Filter Fan Relay Module โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK