Thailand Web Stat Truehits.net
Image Alternative text
Temperature Controller แบบ Step นำไปใช้งานแบบไหนได้บ้าง

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK              Temperature Controller แบบ Step นำไปใช้งานแบบไหนได้บ้างTemperature Controller หรือ เครื่องควบคุณอุณภูมิ ที่ใช้งานกันโดยทั่วไป ทำหน้าที่ในการประมวลผล (Process) ของสัญญาณอินพุต (Input) ที่รับเข้ามาจากเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ เช่น PT100/Thermocouple/NTC/PTC เป็นต้น และสั่งงานทางด้านเอาต์พุต (Output) เพื่อไปควบคุมการเพิ่ม หรือ ลด ของอุณภูมิ (Temperature) ซึ่งกระบวนการควบคุมก็มีหลายรูปแบบ เช่น ON-OFFControl, PID Control, Fuzzy Logic Control เป็นต้น และ Temperature Controller ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ นิยมใช้งานในการควบคุมอุณหภูมิแบบคงที่ เช่น ต้องการต้มน้ำที่อุณหภูมิ 50 องศา และเมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ ให้สั่งงานทางด้านเอาต์พุต (Output) ทำงาน เพื่อไปควบคุมอุปกรณ์อื่น เช่น ต่อใช้งานร่วมอุปกรณ์โซลิดสเตทรีเลย์ (SSR) เพื่อใช้ในการ ตัด-ต่อ (On-Off) วงจรไฟฟ้า หรือ แบบ เร่ง-หรี่ (Phase Angle Controller) สำหรับควบคุมการทำงานของฮีเตอร์ (Heater) เป็นต้น             และอีกรูปแบบของควบคุมอุณหภูมิ โดยมีเงื่อนไขของอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับเวลา เพื่อใช้ในการกำหนดการควบคุมอุณหภูมิในช่วงเวลานั้น คือ Temperature Controller แบบ Step / Temp Stepหรือ Programmable Process Controller เป็นการควบคุมลักษณะแบบสเต็ป สามารถนำไปใช้งานแบบไหนได้บ้าง ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำกัน แสดงรูป Temperature Controller แบบ Step รุ่น TTM-339 series (15 Pattern, 99 Step.)                Temperature Controller แบบ Step หรือ Programmable Process Controller เป็น Temp Controlประเภทหนึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิ เหมือนกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller ) แบบอื่นๆแต่จะมีข้อแตกต่างของฟังก์ชั่นในการควบคุมอุณหภูมิ ที่เป็นลักษณะสเต็ป (Step Control) โดยสามารถตั้งค่า (SV) ทีเครื่องควบคุมอุณหภูมิได้หลายๆค่า และตั้งค่าเวลาในการทำอุณหภูมิได้อีกด้วย เหมาะสำหรับงานที่จำเป็นต้องค่อยๆเพิ่ม และ ค่อยๆลด อุณหภูมิ เช่น การอบชิ้นงาน, อบขนม, อบเซรามิค เป็นต้น เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ชิ้นงาน กราฟแสดงการทำงานของอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับเวลา กราฟแสดงการตั้งค่าอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับเวลาของ Temperature Controller แบบ Step จากกราฟ แสดงการตั้งค่าอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับเวลาของ Temperature Controller แบบ Step (3 Step) อธิบายได้ดังนี้ Step ที่ 1 : ให้ทำอุณหภูมิที่ 40 C ภายในเวลา 60นาที และ ช่วงของการรักษาอุณหภูมิ (Hold) คงที่ 40 Cที่เวลา 30 นาที Step ที่ 2 : ให้ทำอุณหภูมิที่ 90 C ภายในเวลา 30นาที และ ช่วงของการรักษาอุณหภูมิ (Hold) คงที่ 90 Cที่เวลา 10 นาที Step ที่ 3 : ให้ทำอุณหภูมิที่ 50 C ภายในเวลา 40นาที และ ช่วงของการรักษาอุณหภูมิ (Hold) คงที่ 50 Cที่เวลา 60 นาที          เมื่อครบกำหนดตามที่ตั้งค่าไว้ จึงสามารถนำชิ้นงานที่อบออกมาจากตู้อบได้ นอกจากนี้ Temperature Controller แบบ Stepยังมี Function ที่เรียกว่า Wait Functionเพื่อใช้สำหรับรอเวลา และ รออุณหภูมิ ในกรณีที่เวลาถึง แต่อุณหภูมิไม่ถึง หรือ อุณหภูมิถึงแต่เวลาไม่ถึง เพื่อให้อุณหภูมิและเวลาสัมพันธ์กันตามเงื่อนไขที่ตั้งค่า ทำให้เกิดความสเถียรภาพในการควบคุมอุณหภูมิเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างการต่อใช้งาน Programmable Process Controller ฟังก์ชั่นการควบคุมแบบ Step รูปแสดงการต่อใช้งาน Temperature Controller แบบ Step ร่วมกับ Solid Stat Relay เพื่อควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ (Heater) ในการอบชิ้นงาน   ข้อมูลสินค้า Temperature Controller แบบ Step / Temp Step / Programmable Process Controller https://www.primusthai.com/primus/product?productID=180 สินค้าที่เกี่ยวข้อง เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=38 โซลิคสเตตรีเลย์ (Solid Stat Relay /SSR) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=36 ฮีตเตอร์ / อุปกรณ์ทำความร้อน (Heater) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=20 เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple/PT100/NTC/PTC) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=39 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
อุปกรณ์รักษาความเย็นภายในตู้ Air to Air Thermoelectric Cooler

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หากพูดถึงอุปกรณ์ที่รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล โดยทั่วไปเราจะนึกถึง แอร์รักษาอุณหภูมิ (Air Conditioner) หรืออุปกรณ์ทำความเย็น (Cooling Fans) ต่าง ๆ เป็นต้น ใช้สำหรับติดตั้งเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรลของเครื่องจักรในระบบอุตสาหกรรมทั่วไป      นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ให้ความเย็นแก่ตู้ควบคุมได้อีกประเภท คือ Air to Air Thermoelectric Cooler ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ความเย็นแก่ตู้ควบคุม โดยหลักการทำงานของแผ่นเพลเทียร์ (Peltier) ที่มีสารกึ่งตัวนำชนิดพีกับเอ็น (P-N Type) กล่าวคือ เมื่อมีกระแสไฟฟ้า (DC) จ่ายเข้าที่แผ่นเพลเทียร์ ก็จะมีการดูดกลืนกันของอิเล็กตรอน ที่เคลื่อนจากระดับพลังงานต่ำทางด้านสารกึ่งตัวนำแบบพี (P) ไปสู่ระดับพลังงานที่สูงกว่าทางด้านสารกึ่งตัวนำแบบเอ็น (N) ส่งผลให้ผิวด้านหนึ่งของแผ่นเพลเทียร์มีการดูดพลังงานความร้อนที่ได้จากความร้อนที่อยู่บริเวณโดยรอบ เมื่อความร้อนในบริเวณรอบ ๆ ถูกดูดเข้ามา ก็จะทำให้ในบริเวณนั้นมีอุณหภูมิต่ำลง ซึ่งด้านนี้ก็คือด้านทำความเย็น ทำให้อีกด้านหนึ่งร้อนและอีกด้านหนึ่งเย็น หรือที่เรียกว่าแผ่นร้อน-เย็น นั่นเอง         รูปที่ 1.1 แสดงโครงสร้างของแผ่นเพลเทียร์ (Peltier) และแผ่นเพลเทียร์ (Peltier)        จากหลักการดังกล่าว จึงได้มีการนำแผ่นเพลเทียร์ (Peltier) มาประยุกต์ทำเป็นอุปกรณ์ความคุมความเย็นให้แก่ตู้ควบคุม Air to Air Thermoelectric Cooler โดยการนำ Sink มาประกบทั้ง 2 ด้าน ของแผ่นเพลเทียร์ (Peltier) ทั้งทางด้านร้อนและด้านเย็น โดยใช้พัดลมเป็นตัวส่งผ่านความร้อนเพื่อระบายและส่งผ่านความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในตู้ควบคุม (ดังรูปที่ 1.2)   รูปที่ 1.2 อุปกรณ์ให้ความเย็นแก่ตู้ (Air to Air Thermoelectric Cooler) รุ่น TA-AA Series        Air to Air Thermoelectric Cooler รุ่น TA-AA Series เป็นอุปกรณ์ให้ความเย็นแก่ตู้ควบคุมภายในตู้ ที่ปราศจากสัญญาณรบกวน (Noise) และไม่มีการสั่นสะเทือนอันเนื่องมาจากการตัดต่อและการทำงานของมอเตอร์ เพราะไม่มี Compressor ภายในตัวอุปกรณ์ ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนต่อสัญญาณรบกวนภายในตู้ เหมาะสำหรับตู้ Server, ตู้บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความแม่นยำสูง, ตู้ CPU, ตู้ระบบ Telecom, ตู้อุปกรณ์การแพทย์ หรือตู้ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและยา เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายของอุปกรณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป ช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ภายในตู้ควบคุมอีกด้วย มีขนาดเล็ก สามารถติดตั้งในพื้นที่จำกัดได้        ตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์ให้ความเย็นแก่ตู้ควบคุม Air to Air Thermoelectric Cooler รูปแสดงการติดตั้ง Air to Air Thermoelectric Cooler รุ่น TA-AA Series        ข้อแนะนำในการติดตั้ง : ในการติดตั้งควรคำนึงถึงเรื่องอุณหภูมิภายใน-ภายนอก ความร้อนที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก Load (Heat Loss) เพื่อเลือกใช้กำลังวัตต์ (Watt) ที่เหมาะสม และเพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ภายในตู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรติดตั้ง Air to Air Thermoelectric Cooler ร่วมกับ Thermostat หรือ Controller เพื่อควบคุมและรักษาอุณหภูมิความเย็นภายในตู้ได้ตามความต้องการ และควรติดตั้งในลักษณะแนวตั้งเท่านั้น        ตัวอย่างการต่อใช้งานอุปกรณ์ให้ความเย็นแก่ตู้ควบคุม Air to Air Thermoelectric Cooler ร่วมกับ Thermostat และ Controller โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
เราจะวัดและควบคุมความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิในอากาศได้อย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในอากาศมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ห้อง, บ้าน, รถยนต์, ตู้เย็น, โรงเรือนเพาะปลูก, เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิต จึงทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิ (Relative Humidity & Temperature) มากเป็นพิเศษ ในประเภทอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร, อุตสาหกรรมอาหาร, ยา, พลาสติกและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยทางด้านแวดล้อม คือ อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อกระบวนการในการผลิต ทำให้ต้องมีการนำอุปกรณ์เครื่องมือวัดและควบคุมค่าความชื้นและอุณหภูมิ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ-ความชื้น (Hygrometer), อุปกรณ์วัดความชื้น (Humidity Sensor), เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เป็นต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการวางแผนการผลิต      ซึ่งในการวัดและควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในอากาศนั้น เราจะสามารถวัดได้อย่างไร ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ (Humidity & Temperature Sensor) กัน     อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในอากาศ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้      1. มิเตอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิในอากาศแบบพกพา (Portable Temperature Humidity Meter) Datalogger Hygro Thermometer Humidity Temperature Meter (Dew Point, Web Bulb) Hygro Thermometer (With Alarm) CENTER 318 CENTER 318 CENTER 31 วัดความชื้นและอุณหภูมิ ในโรงเรือนเพาะชำ วัดอุณหภูมิจุดที่เป็นน้ำค้าง เมื่อมีอากาศชื้นปริมาณไอน้ำยังคงที่ วัดความชื้นและอุณหภูมิแบบตั้งโต๊ะ มีระบบการแจ้งเตือนในตัว      อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในอากาศ ที่สามารถวัดค่าอุณหภุมิและความชื้นได้ภายในตัวเดียวกัน และโชว์ค่าได้ที่หน้าจอของอุปกรณ์หรือการวัดค่าแบบเก็บข้อมูล (Datalogger) สำหรับดูค่าผ่าน Computer ทำให้สะดวกในลักษณะงานแบบ Out Door ในการวัดค่าหลาย ๆ จุด เช่น วัดค่าความชื้นสัมพัทธ์ของไอน้ำ (Dew Point) ในเรือนเพาะชำหรือในสวนต้นไม้ เป็นต้น        2. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์แบบติดตั้งผนังและในท่อ และแปลงสัญญาณให้เป็นสัญญาณมาตรฐานทางไฟฟ้า 4-20mA/0-10VDC (Humidity & Temperature Transmitter) และ Output RS-485 (MODBUS RTU Protocol) สามารถติดตั้งได้ทั้ง 2 ลักษณะ ดังนี้ Wall Mount Humidity & Temperature Transmitter Wall Mount Humidity & Temperature Transmitter (MODBUS RTU Protocol) Duct Mount Humidity & Temperature Transmitter HM-004/HM-005 Series HM-006 Series (MODBUS RTU Protocol) RHM-004/RHM-005 Series เหมาะสำหรับติดตั้งบนผนังหรือเพดานภายในห้อง ที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ -30 ถึง 65 ํC เพื่อแปลงสัญญาณความชื้น 0-100% RH และอุณหภูมิ 0 -100 ํC ให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA/0-10VDC   ส่วนรุ่น HM-006 Series สามารถนำสัญญาณที่ได้จากการวัดภายในห้องของความชื้น 0-100% RH และอุณหภูมิ  0-100 ํC เพื่อแปลงให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA/0-10VDC และมี RS-485 เพื่อเชื่อมต่อแบบอุปกรณ์ที่รองรับ Communication RS-485 ได้ เหมาะสําหรับติดตั้งวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในตู้อบ, ถังฆ่าเชื้อ, ถังไล่ความชื้น, เป็นต้น โดยเจาะรูฝังแกน (Probe) เข้าไปในตู้ให้ในส่วนหัวกะโหลกอยู่ภายนอกตู้ ซึ่งมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใน ทําให้สามารถใช้กับตู้อบที่มีอุณหภูมิสูงได้ (ถึง 100 ํC) และมีฟิลเตอร์ด้านปลาย Probe เพื่อป้องกันฝุ่นและมีหน้าแปลนยึดสําหรับประกอบการติดตั้ง      อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในตัวเดียวกัน (Humidity & Temperature Transmitter) และแปลงสัญญาณให้เป็นสัญญาณมาตรฐานทางไฟฟ้า 4-20mA/0-10VDC สามารต่อใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุม (Controller), เครื่องบันทึก (Recorder), เครื่องแสดงผล (Digital Indicator), โปรแกรมเมเบิ้ลคอนโทรลเลอร์ (PLC) หรือเครื่องแสดงโดยรับสัญญาณ RS-485 Communication รุ่น TSM-94 (สำหรับรุ่น HM-006)        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Humidity & Temperature Transmitter อุปกรณ์แปลงสัญญาณอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC เพื่อโชว์ค่าอุณหภูมิและความชื้นที่ Target Board   รูปแสดงการต่อใช้งานอุปกรณ์วัดความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) และอุณหภูมิ (Temperature) ในตัวเดียวกัน และแปลงสัญญาณเป็น 4-20mA/0-10VDC เพื่อโชว์ค่าความชื้น (Humidity) และอุณหภูมิในอากาศ ที่ Target Board โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
PT100 Transmitter ติดตั้งแบบใดได้บ้าง

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หลังจากที่เราได้นำเสนอในหัวข้อที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับประเภท, ความแตกต่าง และการต่อใช้งานของ PT100 แบบ 2 สาย 3 สาย 4 สาย ไปแล้วนั้น ทำให้เราสามารถเลือกเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (PT100) ได้อย่างเหมาะสมในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator), เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder) เป็นต้น       ในหัวข้อนี้เราจะขอแนะนำอุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณอุณหภูมิ RTD (PT100) ให้เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA/0-10VDC ที่เรียกว่า PT100 Transmitter หรือ Temperature Transmitter ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในการติดตั้งอุปกรณ์แปลงสัญญาณ PT100 Transmitter นี้ มีลักษณะการติดตั้งที่แตกต่างกัน เช่น ติดตั้งภายในตู้คอนโทรลโดยยึดติดกับราง Din Rail หรืออีกแบบหนึ่ง จะติดตั้งฝังอยู่ภายในหัวกะโหลกของตัว RTD (PT100) นั้นเลย ดังนี้   ลักษณะการติดตั้ง PT100 Transmitter หรือ Temperature Transmitter   การติดตั้ง PT100 Transmitter แบบติดราง (Din Rail) รูปแสดงการติดตั้ง PT100 ร่วมกับ PT100 Transmitter รุ่น EM-07 Series แบบติดราง (Din Rail) เพื่อโชว์ค่าที่เครื่องแสดงผล (Digital Indicatr)   การติดตั้ง PT100 Transmitter แบบฝังหัวกะโหลก Bulb (PT100) รูปแสดงการติดตั้ง PT100 Transmitter รุ่น TM-012P แบบฝังเข้ากับหัวกะโหลกของ PT100 เพื่อต่อใช้งานร่วมกับ PLC UNITRONICS        การติดตั้ง PT100 Transmitter แบบฝังเข้ากับหัวกะโหลกของ PT100 จะสามารถนำสัญญาณอนาล็อก 4-20mA ออกมาใช้งานต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น PLC, Temperature Controller, Recorder หรือ Indicator โดยใช้สายเพียง 2 เส้น เหมาะสมกับลักษณะงานที่ต้องเดินสายระยะไกล ๆ เนื่องจากสัญญาณที่แปลงออกมาเป็นแบบ Current Loop 4-20mA และมีขนาดเล็กกะทัดรัด ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง      ข้อดีของ PT100 Transmitter รุ่น TM-012P สามารถโปรแกรมเลือกย่านการใช้งานของ Input และ Output ได้ภายในตัวเดียวกัน ผ่านทาง Software โดยไม่ต้องระบุอินพุต (Fix Input) ในการเลือกย่านการใช้งาน กรณีในโรงงานอุตสาหกรรมมี PT100 Transmitter ที่มีย่านการวัดหลาย ๆ ย่านการวัด เราสามารถสั่งอุปกรณ์ Transmitter มาเพียงรุ่นเดียว และนำมากำหนดย่านอินพุต (Input) และ เอาต์พุต (Output) ตามที่ต้องการได้เลย โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงย่านการใช้งานบ่อย ๆ   การต่อใช้งาน PT100 Transmitter รุ่น TM-012P โดยเชื่อมต่อกับ Programming Module TM-PRO (ดังรูป) รูปแสดงการต่อใช้งานอุปกรณ์ Temperature Transmitter รุ่น TM-012P ผ่าน Programming Module TM-PRO เพื่อเชื่อมต่อ Computer   รูปตัวอย่างโปรแกรมการเชื่อมต่อของ Temperature Transmitter แบบ Configulation Input รุ่น TM-012P   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK  

Image Alternative text
อยากรู้ต้นทุนการใช้ไฟฟ้าเทียบกับจำนวนผลิต ทำได้อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีต้นทุนต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต เช่น ต้นทุนด้านแรงงาน (Human), ต้นทุนวัตถุดิบ (Raw material), ต้นทุนด้านเครื่องจักร (Machine) และต้นทุนด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า (kWh) การติดตามการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องจักรและติดตามสถานะต่าง ๆ ของเครื่องจักรว่ายังใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่นั้น จะทำให้เราสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและทันความต้องการของลูกค้าได้ หากเครื่องจักรทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เครื่องจักรไม่เสียหาย เครื่องไม่หยุดทำงาน( Downtime) และหากเราสามารถทราบความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนล่วงหน้า หรือมี Hour Counter สำหรับนับเวลาของเครื่องจักร จะทำให้เราสามารถซ่อมบำรุงเชิงป้องกันก่อน (Preventive Maintenance) ได้ หรือในกรณีที่สามารถทราบถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า (kWh) เทียบกับจำนวนที่เราผลิตต่อวันได้ จะทำให้เรานำข้อมูลที่ได้มาทำการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยของสินค้านั้นได้ (Cost/Unit)      ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์การรู้ต้นทุนการใช้ไฟฟ้า เทียบกับจำนวนการผลิตได้ คือ KM-23 Series เป็นมิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า (Power Meter) และนับจํานวนการผลิต (Counter), นับชั่วโมงการทํางาน (Hour Counter) ของเครื่องจักร รวมทั้งยังสามารถตั้งค่าป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage Protection) มี Relay Alarm เพื่อแจ้งเตือนหรือตัดต่อวงจรไฟฟ้าในระบบได้  มี RS485 เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์และบริหารจัดการ การใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบกับจำนวนที่ผลิตได้ (ดังรูป) รูปแสดงการต่อใช้งานของมิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า Multifunction Power Meter รุ่น KM-23-P7 ติดตั้งแบบ Panel 72x72 เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (Local Server) รูปแสดงการต่อใช้งานของมิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า Multifunction Power Meter รุ่น KM-23-DI ติดตั้งแบบ Din Rail เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (Local Server) และ (Cloud Server) และสามารดูข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Web Application โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK สินค้าที่เกี่ยวข้อง • อุปกรณ์ลดทอนกระแส(Current Transformers CT) • อุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Converter) • โปรแกรม Software PRIMUS SOFT PRO • อุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Protection Relay) • เครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) • อุปกรณ์นับชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร

Image Alternative text
การเลือกเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor/Level Switch) ให้เหมาะสมกับหน้างาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Level Sensor/Level Switch หรือ เซ็นเซอร์วัดระดับ เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับระดับของเหลว (Liquid) เช่น วัดระดับความสูงของน้ำ น้ำมันในถัง หรือวัดระดับน้ำในแทงค์เก็บน้ำ เป็นต้น เพื่อจะทราบถึงตำแหน่งและระดับของเหลวนั้นและใช้ในการควบคุมระดับน้ำให้ได้ตามที่ต้องการ โดยต่อร่วมกับตัวควบคุมระดับน้ำ (Level Control), ตัวแสดงผลของระดับน้ำ (Level Indicator) เป็นต้น เพื่อแสดงค่าหรือควบคุมระดับของเหลว และนำค่าต่าง ๆ นี้ไปใช้ในกระบวนการการผลิตต่อไป      ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงการเลือกใช้งานเซ็นเซอร์วัดระดับของเหลว (Liquid  Level Sensor/Level Switch/Level Transmitter/Level Indicator) ให้เหมาะสมกับหน้างานกัน ดังนี้ Level Switch (สวิทช์ลูกลอยตรวจจับระดับของเหลว)      Level Switch ลูกลอยวัดระดับแบบแกนสแตนเลส (SUS304/SUS316) วัดระดับของเหลว เช่น นํ้า, น้ำมัน โดยอาศัย Magnet Switch เปลี่ยนแปลงสถานะของหน้าคอนแทค NO/NC เมื่อลูกลอยเคลื่อนที่ขึ้น-ลง ตามระดับของเหลว มีทั้งแบบติดตั้งด้านบนและด้านข้างถัง (รุ่น LP-04 สามารถเลือกจํานวนลูกลอยเพื่อวัดได้หลายระดับ)      Electrode Level Switch อุปกรณ์วัดระดับแบบกานอีเล็คโทรด เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้กับของเหลวที่นําไฟฟ้าได้เท่านั้น และไม่สามารถใช้กับน้ำบริสุทธิ์ (RO) หรือ น้ำมันที่มีสถานะเป็น Hydrocarbon ได้ โดยต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมระดับ Level Control (PM-021N-1) เพื่อควบคุม 1ระดับ หรือ 2 ระดับ      Cable Float Level Switch ลูกลอยวัดระดับแบบสายเคเบิ้ลในการใช้งาน ใช้หย่อนลงไปในถังหรือบ่อบําบัดน้ำเสียเพื่อตรวจระดับน้ำและควบคุมให้อยูในตําแหน่งสูงหรือต่ำตามต้องการ เมื่อน้ำมีระดับสูงขึ้นลูกลอยจะอยูในลักษณะแนวนอน ทำให้สวิตช์อยูในตําแหน่ง OFF แต่ถ้าน้ำอยูในระดับต่ำลูกลอยจะอยู่ในลักษณะแนวตั้ง ทําให้สวิทช์อยูในตําแหน่ง ON และสวิทช์ที่อยูภายในลูกลอยเป็นแบบ Mercury Switch (สวิตช์ปรอท) ทําให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานในการตัด-ต่อ ได้มากกว่า 500,000 ครั้ง Level Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับของเหลว      Level Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับของเหลวแบบต่อเนื่อง โดยอาศัยหลักการการเปลี่ยนแปลงของค่าความต้านทานภายในตามการขึ้น-ลง ของลูกลอย และส่งสัญญาณเอาต์พุต 4-20mA เพื่อต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล (Digital Bar graph Indicator) TIM-95G ในการแสดงปริมาณน้ำ      Ultrasonic Level Sensor อุปกรณ์วัดระดับแบบอัลตร้าโซนิค โดยใช้หลักการการสะท้อนของคลื่นความถี่เสียง (Ultrasound) ในการตรวจจับวัตถุนั้น ในการเดินทางที่ผ่านตัวกลาง เช่น ของเหลว ก๊าซ อากาศ เป็นต้น ทำให้สามารถใช้งานตรวจจับวัตถุได้หลากหลาย และสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี มีความแม่นยำในการตรวจจับ และของเหลวที่มีสารเคมี หรือของเหลวที่มีความหนืดก็สามารถตรวจจับได้      และยังมี Capacitive Proximity Switch เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับเซ็นเซอร์อีกประเภท ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานตรวจวัดระดับของเหลวได้ เช่น น้ำ ผงแป้ง เมล็ดโฟม เป็นต้น โดยใช้หลักการตรวจจับความหนาแน่นของ ของเหลวในการตรวจจับระดับ และสามารถวัดได้ทั้งวัตถุที่เป็นของเหลว ผงแป้ง ได้ภายในตัวเดียว Output เป็นสวิทช์ ON-OFF (ดังรูป)       Capacitive Proximity Switch โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Bobbin Heater / Quartz Heater เหมาะสมกับการใช้งานประเภทใด

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ (Heater) เป็นอุปกรณ์ให้ความร้อนกับชิ้นงาน, อากาศ, ของเหลวหรือแม่พิมพ์โลหะ เป็นต้น สำหรับในอุตสาหกรรม ฮีตเตอร์ (Heater) ถือได้ว่ามีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น งานบรรจุหีบห่อ (Cartridge Heater), งานเครื่องฉีดพลาสติก เครื่องเป่าถุง งานให้ความร้อนในท่อลำเลียง (Band Heater/Ceramic Heater), งานอบสีรถยนต์ อบอาหาร อบไล่ความชื้น (Infrared Heater/Finned Heater), งานต้มน้ำ น้ำมัน (Immersion Heater), เป็นต้น ซึ่งฮีตเตอร์ (Heater) กล่าวมาข้างต้น ในการใช้งานเพื่อให้เหมาะสมกับประเภทของลักษณะงาน อุณหภูมิ ชิ้นงาน อาจจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตฮีตเตอร์ (Heater) เช่น งานให้ความร้อนทั่วไปใช้เป็นสแตนเลส (SUS304) ได้ ส่วนงานที่ต้องใช้ความร้อนสูง มีสารกัดกร่อน สารเคมี ควรเลือกใช้ฮีตเตอร์ชนิดสแตนเลส (SUS316/SUS316L), อินโคลอย (Incoloy) หรือ ไททาเนียม (Titanium) เป็นต้น เพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน      สำหรับหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำแบบ Bobbin Heater และ Quartz Heater เหมาะสมกับการใช้งานประเภทใดบ้าง ซึ่งฮีตเตอร์ 2 ประเภทนี้ เรียกได้ว่าเป็นฮีตเตอร์จุ่มสำหรับต้มของเหลว เหมาะกับงานประเภทสารเคมี สารกัดกร่อนโดยเฉพาะ (ยกเว้นวัสดุ SUS304) ดังนี้ Bobbin Heater รูปที่ 1.1 Bobbin Heater รูปที่ 1.2 รูปแบบการติดตั้ง Bobbin Heater รูปที่ 1.3 ลักษณะการประยุกต์ใช้งาน Bobbin Heater (credit : https://www.wattco.com)      Bobbin Heater เป็นฮีตเตอร์แบบจุ่ม หรือ ฮีตเตอร์สำหรับของเหลว ติดตั้งได้ทั้ง 2 แบบ (ดังรูป 1.2) โดยสอดเข้ากับท่อเพื่อให้ความร้อนแก่ของเหลว ซึ่งให้ความร้อนสูงคงที่ สม่ำเสมอ สะดวกในการเคลื่อนย้าย เมื่อเกิดตะกรันเกาะที่ท่อฮีตเตอร์สามารถถอดออกมาซ่อมบำรุงรักษาและทำความสะอาดได้ง่ายกว่า Immersion Heater      เหมาะสมกับงาน : ต้มน้ำทั่วไป (วัสดุ SUS304) งานชุบโลหะ ชุบโครเมี่ยม เครื่องล้างต่าง ๆ น้ำมัน แว๊กซ์ ไขมัน หรืออุ่นต้มของเหลวที่เหนียวข้น เช่น กาว ได้ (วัสดุ SUS316, Incoloy หรือ Titanium) เป็นต้น      ข้อควรคำนึง : ระยะ Heat Zone (ช่วงความร้อน) ของ Bobbin Heater ไม่ควรโผล่พ้นของเหลวและควรระมัดระวังตะกรันที่จะมาเกาะ Bobbin Heater เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนลดลง และควรเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งานกับความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิด   Quartz Heater รูปที่ 2.1 Quartz Heater รูปที่ 2.2 รูปแบบการติดตั้ง Quartz Heater รูปที่ 2.3 ลักษณะการประยุกต์ใช้งาน Quartz Heater       Quartz Heater เป็นฮีตเตอร์แท่งแก้วที่ใช้งานโดยการให้ความร้อนกับของเหลวที่มีความเป็นกรด-ด่าง ทนต่อการกัดกร่อนสูง ใช้ต้มสารเคมีได้ทุกชนิด และสามารถถ่ายเทความร้อนได้ทั่วแท่งแก้ว โดยจะมีขดลวดให้ความร้อนอยู่ภายใน ภายนอกจะมีท่อ PVC เป็นตัวป้องกันการกระแทกโดยตรงกับแท่งแก้วในการติดตั้ง       เหมาะสมกับงาน : ต้มน้ำยาเคมี, ต้มสารเคมี, งานชุบชิ้นงาน, งานต้มของเหลวต่าง ๆ ที่มีกรด-ด่างสูง เป็นต้น       ข้อควรคำนึง :  Quartz Heater เนื่องจากเป็นฮีตเตอร์ที่เป็นแท่งแก้ว อาจทำให้มีความเสี่ยงกับการแตกหักได้ จึงต้องมีท่อ PVC เพื่อป้องกันการแตกหักง่าย และระยะ Heat Zone (ช่วงความร้อน) ไม่ควรโผล่พ้นของเหลว และติดตั้งได้เฉพาะแนวดิ่งเท่านั้น       หมายเหตุ : ฮีตเตอร์แบบจุ่ม แบบ Bobbin Heater และ Quartz Heater สามารถต่อร่วมกับสวิทช์ลูกลอย (Level Switch) เพื่อป้องกันน้ำลดระดับลงต่ำกว่าช่วง Heat Zone ซึ่งมีผลทำให้ Heater ขาดได้ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งาน SCR Power Regulator

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เอสซีอาร์ (SCR : Silicon Control Rectifier) เป็นเครื่องปรับหรือควบคุมการจ่ายกำลังไฟฟ้า หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไป คือ SCR Power Regulator โดยซิลิคอนคอนโทรลเร็คติไฟร์เออร์ (Silicon Control Rectifier) ที่เป็นอุปกรณ์โซลิดสเตท (Solid State) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิด-ปิด (ON-OFF) ของวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์      เอสซีอาร์ SCR เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำประเภทไทริสเตอร์ (Thyristor) ข้อดี คือ ไม่มีการเคลื่อนไหวของหน้าสัมผัส (Contact) ขณะเปิด-ปิดวงจร จึงทำให้ไม่เกิดประกายไฟ (Spark) ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานและไม่เกิดเสียงรบกวนขณะทำงาน      SCR Power Regulator หรือ SCR Power Controller ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่มักนำไปใช้ในการควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับฮีตเตอร์ทุกชนิด เช่น งานควบคุมฮีตเตอร์ของเตาหลอมที่ใช้ความร้อนสูง, งานควบคุมอินฟราเรดฮีตเตอร์ เป็นต้น ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำการประยุกต์ต่อใช้งาน SCR Power Regulator แบบ 3 เฟส กับโหลดฮีตเตอร์ (Resistive Load) รูปแสดงการต่อใช้งาน SCR Power Regulator เพื่อควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับฮีตเตอร์ (Heater) แบบ 3 เฟส      ในการควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ (Heater) นั้น SCR Power Regulator/SCR Power Controller จะทำงานแบบ เร่ง-หรี่ (Phase Angle Control) โดยรับสัญญาณประเภทสัญญาณอนาล็อก เช่น 4-20mA, 1-5Vdc, 2-10Vdc, Potentiometer 250 Kohm และ RS-485 จาก Controller เพื่อควบคุมมุมของเฟสในสัญญาณ Sine Wave ให้ทำงานตามเปอร์เซ็นต์ของ Input ทำให้กำลังไฟฟ้าของ Load มีการเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณ Input ส่งผลให้การควบคุม Load มีความละเอียดมากกว่า ON/OFF ทำให้กระแสไม่กระชากขณะทำงาน มีกระแสให้เลือกสูงสุดถึง 100A เมื่อมีความผิดพลาดของ Load จะมี Semi-conductor Fuse ป้องกันอุปกรณ์ภายในไม่ให้เสียหาย      ข้อแนะนำ : ในการเลือกใช้งาน SCR Power Controller/SCR Power Regulator นั้น ควรใช้งานไม่เกิน 70% ของกระแสสูงสุดของ SCR เช่น SCR ขนาดพิกัดกระแส 100A ดังนั้น ฮีตเตอร์ (Heater) ที่ต่อร่วมไม่ควรเกิน 70A เป็นต้น โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ประโยชน์ของนาฬิการายวัน/รายสัปดาห์ (Daily/Weekly Time Switch)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Time Switch นาฬิกาตั้งเวลาแบบรายวัน/รายสัปดาห์ เป็นนาฬิกาที่ตั้งเวลา เช่น ตั้งเวลาการเปิด-ปิด อุปกรณ์ไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่เราต้องการ เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในกรณีลืมปิดอุปกรณ์ไฟฟ้านั้น หรือตั้งเวลาในการเปิด-ปิด โซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) สำหรับรดน้ำต้นไม้ตามเวลา เป็นต้น โดยมีหน่วยในการตั้งค่าเวลาเป็น วินาที (Second), นาที (Minute), ชั่วโมง (Hour), วัน (Day), เดือน (Month), ปี (Year)  ซึ่งมีข้อแตกต่างของ Timer ทั่วไป คือ ในการตั้งค่าเวลา Daily/Weekly Time Switch จะตั้งโดยการอ้างอิงกับเวลาปัจจุบัน (Real Time) ส่วน Timer ทั่วไปจะตั้งกำหนดเวลาตามฟังก์ชั่นของ Timer ตัวนั้น โดยไม่อ้างอิงกับเวลาปัจจุบัน และในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ Time Switch กันว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานอะไรได้บ้าง (ดังรูป)        การประยุกต์ใช้งาน Time Switch นาฬิกาตั้งเวลารายวัน (Daily) / รายสัปดาห์ (Weekly) แบบดิจิตอล รูปการประยุกต์ใช้งาน Time Switch ร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ        ตัวอย่าง การต่อวงจรใช้งาน Daily/Weekly Time Switch SMW-02-N1 (2 Channels) ในการตั้งเวลาการเปิด-ปิด (ON-OFF) ของระบบไฟฟ้าแสงสว่าง รูปแสดงวงจรการต่อใช้งาน Time Switch ในการตั้งเวลาการเปิด-ปิด (ON-OFF) ของระบบไฟฟ้าแสงสว่าง        Daily/Weekly Time Switch นาฬิกาตั้งเวลาแบบรายวัน/รายสัปดาห์ แบบดิจิตอล เหมาะสำหรับงานที่ต้องการควบคุมเวลาในการทำงานอื่น ๆ ได้อีก เช่น ตั้งเวลาการทำงานของเครื่องจักร ในกรณีที่เป็นช่วงวันหยุด (Holiday) ก็สามารถโปรแกรมวันหยุดล่วงหน้าได้สูงสุดถึง 30 วัน และในกรณีที่ไฟดับ Time Switch ก็ยังทำการนับต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องตั้งเวลาหรือการทำงานใหม่อีกครั้ง      นอกจากนี้ Time Switch ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์เสริม Air Card Configration (SMW-A) เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต WiFi เพื่อความสะดวกในการดูข้อมูลและในการ Set ค่าของนาฬิกาตั้งเวลาแบบรายวัน/รายสัปดาห์ (Daily/Weekly Time Switch) สามารถคัดลอกโปรแกรม (Copy Parameter) ไปยังตัวอื่น ๆ ได้ ในกรณีที่มี Time Switch หลาย ๆ ตัวในระบบ ช่วยให้ประหยัดเวลาในการตั้งค่าของ Time Switch แต่ละตัว (ดังรูป)   รูปแสดงการเชื่อมต่อ Time Switch กับอุปกรณ์เสริม Air Card Configration (SMW-A)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Slim Timer มี Function แบบใดบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Timer เป็นอุปกรณ์ในการตั้งเวลาในรูปแบบ วินาที (Second), นาที (Minute), ชั่วโมง (Hour) หรือ วัน (Day) สำหรับควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ตั้งเวลาในการ เปิด-ปิด (ON-OFF) แอร์, ตั้งเวลาในการเปิด-ปิด (ON-OFF) ปั๊มน้ำ, ตั้งเวลาสลับการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ (Recycle Timer) หรือการประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น ตั้งเวลาในการทำงานของเครื่องจักรเพื่อการบำรุงรักษา, การตั้งเวลาสำหรับวงจรการต่อแบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta Timer) ของมอเตอร์เพื่อลดกระแสไฟฟ้าในขณะสตาร์ท เป็นต้น      Timer ที่ใช้งานโดยทั่วไปมีทั้งแบบดิจิตอล (Digital Timer), แบบอนาล็อก, แบบหมุน (Analog Timer) ดังรูป   Digital Time Switch Digital Timer Universal  Recycle Timer Delay On Break Timer/By Pass Timer        ในกรณีที่มีการใช้งาน Timer เพื่อตั้งเวลาการทำงาน เปิด-ปิด (ON-OFF) ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครื่องจักรหรือภายในตู้คอนโทรลซึ่งมีอุปกรณ์ในระบบหลายประเภท จึงมีเงื่อนไขในการตั้งเวลาที่แตกต่างกันเพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์แต่ละตัว ทำให้จำเป็นต้องใช้  Timer หลาย ๆ ตัว โดยแต่ละรุ่นก็จะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไปทำให้ดูแล้วไม่สวยงามและกินพื้นที่หากมีการใช้งานที่ติดตั้งในระบบเดียวกัน       ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ Slim Timer เป็นอุปกรณ์ตั้งเวลาแบบเล็กกะทัดรัด เพื่อช่วยให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ง่ายต่อการ Maintenance (ดังรูป)   รูปแสดงการติดตั้ง Slim Timer ยึดกับราง Din Rail   Slim Timer โดยแต่ละรุ่นจะมี Function ที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้      PF-01 Star-Delta Timer เป็น Slim Timer สำหรับ Start Motor ในระบบ 3 เฟส เพื่อช่วยลดกระแส Peak ในช่วงที่เริ่ม Start Motor สามารถตั้งเวลาหน่วง Start ได้ 0.3-30 Sec และ 1-120 Sec ช่วง Pause Time 100-1,000 mSec (Adjustable)      PF-02 Delay On Operate เป็น Slim Timer สำหรับหน่วงเวลาก่อนทำงาน สามารถเลือกการตั้งเวลาการทำงานได้ 4 ช่วง ในตัวเดียวกัน คือ 30 Sec, 120 Sec, 16 Min และ 2 Hr. (Jumper)      PF-03  Multi-Function Timer เป็น Slim Timer แบบ Multi-Function Slim Timer ที่สามารถทำงานได้ 5 Functionในการตั้งเวลา โดยตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 1 วินาที (Sec.) สูงสุดได้ถึง 10 วัน (Days)  คือ        1. Delay ON Operate Timer (DT) สำหรับตั้งเวลาในการทำงานของอุปกรณ์ (ON) เมื่อเริ่มทำงาน Relay Output จะอยู่ในสภาวะ OFF และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ Relay จะ ON ตลอดเวลา (ดังรูป)        2. Interval Timer (IT) สำหรับตั้งช่วงเวลา OFF ของอุปกรณ์ เมื่อจ่ายไฟเข้า Power Supply, Relay Output จะอยู่ในสภาวะ ON และ Timer (PF-03) จะทำการนับเวลาลงตามที่ตั้งไว้ เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ Relay Output จะ OFF ตลอดไป (ดังรูป)        3. Delay ON Interval Timer (DI) เมื่อจ่ายไฟเข้า Power Supply, Relay Output จะอยู่ในสภาวะเริ่มต้น OFF ตามเวลาที่ตั้งไว้ และจะ ON ชั่วคราวตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ก็จะกลับมาอยู่ในสถานะ OFF ตลอดไป (ดังรูป)        4. Recycle Timer Start ON (RNT) เมื่อจ่ายไฟเข้า Power Supply, Relay Output จะอยู่ในสภาวะเริ่มต้น ON ตามเวลาที่ตั้งไว้ และจะ OFF ชั่วคราวตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ และการทำงานนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดไป (ดังรูป)        5. Recycle Timer Start OFF (RFT) เมื่อจ่ายไฟเข้า Power Supply, Relay Output จะอยู่ในสภาวะเริ่มต้น OFF ตามเวลาที่ตั้งไว้ และจะ ON ชั่วคราวตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ และการทำงานนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดไป (ดังรูป) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK  

Image Alternative text
Photoelectric Sensor แบบ BGS ดีอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      PHOTOELECTRIC SENSOR เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ลำแสงในการตรวจจับวัตถุแบบไม่สัมผัส สามารถตรวจจับระยะไกลและมีความแม่นยำในการตรวจจับตามคุณสมบัติของเซ็นเซอร์ (Sensor) แต่ละประเภท เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งของวัตถุ (Laser Sensor), เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะทาง, ขนาด, รูปร่างของวัตถุ (Displacement Sensor), เซ็นเซอร์ตรวจจับสีของวัตถุ (Color Sensor), เซ็นเซอร์รูปภาพ (Image Sensor), เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุที่มีขนาดเล็ก (Fiber Optic Sensor), เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุที่เป็นแบบใส, ขวดพลาสติกใส, แก้ว (Transparent Sensor) เป็นต้น      ซึ่ง Photoelectric Sensor ประเภทที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่สำหรับ Photoelectric Sensor บางประเภทจะมีข้อจำกัดในการตรวจจับ โดยที่วัตถุกับพื้นหลัง (Background) ต้องมีความแตกต่างกัน เช่น สีที่แตกต่าง ความห่างของระยะระหว่างวัตถุกับพื้นหลัง เป็นต้น เพื่อให้เซ็นเซอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ      แต่จะมีเซ็นเซอร์อีกประเภท คือ โฟโตอิเล็กทริคเซ็นเซอร์ (Photoelectric Sensor) แบบ BGS (Background Suppression) เป็นเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่สามารถตรวจจับวัตถุที่มีความใกล้เคียงกับพื้นหลัง (Background) เช่น สีของวัตถุเดียวกันกับพื้นหลัง หรือตำแหน่งของวัตถุที่อยู่ใกล้กับพื้นหลังได้ โดยมีลักษณะของลำแสงในการตรวจจับ (ดังรูป) รูปแสดงลักษณะการตรวจจับของ Photoelectric Sensor แบบ BGS (Background Suppression)        เซ็นเซอร์แบบ Background Suppression (BGS) นี้ โครงสร้างภายในจะมีภาคส่ง (Emitter) และภาครับ (Receiver) ซึ่งเป็นลักษณะการตรวจจับแบบสะท้อนวัตถุโดยตรง (Diffuse Mode ) นั่นเอง โดยหลักการทำงานภาคส่ง (Emitter) จะส่งสัญญาณแสงเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับเลนส์ ส่วนภาครับ (Receiver) จะติดตั้งให้ทำมุมกับภาคส่ง (Emitter) เพื่อแสงสะท้อนกับชิ้นงาน แล้วกลับมายังภาครับ (Receiver) ซึ่งภาครับของตัว Photoelectric Sensor แบบ Background Suppression (BGS) จะประกอบไปด้วย Photo Transistor 2 ชุด ซึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณแสงที่จะสะท้อนกลับมาและทำการเปรียบเทียบเพื่อให้สามารถรับรู้ได้ว่าตำแหน่งที่ต้องการตรวจจับอยู่ที่ตรงไหนและจดจำค่าระดับของแสงที่รับได้เอาไว้ เพื่อจะสามารถจำกัดระยะทางในการตรวจจับได้   ตัวอย่าง ลักษณะการตรวจจับวัตถุของ Photoelectric Sensor แบบ Background Suppression (BGS) ยี่ห้อ OPTEX   • การตรวจจับวัตถุที่มีความหลากหลายของสี              • การตรวจจับวัตถุที่มีขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้เคียงหรือระดับเดียวกันกับพื้นหลัง (Background)              • การตรวจจับวัตถุที่มีความแตกต่างของระดับความสูง (High-definition)                   จะเห็นได้ว่า Photoelectric Sensor แบบ BGS หรือ Photoelectric Sensor Background Suppression นั้น ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถตรวจจับตรวจจับวัตถุที่มีตำแหน่งในการตรวจจับอยู่ใกล้กับตัวพื้นหลังหรือพื้นผิวที่มีความใกล้เคียงกับชิ้นงานได้โดยเฉพาะ ซึ่งโฟโตอิเล็กทริคเซ็นเซอร์ (Photoelectric Sensor) แบบสะท้อนวัตถุโดยตรง (Diffuse) ทั่วไป ไม่สามารถแยกแยะระหว่างชิ้นงานกับพื้นหลัง (Background) ได้ ทำให้การทำงานเกิดความผิดพลาด   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Increment Encoder ต่างกับ Absolute Encoder อย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เป็นเซ็นเซอร์สำหรับวัดระยะทาง (Distance Sensor), ความเร็ว (Speed), ทิศทางการหมุนของมอเตอร์ (Direction of Rotation), ตำแหน่งหรือมุม เป็นต้น ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ตามลักษณะของสัญญาณเอาต์พุต (Output Signal) ได้ดังนี้      1. Encoder แบบ Increment หรือที่เรียกว่า Increment Encoder / Rotary Encoder      2. Encoder แบบ Absolute หรือที่เรียกว่า Absolute Encoder ซึ่ง Encoder ทั้ง 2 แบบนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำกัน      Incremental Encoder หรือ Incremental  Rotary Encoder (เอ็นโค้ดเดอร์แบบหมุน) โครงสร้าง (ดังรูป 1.1) จะประกอบด้วย จานหมุน และอุปกรณ์ตรวจจับ โดยจานหมุนจะมีช่องเล็ก ๆ เมื่อเพลาของมอเตอร์หมุนจะทำให้จานหมุนไปตัดลำแสงของเซ็นเซอร์ (Sensor) ทำให้ชุดรับแสงได้รับสัญญาณเป็นช่วงๆ จึงทำให้สัญญาณเอาต์พุตออกมาเป็นสัญญาณพัลล์ต่อรอบ (PPR) (ดังรูป 1.2) รูป 1.1 แสดงส่วนประกอบของ Incremental Encoder / Rotary Encoder (credit : http://eng.sut.ac.th/mae/maeweb/sites/default/files/ENCODER.pptx) รูป 1.2 ตัวอย่างสัญญาณพัลส์เอาต์พุตของ Incremental Encoder      Incremental Encoder เป็นเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ที่ใช้หลักการเมื่อมีการหมุนของแกนเพลา จะทำให้มีสัญญาณเอาต์พุตที่เป็นสัญญาณลูกคลื่นพัลส์สี่เหลี่ยม (Square wave) มี 3 แทรค (Tracks) คือ A , B , Z  โดยจะสัมพันธ์กับระยะการเคลื่อนที่และตำแหน่งสัญญาณเอาต์พุตของ Encoder A และ B มีมุมที่ห่างกัน 90 องศา ทางไฟฟ้า ส่วน Z จะมีสัญญาณ 1 พัลส์ ต่อ 1 รอบ หรือบางตัวจะเป็นพัลส์แบบ Invert เช่น A- , B- , Z- ซึ่งเป็นสัญญาณที่กลับเฟสกัน 90 องศา เพื่อเช็คทิศทางการหมุนของมอเตอร์ เป็นต้น      Incremental Encoder แบบนี้จะมีข้อด้อยในกรณีหากมีการถอดสายสัญญาณออกชั่วขณะหรือแหล่งจ่ายไฟฟ้าดับข้อมูลของการเคลื่อนที่ก็จะหายไปหมด ไม่สามารถระบุตำแหน่งพัลส์หรือตำแหน่งองศาได้ ทำให้ต้องมีการปรับที่จุดอ้างอิงใหม่อยู่ตลอดเวลา กรณีนี้อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องนับจำนวนแบบตัวเลข (Digital Counter) เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลได้      Absolute Encoder (เอ็นโค้ดเดอร์แบบสัมบูรณ์) โครงสร้าง (ดังรูป 2.1) จะมีหัวอ่านหลายชุดเท่ากับจำนวนบิตเอาต์พุต การเจาะรูบนแผ่นแต่ละชุดก็จะมีระยะห่างเป็นทวีคูณทำให้สามารถทราบตำแหน่งของการหมุน จึงทำให้สัญญาณออกมาในรูปแบบของรหัสโค้ด เช่น  Binary, Gray Code เป็นต้น (ดังรูป 2.2)   รูป 2.1 แสดงส่วนประกอบของ Absolute Encoder (credit : http://eng.sut.ac.th/mae/maeweb/sites/default/files/ENCODER.pptx) รูป 2.2 ตัวอย่างสัญญาณบิตเอาต์พุตของ Absolute Encoder (credit : http://www.9engineer.com/index.php?m=article&a=print&article_id=2176)      Absolute Encoder เป็นเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ที่ออกแบบมาให้มีรูปแบบสัญญาณเอาต์พุตที่เป็นลักษณะของการเข้ารหัส โดยการใช้รหัสแทนสัญญาณพัลส์ เช่น Binary, Gray Code เป็นต้น เพื่อระบุตำแหน่งการเคลื่อนที่และองศาของแกนเอ็นโค้ดเดอร์ได้มีตำแหน่งที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด กรณีแหล่งไฟฟ้าหยุดและทำการจ่ายไฟเข้าไปใหม่ข้อมูลก็ยังอยู่ที่ตำแหน่งเดิม และบ่งบอกได้ว่าตำแหน่งองศาที่อยู่นั้นคือเท่าใด แต่โดยทั่วไป Absolute Encoder จะมีราคาที่แพงกว่าแบบ Incremental Encoder ดังนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกตามความเหมาะสม      ตัวอย่าง การนำไปใช้งานของ Encoder การวัดระยะหรือความยาวของผ้า, กระดาษ โดยต่อร่วมกับเครื่องนับจำนวน (Digital Counter) เพื่อแสดงค่าระยะทาง และกำหนดการทำงานของ Motor ให้ เริ่ม-หยุด กรณีได้ความยาวหรือระยะทางตามที่ต้องการ ช่วยในการแก้ปัญหาชิ้นงานที่ยาวไม่เท่ากันอีกด้วย โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อสาย Thermocouple แบบหัวกะโหลก และ Thermocouple แบบออกสาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Thermocouple (เทอร์โมคัปเปิ้ล) หรือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ที่ใช้วัดอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรม เช่น วัดอุณหภูมิของเหลว, วัดอุณหภูมิอากาศ, วัดอุณหภูมิในตู้อบ, เตาหลอม เป็นต้น โดยใช้ต่อร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องแสดงค่าอุณหภูมิ (Digital Indicator), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder) ซึ่ง Thermocouple ที่เรารู้จักกันนั้น ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบตามลักษณะการติดตั้งและการใช้หน้างาน เนื่องจากเป็นสินค้าสั่งผลิต (Make to Order) โดยในหัวข้อนี้เราจะขอยกตัวอย่างการต่อ Thermocouple แบบหัวกะโหลกและแบบออกสายเข้ากับอุปกรณ์ (ดังรูป) Thermocouple แบบออกสาย รูปแสดงการต่อสายของ Thermocouple ที่เป็นแบบออกสายร่วมกับเครื่องแสดงผล (Temperature Indicator)      Thermocouple แบบออกสาย เหมาะกับการใช้งานยึดเกลียวติดตั้งพื้นที่แคบ ๆ เนื่องจากเป็นแบบแกนโพรบ (Probe) ที่ต้องเสียบเข้าไปในจุดที่จะทำการวัดอุณหภูมิ ซึ่งถ้าหากจุดที่วัดอุณหภูมิกับเครื่องแสดงผล (Temperature Indicator) อยู่ไกลกัน ในการใช้งานที่ต้องลากสายไกล ๆ จะทำให้เกิดความยุ่งยากกรณี Thermocouple เสีย เนื่องจากสายกับแกนโพรบ (Probe) ติดอยู่ด้วยกันจึงต้องถอดเปลี่ยนทั้งตัว Thermocouple ซึ่งแบบเกลียวที่ออกสายโดยส่วนมากจะมีสปริงเพื่อป้องกันสายหักสำหรับหน้างานที่มีการเคลื่อนที่บ่อย ๆ และช่วยยืดอายุการใช้งาน Thermocouple ได้อีกด้วย Thermocouple แบบหัวกะโหลก รูปแสดงการต่อสายของ Thermocouple ที่เป็นแบบออกสายร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller)      Thermocouple แบบหัวกะโหลก เหมาะกับการใช้งานยึดเกลียวติดตั้งพื้นที่กว้าง ๆได้ เนื่องจาก Thermocouple แบบหัวกะโหลกจะมีหัวกะโหลกขนาดใหญ่  และหากกรณีที่ต้องการเปลี่ยนเฉพาะแกนโพรบ (Probe) ของ Thermocouple ก็สามารถถอดสายที่หัวกะโหลกได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนสายให้ยุ่งยาก โดยมีหัวกะโหลกแต่ละแบบที่เหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้ หัวกะโหลกเล็ก หัวกะโหลกใหญ่ (Big Head) หัวกะโหลก Bakelite หัวกะโหลกกันระเบิด (Explosion Proof SUS316) ใช้งานทั่วไป กรณีแบบ 2 Element หรือใส่ Transmitter กรณีใช้งานที่มีความชื้นสูง, มีฝุ่น, ละอองน้ำ เป็นต้น ใช้กับหน้างานที่เป็นพื้นที่ที่มีสารไวไฟ เสี่ยงต่อการเกิดระเบิด เช่น ปิโตรเคมี โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Indicator แบบไหนที่วัดความเร็วรอบได้

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในงานอุตสาหกรรม Indicator (เครื่องวัดและแสดงผล) ที่ใช้ในการแสดงผลของความเร็วรอบ (RPM), ระยะทางต่อนาที m/min  (Line Speed) เช่น การวัดความเร็วรอบของ Motor Conveyer หรือการวัดกำลังการผลิตของผ้าว่าผลิตได้กี่เมตร/นาที เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของการผลิต โดยส่วนใหญ่การที่จะสามารถวัดความเร็วรอบ (RPM) หรือ ระยะทางต่อนาที m/min  (Line Speed) จะต้องต่อร่วมกับสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณพัลส์ (Pulse) จากอุปกรณ์ เช่น พร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor), เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เพื่อวัดความเร็วรอบต่อนาที (RPM), วัดความถี่ (Hz), วัดระยะทางต่อนาที (Line Speed)  หรือในบางลักษณะงานสามารถวัดความเร็วรอบของมอเตอร์จากสัญญาณอนาล็อกทรานเฟอร์ Analog Transfer 4-20mA หรือ 0-10Vdc จาก Inverter ได้ เป็นต้น      ในหัวข้อนี้จะขอยกตัวอย่างการวัดค่าความเร็วรอบ (RPM) ของ Indicator โดยรับสัญญาณพัลส์ (Pulse) จากพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) และรับสัญญาณอนาล็อก (4-20mA/0-10VDC) จาก Inverter      ตัวอย่าง RPM Meter ที่รับสัญญาณพัลส์ (Pulse) จากพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) หรือ เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง (ดังรูป) รูปแสดงลักษณะการต่อใช้งานของ RPM Indicator ที่รับสัญญาณ Pulse จากเซ็นเซอร์ตรวจจับโลหะ (Proximity Sensor) เพื่อวัดความเร็วรอบ (RPM)      ตัวอย่าง  Digital Indicator ที่รับสัญญาณอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC จากอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง (ดังรูป)      ดังนั้น RPM Indicator/Tachometer Indicator ก็สามารถรับสัญญาณได้ทั้งสัญญาณพัลส์ (Pulse) จากพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) หรือเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) และสัญญาณที่เป็นอนาล็อก 4-20mA/0-10VDC จาก Inverter ได้เช่นกัน โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Band Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อ ) แบบไหนประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่ากัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK Band Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อ ) แบบไหนประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่ากัน             ฮีตเตอร์ (Heater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำความร้อนให้กับชิ้นงานที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม โดยใช้หลักการ คือ เมื่อมีกระแสไหลผ่านลวดตัวนำ (ลวดฮีตเตอร์) ที่มีค่าความต้านทาน (Resistance) ทำให้ลวดตัวนำเกิดความร้อน            ในหัวข้อนี้เราจะขอแนะนำความแตกต่างระหว่าง Band Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อ) , Ceramic Band Heater ( ฮีตเตอร์รัดท่อแบบเซรามิค) และ Infrared Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อแบบอินฟาเรด ) ว่าแบบไหนประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่ากัน โดยลักษณะการนำไปใช้งานของ Band Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อ), Ceramic Heater (ฮีตเตอร์รัดท่อแบบเซรามิต), Infrared Heater(ฮีตเตอร์รัดท่อแบบอินฟาเรด ) ส่วนใหญ่มักจะใช้กับเครื่องจักร เช่น เครื่องฉีดพลาสติก (Injection Machine), เครื่องเป่าถุง (Blowing Machine), เครื่องลำเลียงกาว เป็นต้น รูปแสดงลักษณะการติดตั้งฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เครื่องฉีดพลาสติก (Injection Machine), เครื่องเป่าถุง (Blowing Machine), เครื่องลำเลียงกาว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีฮีตเตอร์ชนิดต่างๆตามลักษณะการใช้งาน https://www.primusthai.com/primus/Knowledge/info?ID=54 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเกศรา 098-279-5788 สินค้าหมวด ฮีตเตอร์ (Heater) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=20 สินค้าที่เกี่ยวข้อง Temperature Controller https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=38 สินค้าที่เกี่ยวข้อง Solid State Relay https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=36 สินค้าที่เกี่ยวข้อง Heater Break Alarm https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=70 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Wiring Duct ในตู้คอนโทรลมีแบบไหนบ้าง

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK Wiring Duct ในตู้คอนโทรลมีแบบไหนบ้าง                 Wiring Duct หรือ เรียกว่า รางเก็บสายไฟ, รางเก็บสาย Lan, รางเก็บสายโทรศัพท์ เพื่อเก็บสายให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าหากมีสายไฟเยอะๆ อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน หรือพื้นที่บริเวณนั้น และการใช้รางสำหรับเก็บสายไฟ (Wiring Duct) ทำให้ง่ายต่อการตรวจเช็คกรณีที่ต้องการเปลี่ยนหรือการต่อใช้งานอุปกรณ์ภายในตู้คอนโทรล               ซึ่งรางเก็บสายไฟ (Wiring Duct) มีการใช้ตามลักษณะงานที่หลากหลาย เช่น งานเก็บสายตามอาคาร สำนักงาน, งานเก็บสายไฟในตู้คอนโทรลในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะขอยกตัวอย่าง Wiring Duct ยี่ห้อ IBOCO แต่ละประเภทที่นิยมใช้ในตู้คอนโทรลกัน (ดังรูป)                                 รูป Wiring Duct ชนิดต่างๆ ยี่ห้อ IBOCO Wiring Duct แบ่งออกเป็ น 3 ประเภทหลักๆได้ ดังนี้ 1. นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริม (Accessories) ในการติดตั้งร่วมกับราง เพื่อเก็บสายไฟ (Wiring Duct) 2.Wiring Duct แบบทึบพร้อมฝาปิด (Cover) เหมาะสำหรับงานเก็บสายไฟ เพื่อป้องกันฝุ่นหรือ น้ำ,น้ำมัน เป็นต้น 3.Wiring Duct แบบทึบใช้ร่วมกับ (Cable Gland) เหมาะสำหรับงานเดินท่อ สายไฟ หรือ งานลิฟท์ ที่ต้องการแยกสายไฟในแต่ละชั้น นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริม (Accessories) ในการติดตั้งร่วมกับรางเพื่อเก็บสายไฟ (Wiring Duct) ข้อแนะนำ ในการเลือกใช้งานราง Wiring Duct ควรเลือกรางที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี ไม่ทำให้เกิดประกายไฟ สำหรับราง Wiring Duct ยี่ห้อ IBOCO นี้มีมาตรฐานในการเจาะรู(DIN 43659) เพื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ที่ถูกออกแบบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน โดยทำร่องไว้เพื่อใช้ในการหักซี่ของรางได้ด้วยมือ ไม่จำเป็นต้องใช้คีมหรือเครื่องมือต่างๆ ในกรณีที่ต้องการหักที่ฐานด้านขอบราง ก็สามารถตัดขอบด้านข้างและหักด้วยมือ (ดังรูป) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLIC

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งาน Displacement Sensor

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ดิสเพลสเมนต์เซ็นเซอร์ (Displacement Sensor) เป็นเซ็นเซอร์สำหรับใช้ในการตรวจจับตำแหน่ง, ระยะทาง, ขนาด, รูปร่าง, ระดับ ของวัตถุแบบไม่สัมผัส มีความแตกต่างจากโฟโตอิเล็กทริกเซ็นเซอร์ (Photoelectric Sensor) ทั่วไป โดยใช้หลักการรับแสงแบบ CMOS เป็นองค์ประกอบในการรับแสง ในวงจรเซ็นเซอร์ CMOS จะมีวงจรย่อย ๆ สำหรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงค่าแสงที่เข้ามาให้เป็นสัญญาณดิจิตอลเพื่อระบุตำแหน่งจริง โดยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแสงโดยรอบหรือแสงที่กระจาย ทำให้มีความเสถียรในการวัด แม้ในรูปทรงของวัตถุที่ซับซ้อนและมีขนาดเล็ก      ในการประยุกต์ใช้งาน Displacement Sensor ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะการตรวจจับ ดังนี้ งานตำแหน่ง/ความสูง/ความหนา ตรวจจับการวางตำแหน่งสำหรับการติดตั้งแผ่นโลหะ การวัดความสูงของชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ประกอบ การวัดความหนาของจานเบรค   งานวัดความเอียง/ระดับความเรียบของพื้นผิว การวัดความเรียบของพื้นผิว PCB การวัดการบิดเบี้ยว/โก่งงอ ของพื้นผิวแก้ว การตรวจจับรอยตะเข็บบนแผ่นยาง   งานตำแหน่งความกว้าง/ช่องว่าง (Gap) การวัดความกว้างและช่องว่างของชิ้นงาน การวัดช่องว่าง (Gap) ของลูกกลิ้ง การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกชิ้นงานทรงกระบอก   การวัดแบบมีมิติ (2 มิติ) การวัดส่วนสูงและวัดพื้นผิวของผ้าเบรค เพื่อตรวจเช็คการสึกหรอของผ้าเบรค การตรวจจับความทับซ้อนของพื้นผิว ตรวจสอบความแตกต่างความสูงและช่องว่าง (Gap) ของประตูรถยนต์   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
มาทำความรู้จัก Programmable Encoder กัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการวัดระยะทาง, ความเร็วรอบ, มุม, องศาการเคลื่อนที่ ซึ่งอาศัยหลักการทำงานโดยการเข้ารหัสจากระยะทางจากการหมุนของแกนเพลา แล้วทำการแปลงออกมาในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า (Pulse) เพื่อนำมาต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล เช่น เครื่องนับจำนวน (Digital Counter), เครื่องวัดความถี่และระยะทาง (Freqenecy Meter), พีแอลซี (PLC) เป็นต้น      การใช้งาน Encoder นั้น ผู้ใช้งานจะต้องมีการกำหนดค่าพัลส์ต่อรอบ Pulse/Revolution (ตาม Spec ของ Encoder) ได้เพียงค่าเดียวในการวัด เช่น เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) แบบแกนเพลา รุ่น PR-01N-S 360 Pulse/Revolution นั่นหมายความว่า ในการวัดต่อ 1 รอบ จะมีพัลส์เกิดขึ้น 360 Pluse ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงความละเอียดในการวัดระยะจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งผลที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น, ความยุ่งยากในการต่อสายและอาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในการติดตั้งใหม่      ปัจจุบันนี้ Encoder ได้มีการพัฒนาที่ตอบโจทย์กับปัญหาตรงจุดนี้โดยการใช้เอ็นโค้ดเดอร์แบบที่สามารถโปรแกรม Pluse/Revolution ได้เพียงตัวเดียว หรือที่เรียกว่า Programmable Encoderโดยการเชื่อมต่อกับ Computer ผ่าน Software เพื่อกำหนดจำนวน Pulse/Revolution ของ Encoder ตั้งแต่ 1-65,536 Pulse/Revolution (อ้างอิง Encoder รุ่น PR-04 Brand Primus) ดังรูป รูปแสดงตัวอย่างการกำหนด Pluse ของ Encoder โดยผ่าน Software และอุปกรณ์การเชื่อมต่อ USB Converter (PR-PRO) ประโยชน์ของ Programmable Encoder ที่มีความแตกต่างจาก Encoder แบบกำหนด Pluse ทั่วไป มีอะไรบ้างมาดูกัน      กำหนด Resolution Pluse : สะดวกในการกำหนดค่า Pluse ผ่าน Software ได้ตามที่ต้องการใน Encoder เพียงตัวเดียว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการวัด ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนมอเตอร์ หรือเปลี่ยนไลน์ผลิตใหม่ เป็นต้น      กำหนดทิศทางการหมุน : สามารถบอกทิศทางของการหมุนตามเข็ม (CW) หรือทวนเข็มนาฬิกา (CCW) เพื่อตรวจเช็คสถานะทิศทางการหมุนของมอเตอร์ หรือการเคลื่อนที่ไปหรือกลับของวัตถุบนสายพานลำเลียง ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินไปตรวจเช็คที่ตัวมอเตอร์ของผู้ปฏิบัติงาน        กำหนด Index Position : สามารถกำหนดตำแหน่งหรือมุมในการเคลื่อนที่ของ Encoder เช่น ใน 1 รอบของการหมุน มุมที่ต้องการ 180 ํ เป็นต้น หรือ กำหนดการเคลื่อนที่ของเครื่อง CNC ในการเคลื่อนที่ไปยังชิ้นงานและกลับมายังตำแหน่งเดิม เป็นต้น        จากที่ได้เห็นข้อแตกต่างของ Encoder และ  Programmable Encoder กันไปแล้วนั้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) ให้เหมาะสมและนำมาประยุกต์ใช้กับลักษณะงาน ดังนี้ Light-duty Encoder      • ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์      • เครื่องพิมพ์, เครื่องมือแพทย์      • ชิ้นส่วนอุปกรณ์เซมิคอนดัคเตอร์ Industrial Encoder      • อุตสาหกรรมสิ่งทอ      • อุตสาหกรรมพลาสติก, บรรจุภัณฑ์, อุตสาหกรรมเซรามิก      • อุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่ม Heavy-Duty Encoder      • เครน, ลิฟท์, รถบรรทุกลำเลียง      • อุตสาหกรรมน้ำมัน      • อุตสาหกรรมเหมืองแร่ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ Temperature Controller และ Defrost Controller อย่างไรให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Temperature Controller เครื่องควบคุมอุณหภูมิ ทำหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณ (Input) ที่รับเข้ามาจากตัวเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) เช่น Thermocouple, Pt100, NTC, PTC เป็นต้น แล้วสั่งการให้เอาต์พุต (Output) ทำงาน เพื่อควบคุม Load เช่น ฮีตเตอร์ (Heater), วาล์ว (Valve) เพื่อเพิ่มหรือลดลงของอุณหภูมิให้ได้ตามค่าที่ตั้งไว้และนิยมใช้ในโรงงานของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร, เครื่องบรรจุภัณฑ์, เครื่องฉีดพลาสติก, อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์, อุตสาหกรรมเซรามิกส์ เป็นต้น และเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายจึงสรุปการแบ่งประเภทของ Temperature Controller และความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน วันนี้เราจะมาแนะนำกัน สำหรับการแบ่งตามประเภทของ Temperature Controller มี 2 แบบ ดังนี้      1. เครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบอนาล็อก (Analog Temperature Controller) ปรับค่าง่าย เป็นแบบเข็มหมุน เหมาะสำหรับวัดอุณหภูมิที่ไม่ต้องการความถูกต้องและแม่นยำมากนัก เนื่องจากโครงสร้างภายใช้เพียงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีไมโครคอนโทรลเลอร์ในการควบคุมหรือคำนวณ และไม่มีฟังก์ชั่นที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นในระบบควบคุมได้ รูปแสดงตัวอย่างเครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบอนาล็อก (Analog Temperature Controller)      2. เครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Temperature Controller) ปัจจุบันนิยมใช้งานมาก เนื่องจากมีความเที่ยงตรงในการวัดสูง การตอบสนองได้ดีกว่าแบบอนาล็อก ควบคุมอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น (Heat-Cool) และยังสามารถต่อเข้าร่วมกับอุปกรณ์อื่นเพื่อเก็บข้อมูลหรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่าน RS485 ได้ รูปแสดงตัวอย่างเครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Temperature Controller)      จากที่เราได้ทำความรู้จักประเภทของ Temperature Controller ไปแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่งที่หลัก ๆ คือ ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเหมือนกัน แต่ในการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยแยกตามประเภทของ Temperature Controller และ Defrost Controller หรือ Refrigerator Controller ได้ดังนี้ Temperature Controller และ Defrost Controller / Refrigerator Controller Temperature Controller/Programmable Temperature Controller Defrost Controller / Refrigerator Controller • Temperature Controller เป็น Temperature Controller สำหรับการควบคุมอุณหภูมิแบบอัตโนมัติที่รับสัญญาณ (Input) มาจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Pt100/Thermocouple) แล้วนำมากำหนดค่าตัวควบคุม (SV) เช่น ต้องการต้มน้ำที่อุณหภูมิ 50 ํC คงที่ และเมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ โดยผ่านการประมวลผล (PV) แล้วก็จะส่งสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) เพื่อไปควบคุมอุปกรณ์อื่น เป็นต้น  • และอีกรูปแบบในการทำงานของ Temperature Controller โดยมีเงื่อนไขของอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับเวลาหรือการควบคุมลักษณะแบบสเต็ป เช่น ในการอบชิ้นงานต้องอาศัยอุณหภูมิที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นหรือลดลงภายในเวลาที่กำหนดไว้ จากการตั้งค่า SV ที่ตัวควบคุม (Temp Control) เป็นต้น • Refrigerator Controller / Defrost Controller เป็น Controller สำหรับการควบคุมอุณหภูมิย่านติดลบหรือความเย็น ใช้กับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น โดยควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) มีระบบป้องกันแรงดันไฟตก-ไฟเกินในตัวเพื่อป้องกันคอมเพรสเซอร์เสียหาย นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นการละลายน้ำแข็ง (Defrost  Function) โดยเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่ใช้ในตัวควบคุมประเภทนี้จะเป็น hermister/NTC/PTC ซึ่งจะมีย่านการวัดและแสดงผล -40 ถึง 130 ํC จึงสามารถวัดอุณหภูมิในย่านติดลบได้ดี        นอกจากนี้ยังมี Thermostat ที่ทำหน้าที่ตัด-ต่ออุณหภูมิ เพื่อควบคุมอุปกรณ์อื่นได้อีก เช่น ควบคุมการทำงานของพัดลมเพื่อให้พัดลมไม่ต้องทำงานตลอดเวลาและช่วยยืดอายุการใช้งานของพัดลมภายในตู้คอนโทรล (ดังรูป) CMA-001 : Internal Sensor Probe CMA-001-E : External Sensor Probe สำหรับวัดอุณหภูมิเฉพาะจุดและพื้นที่จำกัด CMA-002 : Digital Thermostat มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ Thermostat แบบมีเซ็นเซอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ (Thermocouple) รูปแสดงตัวอย่างอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้องใช้ Star-Delta Timer

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK ทำไมต้องใช้ Star-Delta Timer            ในภาคอุตสาหกรรม และ ในเครื่องจักรประเภทต่างๆ มอเตอร์ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นส่วนสำคัญและมีอัตราในการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก โดยส่วนมากในโรงงานอุตสาหกรรมนิยมใช้งานมอเตอร์แบบ 3 เฟส ซึ่งเป็นมอเตอร์ที่กินกระแสสูงในขณะสตาร์ท (Start Motor)  โรงงานอุตสาหกรรมต่างจึงมีความต้องการที่จะลดกระแสไฟฟ้าในขณะสตาร์ท การต่อมอเตอร์แบบ สตาร์ เดลต้า (Star Delta) จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เรา สามารถลดกระแสไฟฟ้าในขณะสตาร์ทได้ การใช้ Star-Delta Timer สามารถช่วยให้ง่ายมากขึ้น สำหรับการต่อวงจรไฟฟ้าในการควบคุม มอเตอร์สตาร์ เดลต้า (Star Delta) วันนี้เราอธิบาย วิธีการสตาร์ทมอเตอร์กระแสสลับแบบ 3 เฟส แต่ละแบบกัน โดยมีวิธีการสตาร์ทมอเตอร์กระแสสลับแบบ 3 เฟส ดังนี้               การสตาร์ทมอเตอร์แบบต่อตรง (Direct On Line ) เหมาะสำหรับมอเตอร์ที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 7.5kW(10HP) เพราะมีกระแสสูงในช่วงสตาร์ท แรงบิดสูงทำให้เกิดการกระชาก อาจจะเกิดผลกับระบบไฟฟ้า เช่น แรงดันไฟตก ไฟกระพริบ ส่งผลไปถึงโหลด หรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกิดความเสียหาย               การสตาร์ทแบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta ) เหมาะกับมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพิกัดเกิน 7.5 kW มากกว่าการสตาร์ทแบบต่อตรง (Direct On Line) เพราะจะมีกระแสช่วงสตาร์ทที่สูง (ประมาณ5 - 7เท่า ของค่ากระแสปกติของค่าพิกัดมอเตอร์) ดังกราฟ                     กราฟแสดงการเปรียบเทียบของกระแสช่วงสตาร์ทมอเตอร์ ระหว่าง การสตาร์ทแบบ DOL และ การสตาร์ทแบบ Star Delta​                       ขอบคุณเครดิตภาพจาก http://www.9engineer.com/index.php?m=article&a=print&article_id=2174                  ในโรงงานอุตสาหกรรมที่นิยมใช้มอเตอร์ที่มีขนาดใหญ่  จะเห็นว่าการต่อแบบการสตาร์ทมอเตอร์แบบสตาร์-เดลต้า (Start-Delta) จึงเหมาะสมมากกว่า การสตาร์ทแบบต่อตรง (Direct On Line) แต่ในการสตาร์ทมอเตอร์แบบ Star-Delta มักจะเจอปัญหาที่ทำให้แมกเนติกมันเกิดช็อตกันเกิดความเสียหาย ซึ่งเกิดจากเวลาในช่วงจังหวะที่มีการสับเปลี่ยนจาก สตาร์ เป็น เดลต้า                   แล้วในช่วงเวลาควรตั้งเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ต่ออุปกรณ์ช่วยในการตั้งเวลาที่เรียกว่า สตาร์-เดลต้า ไทม์เมอร์ (Star-Delta Timer) ดังรูป                                                รูปแสดงการต่อวงจรควบคุม โดยใช้ Timer ในการตั้งเวลาสลับการทำงานของ Star Delta ลักษณะการทำงานของStar Delta Timer              เป็น Star Delta Timer สำหรับ Start Motor ในระบบ 3 เฟส เพื่อช่วยลดกระแส Peak ในช่วงที่ Motor เริ่มหมุนทำให้กระแสที่ใช้ในการ Start Motor ไม่เกินพิกัดของกระแส Lock Rotor หรือช่วยให้ไม่เกิดไฟตกใน ช่วง Start Motor ในกรณีที่ Motor มีขนาดใหญ่            เมื่อจ่ายไฟเข้า Supply ของ Star Delta Timer รุ่น PF-01 Relay ของชุด Star (Y) จะทำงานก่อน เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ (TY) Relay ของชุด Star (Y) จะหยุดทำงาน และ หน่วงเวลาตาม Pause Time T(Y-∆) เพื่อเว้นระยะห่างการทำงานของ Magnetic Contractors ระหว่าง Star และ Delta เมื่อครบเวลา Pause Time T(Y-∆) แล้ว Relay ของชุด Delta (∆) จะทำงาน PF-01 สามารถเลือกเวลาการทำงานได้ 2 Ranges คือ 0.3-30 sec และ 1-120 sec โดยการต่อ Jumper ****ข้อแนะนำ : การตั้งค่านี้จะต้องในตั้งค่าที่ตัว Star Delta Timer ส่วนระยะเวลานานเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดพิกัดมอเตอร์โดยตรง ซึ่งดูได้จากตารางคู่มือ หรือ Nameplate ของมอเตอร์   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK        

Image Alternative text
เครื่องมือวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส Non-contact Thermometer (Infrared Thermometer)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เครื่องมือวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส Non-contact Thermometer (Infrared Thermometer) โดยใช้เทคโนโลยีอินฟราเรด เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของวัตถุต่าง ๆ และค่าที่ได้ยังเป็นค่าอุณหภูมิของวัตถุที่แท้จริง ไม่มีผลกระทบจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง ใช้งานง่ายเพียงส่องไปที่วัตถุก็สามารถอ่านค่าบนจอ LCD ได้ทันที ใช้งานได้ปลอดภัยกับวัตถุร้อนหรือวัตถุที่ไม่สามารถสามารถเข้าไปวัดใกล้ ๆ ได้ อ่านค่าอุณหภูมิได้รวดเร็วมากภายในไม่กี่วินาที เมื่อเทียบกับการวัดแบบสัมผัส (RTD, Thermocouple) ที่ต้องใช้เวลาหลายนาทีต่อการวัดแต่ละจุด      หลักการทำงานเครื่องมือวัดอุณหภูมิอินฟราเรด (Infrared Thermometer) เป็นเครื่องมือวัด (Instrument) ใช้สำหรับการวัดอุณหภูมิ (Temperature Measurement) ที่ผิวของวัตถุ ซึ่งเป็นการวัดแบบไม่สัมผัสและไม่ทำลายวัตถุ ทำงานโดยอาศัยหลักการแผ่รังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) ออกจากวัตถุ ส่วนประกอบหลักของเครื่องมือวัดชนิดนี้ประกอบด้วย เลนส์ (Lens), ตัวตรวจจับรังสีอินฟราเรด (Infrared detector) หรือเซ็นเซอร์ชนิดอินฟราเรด (Infrared sensor), วงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic circuit) และส่วนแสดงผล (Display) โดยมีหลักการทำงานดังนี้ ตัวตรวจจับรังสีอินฟราเรดทำหน้าที่รับรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่แผ่ออกจากวัตถุเป้าหมาย (Target) ผ่านเลนส์ของเครื่องมือวัด แล้วแปลงรังสีอินฟราเรดเหล่านี้ให้อยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า โดยรังสีอินฟราเรดที่ตัวตรวจจับรับไปนั้น ประกอบด้วยรังสีที่วัตถุเป้าหมายแผ่ออกมารวมกับรังสีที่แผ่จากวัตถุอื่นหรือจากสิ่งแวดล้อมสะท้อนออกจากผิวของวัตถุเป้าหมาย จากนั้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลที่รับมาจากตัวตรวจจับและนำไปแสดงที่ตัวแสดงผล โดยเทอร์โมมิเตอร์ชนิดอินฟราเรดแสดงผลออกมาในรูปของตัวเลข ซึ่งการแปลงรังสีอินฟราเรดที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ให้อยู่ในหน่วยของอุณหภูมิอาศัยกฎของ Planck (Planck's Law) และ กฎของ Stefan-Boltzmann (Stefan-Boltzmann's Law)                  เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดมีหลายรูปแบบ เช่น      • เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดสำหรับการปรุงอาหาร (การตรวจสอบอุณหภูมิของจานร้อนและอาหาร)      • เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดสำหรับการใช้งานทางการแพทย์ (การตรวจสอบอุณหภูมิของชิ้นส่วนต่างๆของร่างกาย)      • เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดสำหรับการใช้งานยานยนต์ (ตรวจสอบเครื่องยนต์ของอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น A/C, ไอเสีย ฯลฯ)      เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดใช้ในงานวัดอุณหภูมิโดยการวัดพลังงานที่ปล่อยออกของวัตถุ ช่วยให้ว่าคุณมีแก้วน้ำเย็นและแก้วน้ำเดือดอะตอมในทั้งสองเหล่านี้จะสั่น แต่แก้วน้ำเดือดมีอะตอมที่สั่นสะเทือนได้เร็วขึ้นมากจึงให้ออกพลังงานมากขึ้น เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและสะดวกในการวัดอุณหภูมิพื้นผิวของวัตถุ นอกจากนี้เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดสามารถให้อ่านหลายต่อวินาทีเมื่อเทียบกับวิธีการติดต่อที่วัดแต่ละคนจะสามารถใช้เวลาหลายนาที      เทคโนโลยีอินฟราเรดและหลักการของมันอยู่เบื้องหลังการวัดอุณหภูมิที่ถูกต้อง เมื่ออุณหภูมิวัดได้โดยอุปกรณ์พลังงาน IR ที่ปล่อยออกมาจากวัตถุที่วัดผ่านระบบออปติคอลของเครื่องวัดอุณหภูมิและจะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ตรวจจับสัญญาณนี้จะปรากฏ แล้วการอ่านอุณหภูมิมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่กำหนดเป็นวัดที่ถูกต้อง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ emissivity ระยะห่างจากจุดอัตราส่วนและ field ของมุมมอง ค่า Emissivity หมายถึง      วัตถุทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงส่งและปล่อยพลังงานเฉพาะพลังงานที่ปล่อยออกมาบ่งชี้ว่าอุณหภูมิของวัตถุ เมื่อเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดวัดอุณหภูมิพื้นผิวของพวกเขารู้สึกทั้งสามชนิดของพลังงาน ดังนั้นเครื่องวัดอุณหภูมิทุกคนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการอ่านพลังงานที่ปล่อยออกเท่านั้น ข้อผิดพลาดในการวัดมักจะเกิดจากพลังงาน IR ถูกสะท้อนจากแหล่งกำเนิดแสง บางเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยน emissivity ในหน่วย ค่าของ emissivity สำหรับวัสดุต่าง ๆ ที่สามารถมองขึ้นในการตีพิมพ์ตาราง emissivity      หน่วยงานอื่น ๆ มีการแก้ไข emissivity ที่ตั้งไว้ล่วงหน้า 0.95 ซึ่งเป็นค่า emissivity สำหรับวัสดุอินทรีย์ส่วนใหญ่และพื้นผิวที่ทาสีหรือออกซิไดซ์ ถ้าคุณกำลังใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่มีการแผ่รังสีคงที่ในการวัดอุณหภูมิพื้นผิวของวัตถุเงาคุณสามารถชดเชยโดยครอบคลุมพื้นผิวที่จะวัดด้วยเทปกาวหรือสีดำแบน ให้เวลาสำหรับเทปหรือสีที่จะไปถึงอุณหภูมิเดียวกับวัสดุที่อยู่ภายใต้วัดอุณหภูมิของพื้นผิวการบันทึกเทปหรือทาสี นั่นคืออุณหภูมิที่แท้จริง ค่า Distance to spot ratio หมายถึง      ระบบแสงของเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดเก็บรวบรวมพลังงานอินฟราเรดจากจุดวัดวงกลมและมุ่งเน้นไปไว้ในเครื่องตรวจจับความละเอียด Optical ถูกกำหนดโดยอัตราส่วนของระยะทางจากเครื่องดนตรีไปยังวัตถุ ที่เมื่อเทียบกับขนาดของจุดที่มีการวัด (D: อัตราส่วน S) ขนาดใหญ่จำนวนอัตราส่วนที่ดีกว่าความละเอียดของตราสารและมีขนาดเล็กกว่าขนาดของจุดที่สามารถวัดได้เล็งเลเซอร์รวมในตราสารบางส่วนเท่านั้นจะช่วยให้ถึงเป้าหมายที่จุดวัด นวัตกรรมล่าสุดในเลนส์อินฟราเรดคือนอกเหนือจากคุณลักษณะโฟกัสระยะใกล้ซึ่งมีวัดที่ถูกต้องของพื้นที่เป้าหมายขนาดเล็กโดยไม่รวมอุณหภูมิพื้นหลังที่ไม่พึงประสงค์ อ้างอิง : http://www.bsaperu.org/ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
RS232/422/485 to Ethernet Converter มีประโยชน์อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เนื่องจากปัจจุบันในยุค Industrial 4.0 นี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในระบบกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก เช่น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเชื่อมโยงกับเครื่องจักรหรือเครื่องควบคุมต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้ระบบเครือข่าย (System Network) เข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดขั้นตอนในการปฎิบัติงาน      ทั้งนี้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ควบคุมที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่นั้น จะส่งข้อมูลแบบ Serial เป็นสัญญาณแบบอนุกรม ที่มีทั้ง RS232/422/485 เป็นต้น ซึ่งสัญญาณแบบนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องมีอุปกรณ์สำหรับแปลง RS232/422/485 ให้เป็นเครือข่ายที่เรียกว่า Ethernet Network (LAN) หรือจะเรียกว่า Serial to LAN, Serial to Ethernet ก็ได้เช่นกัน (ดังรูป) รูปแสดงตัวอย่างการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโดยใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณจาก Serial  RS232/422/485 to Ethernet Network      ประโยชน์ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณแบบอนุกรมให้เป็นสัญญาณเครือข่าย (RS232/422/485 to Ethernet Converter) ในการนำมาประยุกต์ใช้งาน เช่น การใช้มิเตอร์วัดและวิเคราะห์ค่าพลังงานต่าง ๆ ทางไฟฟ้า รุ่น KM-07-A-2 ที่ติดตั้งหน้าตู้คอนโทรล และนำผลที่ได้จากการวัดมาเข้า Software Primus Soft Pro เพื่อวิเคราะห์ค่าพลังงานที่ห้องควบคุม ดังนี้      • ช่วยลดเวลาของผู้ปฏิบัติงานในการเดินไปดูมิเตอร์ที่หน้าตู้คอนโทรลเพื่อเก็บข้อมูล      • สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการผลิตได้      • สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ในระบบเครือข่ายได้หลาย ๆ ตัว      • ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน   นอกจากนี้ RS232/422/485 to Ethernet Converter หรือ Serial to Ethernet Converter ยังสามารถแยกการใช้งานกับประเภทเครื่องจักรได้ ดังนี้        เครื่องจักรที่มีเซ็นเซอร์แต่ไม่มีพอร์ทสื่อสาร เครื่องจักรประเภทนี้จะเป็นรุ่นเก่าที่ยังไม่มีพอร์ทสื่อสาร ซึ่งต้องติดเซ็นเซอร์เพื่อบอกถึงสถานะเครื่องจักร เช่น ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), ติดตั้งเอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) วัดความเร็วรอบของมอเตอร์ หรือ ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับโลหะ (Proximity Sensor) เพื่อนำสัญญาณเอาต์พุตของเซ็นเซอร์ที่ได้ไปต่อเข้ากับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ I/O Modules เพื่อเป็นสัญญาณสื่อสารแบบ Ethernet (LAN) เป็นต้น (ดังรูป) รูปแสดงการเชื่อมต่อของเครื่องจักรที่มีเซ็นเซอร์แต่ไม่มีพอร์ทสื่อสารเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Ethernet      เครื่องจักรที่มีพอร์ทสื่อสารแบบ Serial สำหรับเครื่องจักรที่มีพอร์ทสื่อสารเป็นแบบ Serial (RS232/422/485) อยู่แล้ว ต้องใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณแบบ RS232/422/485 to Ethernet Converter เพื่อสื่อสารระหว่างเครื่องจักรกับ Computer ผ่านระบบ Ethernet ได้ (ดังรูป) รูปแสดงการเชื่อมต่อของเครื่องจักรที่มีพอร์ทสื่อสารแบบ Serial เข้ากับระบบ Ethernet      เครื่องจักรที่มีพอร์ทสื่อสารเป็นแบบ Ethernet อยู่แล้ว ก็สามารถทำการเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Ethernet ได้โดยตรง (ดังรูป) รูปแสดงการเชื่อมต่อของเครื่องจักรที่มีพอร์ทสื่อสารเข้ากับระบบ Ethernet      จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ที่ทำหน้าแปลงสัญญาณจากพอร์ท Serial RS232/422/485 ให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Ethernet (RS232/422/485 to Ethernet Converter) ได้นั้น นอกจากจะสามารถเชื่อมโยงอุปกรณ์ให้เป็น Solution เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและวางแผนได้แล้วนั้น ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับเครื่องจักรตามประเภทที่กล่าวมาได้อีกด้วย โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
เบื่อไหม!! ที่ต้องคอยเปิดตู้คอนโทรลเพื่อดูความเร็วรอบมอเตอร์จาก Inverter ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Inverter ที่เราใช้งานกันอยู่นั้น ส่วนมากจะต้องติดตั้งไว้ภายในตู้คอนโทรล เวลาที่จะดูความเร็วรอบมอเตอร์จะต้องเปิดตู้คอนโทรลเพื่อดู      และอุปกรณ์ที่สามารถดึงค่าข้อมูลความเร็วรอบจาก Inverter ขึ้นมาโชว์ที่หน้าตู้คอนโทรลได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเปิดปิดตู้ตอนโทรลอีกต่อไป เราเรียกอุปกรณ์นั้นว่า “Digital Indicator” แล้วจะสามารถดึงข้อมูลจาก Inverter ได้อย่างไร ?      เราจะต้องดูที่ตัว Inverter ของเราก่อนว่ามีสัญญาณ Output ที่เรียกว่า “Output Transfer” 4-20mA หรือ 0-10Vdc เมื่อเรารู้แล้วว่า Inverter ของเรานั้นมี Output Transfer ต่อมาให้เลือก Digital Indicator ที่รับ Input 4-20mA หรือ 0-10Vdc เช่น Digital Indicator เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล Model: CM-004N , Brand: PM      CM-004N ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับสัญญาณ 4-20mA และ 0-10Vdc โดยเฉพาะเลยนะครับ!! ลักษณะการใช้งาน      CM-004N : Digital Indicator เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล คุณสมบัติ • CM-004N : Digital Indicator เป็นตัวแสดงผลแบบดิจิตอล รับอินพุต 0-10VDC, 0-20mA และ 4-20mA ได้ในตัวเดียวกัน • แสดงผลด้วย 7-Segment สีแดง 4 หลัก ขนาด 0.56 นิ้ว • แสดงผลได้ตั้งแต่ -1999 ถึง 9999 โดยสามารถตั้งจุดทศนิยมได้สูงสุด 3 ตำแหน่ง • มีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับติดตั้งหน้าตู้ที่มีพื้นที่จำกัด • เหมาะสำหรับติดตั้งที่ตู้ควบคุม เพื่อแสดงความเร็วของมอเตอร์จาก Inverter, DC Drive      ตัวอย่างการใช้งาน CM-004N ในการวัดระดับน้ำในถัง      ใช้งานในการวัดระดับน้ำในถัง โดยมี Level Sensor ที่มี Output เป็นสัญญาณ 4-20mA เป็นตัววัดระดับน้ำ และ CM-004N เป็นอุปกรณ์แสดงผล ขอแนะนำอุปกรณ์ที่ใช้วัดระดับของเหลว      Level Indicator/Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับ Model: LP-07-I , Brand: PM      LP-07-I : Level Indicator/Level Sensor (เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับ) เป็น Level sensor ที่ใช้ตรวจจับระดับของเหลวแบบต่อเนื่อง สามารถวัดได้ละเอียดคือ 1 cm. (Resolution 1 cm.) โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทาน (ในขณะที่ลูกลอยเคลื่อนที่) เลือกติดตั้งได้ทั้งแบบเกลียวและหน้าแปลน โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Output NPN และ PNP แตกต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK NPN Output      NPN Output หรือ Active Low เมื่อเซนเซอร์อยู่ในสภาวะที่ทำงานปกติ เอาต์พุตจะจ่ายกราวด์ (0 VDC) ไปที่ Control Output PNP Output      PNP Output หรือ Active High เมื่อเซนเซอร์อยู่ในสภาวะที่ทำงานปกติ เอาต์พุตจะจ่ายไฟ + VDC ไปที่ Control Output Q&A แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเอาต์พุตเป็นแบบ NO หรือ NC ?      ขั้นตอนการทดสอบหาสัญญาณ Output           สมมุติฐานว่า เซนเซอร์เป็นชนิด NPN แล้วต่อวงจรตามรูป      หากผลการทดสอบพบว่า ดิจิตอลมัลติมิเตอร์แสดงค่า 24 VDC เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบวัตถุและเปลี่ยนแปลงเป็น 0 VDC เมื่อนำวัตถุออกจากระยะตรวจจับ สามารถระบุได้ว่าเป็นเซนเซอร์ชนิด NPN แบบ NO      ในทางกลับกันหากพบว่า ดิจิตอลมัลติมิเตอร์แสดงค่า 0 VDC เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบวัตถุ และเปลี่ยนแปลงเป็น 24 VDC เมื่อนำวัตถุออกจากระยะตรวจจับ สามารถระบุได้ว่าเป็นเซนเซอร์ชนิด NPN แบบ NC อ้างอิง : http://www.tic.co.th/index.php?op=tips-detail&id=62 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้อง 4-20mA

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หลายคนคงสงสัยว่า "ทำไมต้องเป็น 4-20mA" แล้วทำไมไม่เป็น 0-20mA สาเหตุที่ต้องเริ่มต้นจาก 4mA ก็เพราะว่าถ้าเราเริ่มจาก 0mA จะทำให้เราไม่ทราบได้ว่าตอนนี้สัญญาณของเราเสียหายหรือว่าอยู่ในสถานะ 0% แต่ถ้าเราใช้ 4-20mA เราจะแยกแยะได้ทันทีว่าสัญญาณของเรานี้เสียหายหรืออยู่ในสถานะ 0% ถ้าวัดสัญญาณ Output ได้ 0mA เท่ากับเสียหาย แต่ถ้าวัดสัญญาณ Output ได้  4mA เครื่องมือวัดยังใช้งานได้อยู่ สัญญาณ 4-20mA       สัญญาณกระแสไฟที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานสำหรับส่งสัญญาณของเครื่องมือวัดในอุตสาหกรรมซึ่งเป็นที่นิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน โดยสัญญาณ 4-20mA ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุคปี ค.ศ.1950 (พ.ศ. 2493) หลังจากการประสบความสำเร็จอย่างมากของมาตรฐานสัญญาณควบคุมนิวเมติก 3-15 psi ต่อมาเมื่ออิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นของราคาถูกและน่าเชื่อถือเพียงพอ การเปลี่ยนผ่านได้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมาถึงศตวรรษที่ 21 จนทำให้สัญญาณ 4-20mA เป็นที่นิยมสำหรับการส่งข้อมูลของเครื่องมือวัดในอุตสาหกรรม หลักการทำงาน 4-20mA      การทำงานนั้นสัญญาณจะถูกส่งเป็นแบบ Linear ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือวัดที่มีช่วงการวัด 0-100% ที่ 0 % เครื่องมือวัดจะส่งสัญญาณออกไป 4mA และที่ 100% เครื่องมือวัดจะส่งสัญญาณออกไป 20mA ตามภาพตัวอย่าง ข้อดีของสัญญาณ 4-20mA      1. สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 1km. (ขึ้นอยู่กับความต้านทานของสายไฟและโหลดของตัวรับสัญญาณ)      2. ถูกสัญญาณรบกวนได้ยาก เนื่องจากเป็นสัญญาณกระแสไฟไม่ใช่แรงดันไฟ สัญญาณรบกวนจะเป็นสัญญาณแรงดันไฟซึ่งจะรบกวนเฉพาะแรงดันไฟ      3. ประหยัดงบประมาณในการเดินสาย เนื่องจากสัญญาณ 4-20mA สามารถส่งทั้งสัญญาณและไฟเลี้ยงเครื่องมือวัดไปด้วยกันโดยใช้สายไฟเพียงแค่ 2 เส้น ซึ่งปกติจะต้องใช้สายไฟถึง 4 เส้น (ไฟเลี้ยง 2 เส้น และสัญญาณ 2 เส้น) ข้อเสียของสัญญาณ 4-20mA      1. ใช้กับตัวรับสัญญาณได้เพียงแค่ตัวเดียว เนื่องจากข้อจำกัดในด้านโหลดของตัวรับเมื่อใช้ตัวรับหลาย ๆ ตัวจะทำให้สัญญาณ 4-20mA ลดลงจนมีผลต่อความแม่นยำของข้อมูล      2. ความยากในการใช้งานของผู้ใช้ระดับล่าง เนื่องจากสัญญาณชนิดนี้มีการต่อที่ไม่เหมือนสัญญาณแรงดันไฟซึ่งเป็นที่เคยชินของผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป บางครั้งจึงอาจทำให้ผู้ใช้บางท่านรู้สึกว่าใช้ยากนั่นเอง ลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณ 4-20mA      การเชื่อมต่อสัญญาณ 4-20mA นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ดังนี้ สัญญาณ 4-20mA มาจากอุปกรณ์อะไรได้บ้าง      1. อุปกรณ์ Signal Transmitter เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณวัด Sensor แบบต่าง ๆ มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน ชนิดของ Transmitter มีหลายชนิด และเรียกตามชื่อของ Sensor ที่ Transmitter นั้นใช้ เช่น           - Thermocouple , RTD แปลงสัญญาณอุณหภูมิจาก Thermocouple, RTD มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน           - pH Transmitter แปลงสัญญาณค่า pH จาก pH Sensor มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน           - Humidity & Temperature Transmitter แปลงสัญญาณค่าอุณหภูมิและความชื้นสัมพันธ์ มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน           - Current Transformer แปลงสัญญาณค่ากระแสไฟฟ้ากระแสสลับ มาเป็นสัญญาณมาตรฐาน      2. สัญญาณมาตรฐานจากอุปกรณ์ เช่น Indicator หรือ Controller ที่เป็นสัญญาณ Option Transfer Output หรือ Output analog      3. อุปกรณ์ I/V Simulator เป็นอุปกรณ์ที่จำลองสัญญาณมาตรฐานเพื่อทดสอบอุปกรณ์ที่รับค่าสัญญาณมาตรฐาน                โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
PID Control กับ On/Off Control ของ Temperature Controller ต่างกันอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ ที่เหมาะกับงานในอุตสาหกรรมทุกประเภท โดย Temperature Controller แม้ชื่อจะเป็น Temperature (แปลว่า อุณหภูมิ) แต่จริง ๆ แล้วอุปกรณ์ตัวนี้สามารถควบคุมได้ทุกอย่างไม่ใช่แค่อุณหภูมิ เช่น ความดัน, ความชื้น, อัตราการไหล, ระดับ ฯลฯ เพียงแต่งานควบคุมอุณหภูมิมักจะมีมากที่สุด ยกตัวอย่างงานที่ใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิ เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมยาง, อุตสาหกรรมทางเคมีภัณฑ์, อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมเซรามิค ไปจนถึงห้องทดสอบและเครื่องบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ฯลฯ การทำงานของเครื่องควบคุมอุณหภูมิจะควบคุมอุณหภูมิให้ได้ตามค่าอุณหภูมิที่กำหนดไว้ โดยจะนำมาใช้ในการสั่งงานให้กับอุปกรณ์สำหรับทำความร้อนหรืออุปกรณ์สำหรับทำความเย็นทำงานตามที่ได้ตั้งค่าอุณหภูมิไว้ การนำมาใช้งานและการควบคุมก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งานที่ตัวเครื่องควบคุมอุณหภูมิจะมีส่วนที่รับอุณหภูมิ (Input) จากหัววัดอุณหภูมิหรือที่เรียกกันว่าเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ แล้วมาแสดงผลที่หน้าจอ Display พร้อมกับประมวลผลเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ได้ตามค่าที่ได้กำหนดไว้ หากอุณหภูมิไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ก็จะมีในส่วนของการสั่งงาน (Output) ไปสั่งให้อุปกรณ์สำหรับทำความร้อนหรืออุปกรณ์ทำความเย็นทำงานให้ได้ตามค่าที่กำหนดไว้นั่นเอง      SP คือ Set point หรือ ค่าที่ต้องการควบคุม เช่น ต้องการต้มน้ำที่ 100 ํC      PV คือ Process Variable หรือ ค่าที่วัดมาจากโพรเซส เช่น อุณหภูมิในถังน้ำที่อุณหภูมิปกติเป็น 30 ํC      MV คือ Manipulated Variable หรือ สัญญาณควบคุมที่เครื่องควบคุมคำนวณได้มีหน่วยเป็น % (0-100 %)      E คือ Error หรือ ผลต่างระหว่างค่าที่ต้องการควบคุมกับค่าที่วัดได้ (E = SP-PV)   การควบคุมของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller)      เอาต์พุตของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Control Output) คือ เอาต์พุตที่ทำงานตามการควบคุมของตัวควบคุม โดยจะแปรเปลี่ยนไปตามค่าตัวแปร Manipulate Variable (MV) ที่คำนวณได้จากการควบคุม PID หรือ ON/OFF ซึ่งเอาต์พุตนี้จะทำหน้าที่ตอบสนองต่อค่าเซตพอยต์ (Target response) หรือ การรบกวนจากภายนอก (Disturbance response)   ลักษณะการควบคุมของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ      1. การควบคุมแบบตัดต่อ (ON/OFF Control)       2. การควบคุมแบบอนาลอก (PID Control)   การควบคุมแบบ ON - OFF      ในระบบควบคุมแบบ ON-OFF เครื่องควบคุมจะสั่งเอาท์พุตทำงานเพียง 2 สภาวะเท่านั้น คือ ON และ OFF เป็นการควบคุมแบบง่าย ๆ และราคาไม่แพง ดังนั้นจึงนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในงานควบคุมทางอุตสาหกรรม ในกรณีที่ผลจากการแกว่งของอุณหภูมิเป็นที่ยอมรับได้      กำหนดให้สัญลักษณ์เอาต์พุตของเครื่องควบคุมเป็น MV และผลต่างระหว่าง SV กับ PV เป็น E (Error) ฉะนั้นในการควบคุมแบบ ON-OFF สัญญาณ MV จะมีค่าเป็น 100% (ON) หรือ 0% (OFF) เท่านั้น โดยจะขึ้นอยู่กับว่า E มีค่าเป็น + หรือเป็น - นั่นคือ           MV = 100% (ON) เมื่อ E > 0 (PV < SP)           MV = 0% (OFF) เมื่อ E < 0 (PV > SP) รูปแสดงการควบคุมแบบ ON - OFF      ในกรณีอุณหภูมิที่โพรเซสมีการกระเพื่อมที่ Set point จะมีผลทำให้เอาต์พุตของเครื่องควบคุม ON และ OFF อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยกำหนด Hysteresis หรือ Differential gap หรือ Dead band เพื่อลดการตัด-ต่อที่เกิดขึ้น แต่ผลเสียคือจะทำให้เกิด Overshoot มากขึ้น      ลักษณะของ ON - OFF Control คือจะเกิดการแกว่งของอุณหภูมิ (Oscillation) อยู่ตลอดเวลา โดยในกรณีที่มี Hysterresis ความถี่ในการตัดต่อจะลดลง แต่ค่า Overshoot จะมากขึ้นในระบบที่ช้า คาบในการแกว่งจะยาวกว่าในระบบที่เร็วกว่า การควบคุมแบบ PID Control หรือ Proportional Integral Derivative Control      เป็นกระบวนการควบคุมอย่างหนึ่ง ที่นิยมนำมาใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ โดยสามารถแก้ไขปัญหา การเกิด Offset Error ที่สถานะคงตัวของระบบได้ โดยสามารถหาค่าตัวแปรของ PID ผลของ P ACTION      สามารถเพิ่มผลของ P action ได้โดยลดค่า PB ลง จะมีผลทำให้           • มีค่า Offset น้อยลง           • มี Overshoot สูงขึ้น เกิดการแกว่งมากขึ้น           • ระบบขาดเสถียรภาพมากขึ้น ถ้าลดค่า PB มากเกินไป จะทำให้ระบบ Oscillate ผลของ I ACTION      สามารถเพิ่มผลของ I action ได้โดยลดค่า TI ลง จะมีผลทำให้           • ไม่มี Offset           • มี Overshoot สูงขึ้น เกิดการแกว่งมากขึ้น           • ระบบขาดเสถียรภาพมากขึ้น ถ้าลดค่า TI มากเกินไป จะทำให้ระบบ Oscillate หรือ Unstable ผลของ D ACTION      สามารถเพิ่มผลของ D action ได้โดยเพิ่มค่า TD ลง จะมีผลทำให้           • มี Overshoot ลดลงมีคาบการแกว่งสั้นลง           • ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น ไวขึ้น           • ในระบบที่เร็วอยู่แล้ว จะขาดเสถียรภาพ รูปแสดงกระบวนการทำงานของ PID Control      จากรูป จะเห็นได้ว่าในการควบคุมแบบ PID Control นั้น เมื่อมีการเพิ่มค่า Kp เข้าไปในระบบ จะทำให้ค่า PV นั้นเข้าสู่เป้าหมาย SV ที่ตั้งไว้ได้  แต่ยังคงเกิดค่า OFFSET error จึงมีการเพิ่มในส่วนของค่า Ki เข้าไป จึงทำให้ลดค่า OFFSET error ลงไปได้ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการแกว่งของระบบ หรือ ออสซีลเลส จึงได้เพิ่มค่า Kd เข้าไปเพื่อลดค่าการแกว่งเหล่านั้น และทำให้ PV เข้าสู่ SV ในสถานะคงตัวในที่สุด โดย P คือค่าสัดส่วนโดยตรงกับ ค่า Error ส่วนค่า I หรือค่าเฉื่อยนั้นจะเป็นอิสระจากตัวแปร P และ D และสุดท้ายค่า D หรือแรงต้าน ซึ่งเกิดจากหน่วงของระบบ โดยจะเป็นการรวมของผลต่างขอค่า Error ในอดีต โดยจะมีจำนวนเท่ากับ t-1 เนื่องจากตอนเริ่มต้นระบบจะไม่มี Error ก่อนหน้า อ้างอิง https://www.supremelines.co.th/ https://www.factomart.com/ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
เปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ.. “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      โลกในยุคปัจจุบันล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาพลังงานในการดำเนินชีวิตและมีอัตราความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลพบว่าแหล่งพลังงานที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ยิ่งใช้สอยมากก็ยิ่งทำให้ทรัพยากรลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และอาจจะหมดไปในอนาคตอันใกล้       ปัญหาดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้พลังงานที่ฟุ่มเฟือย เช่น การเปิดหลอดไฟส่องสว่างในห้องน้าที่ไม่มีคนใช้หรือการเปิดไฟส่องสว่างตามทางเดินภายในอาคารที่ไม่มีผู้คนสัญจร ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์      ปัจจุบันบริษัทฯ ของเราได้มีการผลิตเซ็นเซอร์ที่สามารถเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ โดยใช้ชื่อว่า Motion and auto switch ซึ่งมีให้เลือกใช้งานหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้ Motion and auto switch Model: MR-Series, Brand: PM คุณสมบัติ • เป็นอุปกรณ์ควบคุมการทำงานการเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ • สามารถตรวจจับความเข้มของแสงและความเคลื่อนไหวได้ • สามารถตรวจจับได้ 360 องศา • สามารถหน่วงเวลาการทำงานได้ 8 Sec ถึง 5 Min • รีเลย์เอาต์พุต 5A, 250VAC • เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณเพดานห้อง รูปแบบการตรวจจับ      MR-01 : สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ โดยใช้หลักการในการตรวจจับความสว่างของแสง เมื่อความสว่างน้อยกว่าค่าที่ตั้งไว้จะทำให้สวิตช์ “ON”      MR-02 : สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟแบบอัติโนมัติ โดยใช้หลักการในการตรวจจับความสว่างของแสงและความเคลื่อนไหว เมื่อความสว่างน้อยกว่าค่าที่ตั้งไว้และมีความเคลื่อนไหวจะทำให้สวิตช์ “ON” ทำให้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดเวลา      MR-03 : สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ โดยใช้หลักการในการตรวจจับความเคลื่อนไหว โดยมีความเคลื่อนไหวจะทำให้สวิตช์ “ON” ทำให้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดเวลารูปแบบการตรวจจับ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์การใช้งาน Timer ในงานอุตสาหกรรม

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK Timer คือ อะไร      Timer คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ใช้ตั้งเวลา มักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบในเครื่องจักรเพราะ Timer เป็นตัวควบคุมเวลาให้กับอุปกรณ์บางอย่างให้ใช้ได้ในเวลาที่ต้องการ ซึ่งเป็นการตั้งเวลาและควบคุมการทำงานให้เอาต์พุตทำงานตามเงื่อนไขตามเวลาที่ตั้งไว้ โดยมีให้เลือกใช้งานในรูปแบบ Analog และแบบ Digital ดังรูป Digital Analog ปัจจัยการเลือกใช้งาน Timer      เนื่องจากการใช้งาน Timer สิ่งที่สำคัญเราจึงจำเป็นต้องทราบถึงฟังก์ชั่นการทำงานของรีเลย์ที่ต้องการว่าเป็นแบบไหน? จึงจะสามารถเลือกรุ่นของ Timer ได้อย่างถูกต้อง เช่น ใช้ตั้งเวลาหรือใช้เปิด-ปิด แอร์ เป็นต้น โดยปัจจัยต่าง ๆ ที่เราควรคำนึงถึงก่อนการเลือกใช้นั้นจะมี 5 ข้อ ดังนี้ 1. หน้าจอแสดงผลและรูปแบบการใช้งานว่าต้องการแบบ Digital หรือ Analog 2. ระยะเวลาในการใช้งานว่าอยู่ช่วงไหน เช่น 0.1 sec - 100 h เป็นต้น 3. เลือกรูปแบบการทำงาน เช่น       - แบบต่อไฟเข้าแล้วทำงาน (Power ON-Delay)      - แบบต่อขั้วอินพุตเพื่อให้ Timer ทำงาน (Signal ON-Delay)      - แบบตั้งเวลาโปรแกรมการทำงาน (Programmable) 4. จำนวนของเอาต์พุตที่ต้องการใช้งานและอัตราทนกระส 5. รูปแบบของการติดตั้งตามความเหมาะสมของงาน      เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าปัจจัยที่ควรคำนึงถึงนั้นมีไม่มาก จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับที่จะลองนำวิธีการเหล่านี้มาปรับและประยุกต์ใช้ในการเลือกกลุ่มสินค้าของ Timer แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังคงต้องมีการวิเคราะห์และความเข้าใจถึงลักษณะหน้างานของท่านว่าเป็นอย่างไร? เพื่อนำมาปรับใช้กับงานของท่านให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป การประยุกต์ใช้งาน Timer • ตั้งเวลาเปิดเครื่องปรับอากาศ • ตั้งเวลาหน่วงการทำงานของสัญญาณกันขโมย • หน่วงการทำงานของปั๊ม • หน่วงเวลาวงจรสตาร์-เดลต้า • หน่วงการทำงานของมอเตอร์ขนาดเล็ก • หน่วงเวลาของพัดลมดูดอากาศ • หน่วงเวลาปิดไฟบันได ฯลฯ ตัวอย่างวงจรสตาร์-เดลต้า      ในขณะที่สตาร์ท มอเตอร์จะทำการต่อแบบสตาร์ ซึ่งสามารถลดแรงดันขณะสตาร์ทได้ และเมื่อมอเตอร์หมุนไปได้สักระยะหนึ่ง (ตามเวลาที่ตั้ง Timer ไว้) ประมาณความเร็ว 75% ของความเร็วพิกัด มอเตอร์จะทำการต่อแบบเดลต้า เพื่อควบคุมกระแสไฟสำหรับการใช้งาน      โดยวงจรนี้เป็นวงจรที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นวงจรที่ออกแบบง่ายและเหมาะสำหรับใช้กับมอเตอร์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 แรงม้าขึ้นไป เช่น มอเตอร์ที่ไปขับใบมีดในการตัดชิ้นงาน, มอเตอร์ขับปั๊มน้ำขึ้นแท็งก์ เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
โอเวอร์โหลดแบบอิเล็กทรอนิกส์ดีกว่าโอเวอร์โหลดแบบธรรมดาอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      โอเวอร์โหลด (Over Load Relay) เป็นอุปกรณ์ป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าเกินกำลังหรือป้องกันมอเตอร์ไม่ให้เกิดการเสียหายเมื่อมีกระแสไหลเกินพิกัดในการทำงานของโหลด  เช่น  มอเตอร์จะต้องมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่ช่วยป้องกันมอเตอร์ไม่ไห้เกิดควาเสียหายเนื่องจากกระแสเกินกว่ากำหนด อุปกรณ์ตัวนั้นก็คือโอเวอร์โหลด ที่ทำหน้าที่ป้องกันกระแสเกินและโอเวอร์โหลดจะมีอยู่ 2 แบบ คือ โอเวอร์โหลดแบบธรรมดา และ โอเวอร์โหลดแบบอิเล็กทรอนิกส์ จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน หลักการทำงานของโอเวอร์โหลดแบบธรรมดา      ภายในโอเวอร์โหลดมีขดลวดความร้อน (Heater) พันกับแผ่นไบเมทัล (Bimetal หรือแผ่นโลหะผลิตจากโลหะต่างชนิดกัน) เชื่อมติดกัน เมื่อได้รับความร้อนแผ่นโลหะจะโก่งตัว ขดลวดความร้อนซึ่งเป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟไปมอเตอร์ เมื่อกระแสไหลเข้าสูงในระดับค่าหนึ่ง ส่งผลขดลวดความร้อนทำให้แผ่นไบเมทัลร้อนและโก่งตัวดันให้หน้าสัมผัสปกติปิด NC ของโอเวอร์โหลดที่ต่ออนุกรมอยู่กับแผงควบคุมเปิดวงจรตัดกระแสไฟฟ้าจากคอยล์แม่เหล็กของคอนแทคเตอร์ทำให้หน้าสัมผัสหลัก (Main Contact) ของคอนแทคเตอร์ปลดมอเตอร์ออกจากแหล่งจ่ายไฟป้องกันมอเตอร์เสียหายจากไฟเกินได้            หลักการทำงานของโอเวอร์โหลดแบบอิเล็กทรอนิกส์      ภายในโอเวอร์โหลดจะมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่จะคอยตรวจสอบกระแสไฟฟ้าเพื่อไม่ไห้กระแสไฟฟ้าเกินกว่ากำหนด ด้วยการตรวจสอบแบบระบบไมโครโปรเซสเซอร์และเป็นแบบ Fail Safe คือ Relay Contact จะตัดวงจรเมื่อเกิดความผิดพลาด ไม่เหมือน Overload ระบบ Bi-Metal ซึ่งจะต่อวงจรตลอดเวลา ทำให้มีความแม่นยำสูงและยังสามารถวัดค่ากระแสที่เกิดขึ้นได้เพื่อเช็คความผิดปกติ            คุณสมบัติ Electronics Overload Relay ยี่ห้อ PM • PMEO-Series เป็น Electronics Overload ที่ป้องกันความเสียหายของมอเตอร์อันเกิดจาก Overload และช่วยบำรุงรักษามอเตอร์ • ฟังก์ชั่นการหน่วงเวลาสำหรับการเริ่ม Start Time (ST) ไม่ให้ตัดการทำงานของมอเตอร์ • ฟังก์ชั่นการหน่วงเวลาเมื่อกระแสเกินกว่าค่าที่ตั้งไว้ (OT) สามารถ Delay ยังไม่ให้สั่งหยุดมอเตอร์ • RS-485 Communication (MODBUS RTU) ต่อเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อรายงานข้อมูล เปรียบเทียบระหว่าง โอเวอร์โหลดแบบธรรมดาและโอเวอร์โหลดแบบอิเล็กทรอนิกส์ PMEO-PR3 โอเวอร์โหลดแบบธรรมดา โอเวอร์โหลดอิเล็กทรอนิกส์ 1. การตัดต่อช้าเนื่องจากเป็นการตัดต่อ แบบ Bi-Metal   2. ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง 3. มีย่านในการตัดต่อแคบ 4. ไม่มีหน้าจอแสดงผล 5. ไม่มีสัญญาน RS-485 (MODBUS RTU) 6. มีอายุการใช้งานที่สั้น   1. การตัดต่อไวด้วยระบบไมโครโปรเซสเซอร์ เพิ่มความแม่นยำในการตัดต่อ 2. ติดตั้งง่ายแบบ DIN RIAL 3. มีย่านในการตัดต่อกว้าง 4. มีหน้าจอแสดงผลของกระแสที่วัดได้ 5. มีพอร์ท RS-485 (MODBUS RTU) ต่อเข้า Computer เพื่อรายงานข้อมูล 6. มีอายุการทำงานที่ยาวนาน 7. มี Hour Counter นับเวลาการทำงานของมอเตอร์ 8. มี CT ในตัว 9. มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว เพื่อสั่งตัดมอเตอร์กรณีมีอุณหภูมิร้อนเกินไป 10. มี Alrm แจ้งเตือนกรณีกระแสของมอเตอร์ใกล้จะถึงกระแสที่ตั้งค่า Setpoint ไว้ 11. มี Function ตรวจสอบ % Unbalance ของกระแส โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Analog Output ต่างจาก Transfer Output อย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      หลายคนสับสนและเข้าใจผิดว่า Analog Output และ Transfer Output คือตัวเดียวกัน ความเป็นจริงแล้วคือต่างกันโดยสิ้นเชิง      โดยที่สัญญาณ Analog Output 4-20 mAdc/0-10Vdc คือเป็นสัญญาณควบคุมที่จะมาจากการประมวลผลสั่งจ่าย Output ของ CPU ใน Controller เอง ดังนั้นคือ PID Control (Temperature Controller)   กราฟแสดงการทำงานของ Analog Output อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับสัญญาณ Analog Output เช่น SSR, SCR, Solenoid vale รูปการต่อใช้งานระหว่าง Analog Output กับอุปกรณ์ SSR      ส่วนสัญญาณ Transfer Output 4-20 mAdc/0-10Vdc คือเป็นสัญญาณ Output Analog โดยที่อ้างอิงค่า Scale Hi Low ของค่า PV(Process Value) , SV(Setting Value) ของอุปกรณ์นั้น ๆ การทำงานนั้นเป็นสัญญาณ Transfer Output จะถูกส่งเป็นแบบ Linear      ยกตัวอย่างเช่น Transfer Output ของ Temperature Controller ที่ช่วงอุณหภูมิที่วัดได้ 0-100 ํC ที่ 0 ํC Temperature Controller จะส่งสัญญาณ Transfer Output ออกไป 4 mA และที่ 100 ํC Temperature Controller จะส่งสัญญาณ Transfer Output ออกไป 20 mA กราฟแสดงการทำงานของ Transfer Output อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับสัญญาณ Transfer Output เช่น Digital Indicator , PLC ฯลฯ รูปการต่อใช้งานระหว่าง Transfer Output กับอุปกรณ์ Digital Indicator, PLC โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Thermocouple กับ RTD เหมาะกับการใช้งานประเภทใด

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK        Temperature Sensor ทั้ง  2  ชนิดต่างมีคุณสมบัติในการวัดอุณหภูมิได้ทั้งคู่ แต่ทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเองแตกต่างกันออกไป โดยจะขึ้นอยู่กับประเภทของงาน ช่วงอุณหภูมิที่ใช้วัดของงานนั้น รวมถึงความละเอียดของงานที่ต้องการวัด เป็นต้น      • Temperature Sensor ชนิด RTD (PT100) เหมาะสมกับการนำไปใช้กับงานที่ต้องการความละเอียดและแม่นยำสูงในการวัดอุณหภูมิของงาน เช่น อุตสาหกรรมอาหารและยา เป็นต้น      • Temperature Sensor ชนิด Thermocouple เหมาะสมกับการนำไปใช้กับงานที่ต้องการใช้วัดอุณหภูมิงานที่อุณหภูมิกลาง ๆ จนถึงอุณหภูมิสูง ๆ เช่น งานหลอมโลหะ, งานอบแม่พิมพ์ เป็นต้น ลักษณะที่สำคัญของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิทั้ง 2 ชนิด คุณสมบัติ Thermocouple RTD PT100  ช่วงวัดอุณหภูมิ -260 ํC ถึง 2300 ํC -200 ํC ถึง 600 ํC  ความแม่นยำเมื่อใช้งานในระยะยาว พอใช้ ดีมาก  ความแม่นยำในการวัด พอใช้ สูง  ความไวต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง กลาง ๆ ถึงเร็ว ดีพอใช้  ความเป็นเส้นตรงของกราฟ   ข้อดี/ข้อเสีย Thermocouple RTD PT100 ข้อดี • ราคาถูกกว่า • ไม่ต้องใช้ลวดขาที่ 3 • ทำง่ายและทนทาน • วัดได้ที่อุณหภูมิสูงกว่า • ไวต่ออุณหภูมิ มีความไวสูงเฉพาะแบบเชื่อมติด    กับปลายหัววัด (Grounded) • ความเสถียรในระยะยาวดีกว่ามาก • ความแม่นยำสูง • คงทนต่อสิ่งปนเปื้นสูง • กราฟเป็นเส้นตรง • ค่าที่ได้จากการวัดซ้ำ มีความแม่นยำกว่า ข้อเสีย • ความไวในการตอบสนองน้อย • ความแม่นยำน้อยกว่า (เนื่องจากกราฟไม่เป็นเส้นตรง) • ความคงที่และความแม่นยำในการวัดซ้ำน้อยกว่า   • ราคาแพงกว่า • ต้องมีการจ่ายไฟเลี้ยง • ความไวต่ออุณหภูมิเปลี่ยนช้ากว่า • ช่วงวัดต่ำ -200 ถึง 600      จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า Temperature Sensor ทั้ง RTD และ Thermocouple มีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกนำไปใช้งานประเภทใด โดยที่ Temperature Sensor ชนิด RTD เองก็มีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้งาน เช่น PT100, PT500 และ PT1000 ตามความละเอียดของงาน มักนิยมเลือกใช้งาน PT100  ส่วน PT500 และ PT1000  จะเลือกใช้ในงานที่ต้องการความละเอียดมากขึ้นตามลำดับ และ Temperature Sensor ชนิด Thermocouple เองนั้นก็มีหลากหลาย Type ขึ้นอยู่กับช่วงอุณหภูมิในการวัด เช่น Thermocouple Type K , Type J , Type R , Type S , Type T , Type E , Type N เป็นต้น โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ Digital Indicator ให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Digital Indicator คือ เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล ทำหน้าที่รับสัญญาณจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), แรงดัน (Pressure), น้ำหนัก (Weight) มาแสดงผล สำหรับบางรุ่นมี Option เพิ่มเติม เช่น Output Alarm Relay, Transfer 4-20mA, RS485 สำหรับเชื่อมต่อกับ Computer ซึ่งเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) นั้นมีหลายแบบ เช่น เครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator), เครื่องแสดงผลสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน 4-20mA,0-10VDC (Digital Indicator), เครื่องแสดงผลความถี่และความเร็วรอบ (Frequency, RPM Indicator), เครื่องแสดงผลน้ำหนักจากโหลดเซล (Load cell Indicator), เครื่องแสดงผลสำหรับวัดระยะทาง (Linear Transducer ซึ่งมี Output เป็น Potentiometer), เครื่องแสดงผลกระแสไฟฟ้า (Current Indicator), เครื่องแสดงผลแรงดันไฟฟ้า (Voltage Indicator) เป็นต้น      ดังนั้นเราสามารถแยกประเภทของสัญญาณจากอุปกรณ์เครื่องมือวัด เพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) ได้ตามความเหมาะสม ดังนี้ ประเภทสัญญาณอินพุตที่เป็นอนาล็อกมาตรฐาน (Analog Input) Output 4-20mA หรือ 0-10Vdc ที่มาของสัญญาณ : อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter), อุปกรณ์วัดระดับน้ำแบบต่อเนื่อง (Level Indicator) เป็นต้น ประเภทสัญญาณอินพุตที่เป็นกระแสไฟฟ้า (AC/DC Current Input), แรงดันไฟฟ้า (AC/DC Voltage Input) ที่มาของสัญญาณ : CT วัดค่าและแสดงผลกระแสไฟฟ้า (AC Current), R Shunt เพื่อวัดกระแสไฟฟ้า (DC Current) และ PT สำหรับแปลงแรงดันไฟฟ้า (AC Voltage) ประเภทสัญญาณอินพุตที่เป็นพัลส์ หรือความถี่ (Digital Input) ที่มาของสัญญาณ : เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ (Proximity Sensor), โฟโต้เซ็นเซอร์ (Photoelectric Sensor), อุปกรณ์วัดระยะทาง (Encoder), หรือ PNP/NPN, Contact/Switch เป็นต้น ประเภทสัญญาณอินพุตที่เซ็นเซอร์อุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่มาของสัญญาณ : เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple, Pt100), NTC, PTC      สัญญาณประเภท Strain-Gauge, Potentiometer จากอุปกรณ์เซ็นเซอร์น้ำหนัก (Load Cell), อุปกรณ์วัดตำแหน่งและระยะทาง (Linear Scale), อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) ดังรูป ประเภทสัญญาณอินพุตที่เป็นStrain-Gauge, Potentiometer      เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) มีทั้งเอาต์พุตที่เป็น Relay Alarm หรือ สัญญาณอนาล็อก (Analog Transfer) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานต่อร่วมหรือสั่งงานอุปกรณ์อื่นได้ เช่น สั่งตัด-ต่อการทำงานของอุปกรณ์แสดงสถานะ (Tower Light), สัญญาณเสียง (Buzzer), หรือหลอดไฟ เพื่อเปิด-ปิดได้ รูปแสดงลักษณะการติดตั้ง การเก็บข้อมูล Data Logger และการเชื่อมต่อสื่อสารกับ Computer โดยผ่าน Software Primus soft โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Displacement Sensors คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Displacement Sensors คือ เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะทางและขนาดชิ้นงานแบบไม่สัมผัสกับวัตถุ สามารถเชื่อมตัวกับคอมพิวเตอร์หรือ PLC ได้ ผ่านสัญญาณ RS-485 แบบ Ascii ดังรูป      หลักการทำงานของ Displacement Sensors จะใช้ลำแสงเลเซอร์เป็นตัวส่ง โดยการยิงลำแสงเลเซอร์ไปยังตัววัตถุและสะท้อนกลับมายังตัวรับของเซ็นเซอร์ ตัวรับจะทำการประมวลผลค่าที่อ่านได้แล้วแสดงผลออกมาในรูปแบบตัวเลขผ่านหน้าจอแสดงผลแบบ Digital  Displacement Sensors รุ่น CD-22 คุณสมบัติ • มีความแม่นยำและความละเอียดสูงถึง  1µm • มีหน้าจอแสดงผลแบบหน้าจอ Digital   • Analogue output 4-20 mA และ 0-10 V/DC (แล้วแต่รุ่น) • Switching output NPN และ PNP (Max 100mA/DC30V) • มีวงจรป้องกันภายในตัวและการป้องกันมาตรฐาน IP67 • ตรวจพบวัสดุต่าง ๆ ได้ เช่น ยางสีดำ, โลหะขัดเงา การใช้งาน Vision Programmable Logic Control + HMI (PLC+HMI) Model : V130-J , Brand : UNITRONICS คุณสมบัติ • จอแสดงผลชนิดขาว/ดำ + LED Backlight ขนาด 2.4 นิ้ว • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-in I/O ได้ • สามารถสื่อสารแบบ RS-232/485, Ethernet, CANBUS และ USB ได้ • แสดงผลในรูปแบบกราฟเส้นได้ • มีการป้องกันแบบมาตรฐาน IP66/65/NEMA4X โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
จะรู้ได้อย่างไร!!! ว่าโหลดใช้กระแสไฟฟ้า AC และ DC อยู่ที่เท่าไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตสินค้าจะมีโหลดเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต เช่น มอเตอร์, ฮีตเตอร์และหลอดไฟ เราจะทราบได้อย่างไรว่าโหลดที่ใช้งานอยู่ใช้กระแสอยู่ที่เท่าไร โดยมีอุปกรณ์ที่สามารถช่วยให้รู้ถึงกระแสที่โหลดใช้ไป โดยผ่านมิเตอร์แสดงผลกระแสไฟฟ้า AC และ DC      ไฟฟ้าจะมีอยู่ 2 ประเภท  คือ ไฟฟ้ากระแสตรง ( DC ) กับ ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)      ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current : DC) คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลเพียงทิศทางเดียวจากขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้วกลับเข้าไปยังขั้วบวกของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอีกครั้ง ดีซี (DC) สม่ำเสมอ (Steady) จากแบตเตอรี่หรือแหล่งจ่ายกำลังคุมค่าในอุดมคติสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์      ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current : AC) คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปในทางกลับกัน กล่าวคือ กระแสมันไม่มีขั้ว มีทิศทางการไหลที่กลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา เอซี (AC) จากแหล่งจ่ายกำลัง รูปร่างแบบนี้เรียกว่าคลื่นซายน์   TCM-94N      เป็นมิเตอร์วัดค่าและแสดงผลกระแสไฟฟ้า AC และกระแสไฟฟ้า DC และยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อโหลดเกิดการใช้กระแสสูงเกินไปหรือต่ำกว่ากำหนดได้ถึง 3 Alarm คุณสมบัติ • มิเตอร์วัดค่าและแสดงผลค่ากระแสไฟฟ้า กระแสสลับ (AC) ที่ความถี่ 50-60 Hz และไฟฟ้ากระแสตรง (DC) • ย่านการวัด 0 - 5 A (Direct), 0 – 20,000 A (With CT 5A) • ย่านการวัด 0 - 75 mVDC / 0 - 150 mVDC สำหรับ Shunt เพื่อวัดไฟฟ้ากระแสตรง (DC) • มี 3 Alarm relay output  • สามารติดต่อ Computer ได้โดย RS-485 (Modbus RTU protocol) • มี Transfer output 4-20mA และ 0-10Vdc สำหรับต่อพ่วงกับอุปกรณ์      ยกตัวอย่างเช่น Transfer Output ของ Temperature Controller ที่ช่วงอุณหภูมิที่วัดได้ 0-100 ํC ที่ 0 ํC Temperature Controller จะส่งสัญญาณ Transfer Output ออกไป 4 mA และที่ 100 ํC Temperature Controller จะส่งสัญญาณ Transfer Output ออกไป 20 mA กราฟแสดงการทำงานของ Transfer Output      อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับสัญญาณ Transfer Output เช่น Target Board , PLC โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
RS485 คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK RS485 (ย่อมาจาก Recommended Standard no. 485)      คือมาตรฐานการสื่อสารข้อมูลดิจิตอลแบบอนุกรม (serial communication) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 โดยความร่วมมือของ TIA (Telecommunications Industry Association) และ EIA (Electronic Industries Association) มาตรฐาน RS485 ถูกใช้อย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถส่งสัญญาณได้ไกลและยังสามารถส่งพร้อม ๆ กันได้หลายจุด หลักการทำงานของ RS485      มาตรฐาน RS485 เป็นมาตรฐานที่รับ/ส่งข้อมูลในแบบที่เรียกว่า Half duplex คือสามารถรับและส่งข้อมูลได้ทีละอย่างเท่านั้นไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าจะให้พูดแล้วเห็นภาพก็คงคล้าย ๆ ลักษณะของวิทยุสื่อสารที่ต้องคอยสลับกันพูดทีละครั้ง      สำหรับการรับ/ส่งข้อมูลดิจิตอลแบบ RS485 นั้น จะส่งข้อมูลโดยใช้สายไฟเพียงแค่ 2 เส้นคือ A และ B เป็นตัวบอกค่ารหัสดิจิตอล (Digital code) โดยใช้ความแตกต่างของแรงดันไฟฟ้าระหว่างขั้ว A และ B เป็นตัวบอกดังนี้      เมื่อ Va - Vb ได้แรงดันไฟฟ้าน้อยกว่า -200 mV คือสัญญาณดิจิตอลเป็น 1      เมื่อ Va - Vb ได้แรงดันไฟฟ้ามากกว่า +200 mV คือสัญญาณดิจิตอลเป็น 0 หลักการทำงานของ RS485 แบบ NETWORK      มาตรฐาน RS485 สามารถเชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลแบบเครือข่าย (Network) โดยมีอุปกรณ์ในเครือข่ายได้สูงสุดถึง 32 ตัว ซึ่งในเครือข่ายนั้นจะต้องมีอุปกรณ์อยู่ 1 ตัว ทำหน้าที่คอยจัดคิวการสื่อสารในเครือข่าย ซึ่งเราจะเรียกอุปกรณ์ตัวนี้ว่า "Master" และอุปกรณ์ส่วนที่เหลือเราจะเรียกว่า "Slave" โดยที่ Slave แต่ละตัวจะมีหมายเลข Address ของตัวเอง และเมื่อตัว Master ต้องการสั่งการตัว Slave ตัว Master จะส่งชุดคำสั่งพร้อมระบุหมายเลข Address ไปยังอุปกรณ์ Slave ทุกตัว เมื่ออุปกรณ์ Slave ได้รับคำสั่งและคำสั่งนั้นมีหมายเลข Address ตรงกับตัวเอง อุปกรณ์ Slave ถึงจะทำตามคำสั่งของ Master เป็นลำดับไป ตัวอย่างการทำงานของ RS 485 แบบ Network จำนวนอุปกรณ์สูงสุดในเครือข่าย RS485      นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผู้ใช้หน้าใหม่สงสัยมากที่สุดในโลก หากตามมาตรฐานแล้วเครือข่าย RS485 สามารถมีอุปกรณ์ในระบบได้สูงสุด 32 ตัว เมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นมีความต้านทานไฟฟ้าภายใน 12 k(ohm)  แต่ปัจจุบันการออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้พัฒนาจนมีความต้านทานไฟฟ้าภายในที่สูงมาก (ในหลัก M(ohm)) ซึงทำให้เครือข่าย RS485 สามารถมีอุปกรณ์ในระบบได้สูงสุดถึง 256 ตัว นอกจากนี้เครือข่าย RS485 ยังสามารถใช้ตัวขยายสัญญาณ (Repeater) สำหรับเพิ่มอุปกรณ์ในเครือข่ายได้ถึงหลายพันตัวและครอบคลุมระยะหลายกิโลเมตรกันเลยทีเดียว REPEATOR FOR USB/RS-232 TO RS-485      Converter อุปกรณ์สำหรับขยายสัญญาณเพื่อเพิ่มระยะทางการส่งสัญญาณ RS-422/RS-485 ให้ไกลขึ้นกว่าเดิม 1 เท่าตัว ข้อดีของสัญญาณ RS485 สามารถส่งสัญญาณได้ไกล      RS485 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลสูงสุดถึง 1,200 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ไกลมาก เพียงพอต่อการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างแน่นอนและจะเห็นได้ชัดว่าระยะการส่งสัญญาณได้ถูกพัฒนาขึ้นมากจนทิ้งห่างมาตรฐานรุ่นเก่าอย่าง RS232 ที่สามารถส่งสัญญาณได้เพียง 15 เมตร เท่านั้น สามารถเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายได้      นอกจากจะส่งสัญญาณได้ไกลแล้ว RS485 ยังสามารถเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย (Network) แบบ Multipoint ได้ด้วย ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ในระบบได้สูงสุดถึง 32 ตัว ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของสัญญาณ RS485 เลยทีเดียว ประหยัดงบประมาณในการเดินสาย      มาตรฐาน RS485 เป็นมาตรฐานที่ใช้สายไฟเพียง 2 เส้นในการรับส่งข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานรุ่นเก่าที่สามารถส่งสัญญาณในระยะเท่ากันอย่าง RS422 ที่ต้องใช้สายไฟถึง 4 เส้นในการรับส่งข้อมูล ซึ่งราคาสายเคเบิลแบบ 2 แกน จะถูกกว่าสายเคเบิลแบบ 4 แกน ถึงเกือบครึ่ง ในความเป็นจริงแล้วเรื่องงบประมาณถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ RS485 เลยทีเดียว ข้อเสียของสัญญาณ RS485 ต้องใช้ตัวแปลงสัญญาณในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์      เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่นั้นไม่มี Port เชื่อมต่อสัญญาณ RS485 โดยตรง จะมีก็แต่ USB หรือ RS232 เท่านั้น ฉะนั้นหากเราจะเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้ RS485 กับคอมพิวเตอร์นั้น เราต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นในการซื้อตัวแปลงสัญญาณ (Converter) เพื่อแปลงสัญญาณจาก RS485 เป็น USB หรือ RS232 ในการเชื่อมต่อนั้นเอง ความเร็วในการรับส่งข้อมูล      ถึงแม้ RS485 จะถูกพัฒนาด้านความเร็วในการรับส่งข้อมูลขึ้นมากแล้วก็ตามเมื่อเทียบกับมาตรฐานเก่า แต่ก็ยังมีความล่าช้าอยู่เมื่อเชื่อมต่อในลักษณะเครือข่ายจำนวนมาก ๆ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
สัญญาณ Analog และ Digital ต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เราเคยได้ยินกันมานานกับคำว่า “Analog”  และคำว่า “Digital”  ทั้ง 2 คำนี้นับว่าเป็นพื้นฐานของวิชาดิจิตอล และเป็นความสำคัญอย่างยิ่งของการก่อเกิดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณหรือโทรคมนาคม      สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) และ สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal)      สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) หมายถึง สัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น      สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกันเป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วยระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอลมีค่าที่ตั้งไว้ (Threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง      สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)  กับ สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) ต่างกันอย่างไร?  "สัญญาณอนาลอก กับ สัญญาณดิจิตอล มีความแตกต่างกันทางความต่อเนื่องของสัญญาณและความแม่นยำของสัญญาณ" อ้างอิง http://iteiei.blogspot.com ​โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Thermocouple คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Thermocouple อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิในกระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เมื่อมีการทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงค่าหนึ่ง จำเป็นต้องรักษาและควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ เช่น กระบวนการอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ยา  อุตสาหกรรมโลหะ ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมทั่วไป   ในการใช้งานสำหรับการวัดอุณหภูมิโดยใช้ Thermocouple นั้น ก็จะต่อใช้งานเข้ากับเครื่องมือวัด ไม่ว่าจะ เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder), เครื่องวัดค่าและแสดงผลอุณหภูมิ (Digital Temperature Indicator) ฯลฯ เป็นต้น      Thermocouple อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิในกระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงความร้อนหรืออุณหภูมิให้เป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้า (emf) โดยการนำลวดโลหะตัวนำ 2 ชนิด ที่มีความแตกต่างกันทางคุณสมบัติทางเคมีมาเชื่อมปลายของทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เราเรียกจุดนี้ว่า Hot junction (T1) (จุดวัดอุณหภูมิ) ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการวัดอุณหภูมิ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งของโลหะตัวนำทั้งสองปล่อยว่าง ซึ่งเราจะเรียกจุดนี้ว่า Cold junction (T2) (จุดอ้างอิง) ดังภาพประกอบด้านล่าง ซึ่งหากจุดวัดอุณหภูมิและจุดอ้างอิงมีอุณหภูมิต่างกัน โลหะตัวนำทั้ง 2 จะมีการขยายตัวและมีกระแสไหลผ่านโลหะตัวนำทั้ง 2 ส่งผลให้ปลายโลหะตัวนำที่ปล่อยว่างเกิดความต่างศักย์เกิดขึ้น (ไม่มาก มีค่าเป็น mV)      ในปัจจุบัน Thermocouple  นั้นค่อนข้างมีหลากหลายชนิด ถูกแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ มากมายก็เพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละประเภทนั้นก็จะมีองค์ประกอบของโลหะ 2 ชนิด และ มีย่านในการวัดอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป เช่น Thermocouple Type J , Thermocouple Type K , Thermocouple Type R , Thermocouple Type S , Thermocouple Type T , Thermocouple Type N ดังตารางด้านล่าง      แต่ในอุตสาหกรรมที่มีการใช้งาน Thermocouple สำหรับวัดอุณหภูมินั้น ส่วนใหญ่จะเป็น Thermocouple  ชนิด Type K เนื่องจากมีราคาไม่แพงมากและมีย่านการวัดอุณหภูมิที่ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมกับลักษณะงานต่าง ๆ      จากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นนั้น คงได้ทราบกันในเบื้องต้นแล้วว่า Thermocouple คืออะไรและมีความสำคัญในการนำไปใช้งานอย่างไรบ้าง ?  ซึ่งทางบริษัท ไพรมัส จำกัด  ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Temperature Sensor ชนิด Thermocouple ไว้อย่างครบถ้วน รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลและให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อเลือกนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพได้มากที่สุด โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ DC 2 สาย / AC 2 สาย และ NPN PNP 3/4 สาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      พร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) คือ สวิตช์ตรวจจับวัตถุแบบไม่สัมผัส สำหรับตรวจจับวัตถุที่เป็นโลหะและอโลหะ หรือของเหลว สามารถนำไปใช้งานโดยต่อร่วมกับอุปกรณ์ เช่น เครื่องนับจำนวน (Counter) สำหรับนับจำนวนของชิ้นงานตามสายพานลำเลียง, เครื่องวัดความเร็วรอบ (Tachometer) สำหรับวัดความเร็วรอบของมอเตอร์ หรือ PLC เป็นต้น และจะมีวิธีการต่อใช้งานอย่างไร หาก Proximity Sensor ที่ใช้งานอยู่นั้น มีทั้งแบบ 2 สาย, 3 สาย และ 4 สาย      ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำวิธีการต่อสายใช้งานของ Proximity Sensor ยี่ห้อ AECO ในแต่ละแบบ ดังนี้ การต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ AC 2 Wire  (ดังรูป) รูปแสดงการต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ AC 2 Wire การต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ DC 2 Wire รูปแสดงการต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ DC 2 Wire การต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ DC 2 Wire  Namur รูปแสดงการต่อใช้งาน Proximity Sensor แบบ DC 2 Wire  Namur      Proximity Sensor แบบ NAMUR เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความปลอดภัย เนื่องจากใช้ไฟเลี้ยง 8.2 โวลต์ และกระแส Output จะน้อยมากเพียง 1-3mA เท่านั้น ไม่สามารถขับโหลดที่มีกระแสมากกว่าได้โดยตรง จึงต้องต่อร่วมกับอุปกรณ์เพื่อขยายสัญญาณ (Amplifying) จากเซ็นเซอร์ (24VDC) แล้วเปลี่ยนให้เป็น Contact Relay (10A, 250VAC) การต่อใช้งาน Proximity Sensor Output แบบ NPN และ PNP 3/4 Wire (ดังรูป) รูปแสดงการต่อใช้งาน Proximity Sensor Output แบบ NPN และ PNP 3/4 Wire การนำมาประยุกต์ใช้งาน Proximity Sensor ที่มีจำนวนมากกว่า 1 ตัว ซึ่งสามารถต่อได้ 2 แบบ คือ การต่อแบบอนุกรม และ การต่อแบบขนาน      การต่อของชนิด D.C. ในแบบอนุกรม (AND LOGIC) ในการใช้งานบางอย่าง จำเป็นต้องใช้ 2 สัญญาณเอาต์พุตเดียวกันในการทำงาน ตัว Proximity Sensor 2 ตัวนี้จะถูกต่อในแบบเดียวกัน ซึ่งเอาต์พุตจะทำงานพร้อมกัน และเมื่อใช้เป็นชนิด D.C. มันจะเกิดแรงดันตกคร่อมที่เอาต์พุตของแต่ละตัว Sensor (<1.8V) ตามกระแสสูงสุดของโหลด (ดังรูป) การต่อวงจรแบบ NPN แบบอนุกรม การต่อวงจรแบบ PNP แบบอนุกรม      การต่อของชนิด D.C. ในแบบขนาน (OR LOGIC) การต่อในลักษณะนี้ Proximity Sensor ทุกตัวสามารถทำงานได้ในจุดเอาต์พุตเดียวกันได้อย่างอิสระ เมื่อใช้เป็นชนิด D.C. ถ้า Sensor แต่ละตัวมีโหลดต่อเพิ่มมากขึ้น ค่าความต้านทานก็จะเพิ่มมากขึ้นตามตัว Proximity Sensor อื่น ๆ ด้วย (Collector Resistance) ดังนั้น จึงต้องต่อไดโอดเพื่อกันสัญญาณเอาต์พุตรบกวนตัว Sensor ตัวอื่น (ดังรูป)              โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้องใช้เทอร์มินอลบล็อกต่อสาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เราจะเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในตู้คอนโทรลไฟฟ้าที่ต้องมีขั้วต่อสายไฟอยู่นั้นแหละคือ เทอร์มินอลบล็อก (Terminal Block) ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นแค่ขั้วต่อแค่นี้เองจะต้องใช้กันทำไมนักหนา เราก็แค่พัน ๆ ไว้ แล้วใช้เทปพันสายก็ได้แล้วทำไมต้องหา เทอร์มินอลบล็อกมาใส่ด้วยเสียโดยไม่ใช่เหตุ แต่ที่เราคิดนั้นลืมนึกถึงอะไรบางอย่างหลาย ๆ ข้อ ที่สำคัญของเทอร์มินอลบล็อกเลย ข้อแรก ถ้ามีจุดเชื่อมต่อเยอะ ๆ ล่ะ ข้อ 2 ถ้าต้องแก้ไขวงจรล่ะ ข้อ 3 แล้วที่เราพัน ๆ ไว้ แล้วใช้เทปพันสายจะแน่นหรือเปล่า ข้อ 4 ถ้าสายใหญ่ ๆ เราพันไว้ จะเกิดการอาร์คของกระแสไหม ถ้ากระแสสูง ๆ ข้อ 5 แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าอันนี้สายอะไรไปคอนโทรลอะไร ข้อ 6 แล้วในอุตสาหกรรมจะผ่านมาตรฐานไหม      โอ้โห!  แค่คิดอยู่ในหัวก็เริ่มเยอะแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง กลับลองมองย้อนดู เทอร์มินอลบล็อกก็สำคัญมาก ๆ ในระบบไฟฟ้า เราอาจจะต้องมาศึกษาเรื่องเทอร์มินอลบล็อกบ้างแล้ว แล้วเทอร์มินอลบล็อกนั้นจะเป็นอย่างไรกันใช้อย่างไรถึงจะเหมาะสมกับสายแต่ล่ะอย่างหรือกับเครื่องจักรบางประเภท หลักการเลือกใช้เทอร์มินอลบล็อก 1. ขนาดสายที่ใช้ 2. กระแสที่ใช้งาน 3. ใช้ต่อสายอะไร เช่น สายคอนโทรลปกติหรือสายกราวด์ 4. ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง 5. การทนอุณหภูมิได้เท่าไร เกิดใช้งานกับเครื่องจักรที่มีความร้อนมาก 6. เทอร์มินอลนั้นจะติดไฟหรือไม่ ? ถ้าเกิดความร้อนเกินที่จะทนได้หรือเกิดการลัดวงจร 7. อุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมด้วย 8. การต่อสายแบบไหน เทอร์มินอลบล็อก แบ่งตามประเภทการใช้งานออกเป็น 2 แบบ      1. เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสกรู เทอร์มินอลบล็อกแบบสกรู เทอร์มินอลบล็อกกราวด์แบบสกรู เทอร์มินอลบล็อกแบบสกรู 2 ชั้น เทอร์มินอลบล็อกแบบสกรู 3 ชั้น เทอร์มินอลบล็อกฟิวส์แบบสกรู      การเข้าสายแบบสกรู เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยจะใช้หลักการขันแล้วบีบอัดที่สายไฟทำให้แน่น โดยเทอร์มินอลประเภทสกรูนั้นจะเหมาะสำหรับสาย ทุก ๆ ประเภท ตั้งแต่สายขนาดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "สายคอนโทรล" ไปถึงสายเบอร์ใหญ่ ๆ ที่เรียกว่า "สายเพาเวอร์"                 2. เทอร์มินอลที่เข้าสายแบบสปริง เทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง เทอร์มินอลบล็อกกราวด์แบบสปริง เทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง 2 ชั้น เทอร์มินอลบล็อกแบบสปริง 3 ชั้น      การเข้าสายแบบสปริงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้งานในปัจจุบันเนื่องจากใช้งานง่ายโดยไม่ต้องใช้ไขควงในการทำงาน ทำให้รวดเร็วต่อการใช้งาน เหมาะสำหรับงานประเภท Vibration โดยการสั่นของเครื่องจักรถ้าเป็นเทอร์มินอลแบบสกรูมีโอกาส ทำให้น็อตที่ขันมีการคลายตัวได้ โดยเทอร์มินอลแบบสปริงแคมป์รองรับกับการเข้าสายได้หลายขนาด ตั้งแต่  1.5 mm2 ไปจนถึง  16 mm2            คุณสมบัติและจุดเด่นของตัวเทอร์มินอลบล็อก • สามารถใช้กับงานที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 100 ํC • สามารถใช้ในงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี  โดยผ่านการรับรองมาตราฐาน EX ป้องกันการระเบิด • วัสดุของตัวนำมีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน • วัสดุฉนวนทำจากพลาสติกประเภทโพลิมาย 6.6 ทนต่อความร้อนและไม่ติดไฟ • มีมาตราฐานอุตสาหกรรมรองรับ UL CE EX DEV ROHS • ประหยัดเวลาในการเข้าสายโดยระบบสปริงเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไขควงโดยการใช้สายเชื่อมต่อกับเทอร์มินอลเพียงแค่การดันเข้า • ตู้คอนโทรลเป็นระเบียบเรียบร้อย • ประหยัดพื้นที่ในตู้คอนโทรล โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK  

Image Alternative text
การใช้ Laser Sensor กับ Photoelectric Sensor ให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK การใช้ Laser Sensor กับ Photoelectric Sensor ให้เหมาะสมกับงาน           ในการเลือกใช้โฟโต้อิเลคทริคเซนเซอร์ (Photoelectric Sensor) และ เลเซอร์เซนเซอร์ (Laser Sensor) ให้เหมาะสมกัลักษณะงานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากเลือกใช้งานไม่เหมาะสม จะทำให้เซนเซอร์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถตรวจจับวัตถุได็เนื่องจากเซนเซอร์ใช้ลำแสงในการตรวจจับวัตถุโดยไม่สัมผัส เช่น การตรวจจับ Mark ของซองบรรจุภัณฑ์ โดยใช้เซนเซอร์สี (ColorSensor, Mark Sensor), การตรวจวัดความสูง วัดความหนา และ วัดระยะทาง ของวัตถุ โดยใช้ ดิสเพรสเมนต์เซนเซอร์ (DisplacementSensor), ตรวจจับขวดแก้วใส ขวดพลาสติกใส ตรวจจับวัตถุใส (Transparency Sensor) ซึ่งชนิดของลำแสงนั้นก็มีความสัมพันธ์กับวัตถุทีใช้ในการตรวจจับเช่นกัน เราจะทราบได้อย่างไรว่าลักษณะงานแบบไหนควรเลือกใช้ Photoelectric Sensor แล้วลักษณะแบบไหนควรเลือกใช้ Laser Sensor หัวข้อนี้เราจะมาแนะนำกัน โฟโต้อิเล็กทริคเซนเซอร์ (Photoelectric Sensor) ชนิดลำแสงแบบ RED LED และ Infrared LED                                                   รูปแสดงลักษณะของลำแสงแบบ RED LED และ Infrared LED โฟโต้อิเล็คทริคเซนเซอร์ (Photoelectric Sensor) เหมาะสมกับการตรวจจับวัตถุทั่วไป แต่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของวัตถุ ต้องมีขนาดวัตถุที่โตกว่าขนาดของลำแสงของ โฟโต้อิเล็คทริคเซนเซอร์ (Photoelectric Sensor)โดยสามารถต่อร่วมกับเครื่องนับจำนวน (Digital Counter), เครื่องวัดความเร็วรอบ (RPM Meter), หรือ PLC เพื่อการแสดงผล หรือควบคุมในระบบการผลิต (ดังรูป)       Protrusion detection in automated warehouses                               Overlap detection of empty ice cream cups                   Automobile door detection                                                     Detection of parts on parts feeder       Detection of items transported on a rolling conveyor            Detection of rice dropped from automatic sushi wrap rolling machine                 รูปแสดงลักษณะการประยุกต์ใช้งาน (Application) ของ Photoelectric Sensor ลำแสงแบบ RED LED และ Infrared LED เลเซอร์เซนเซอร์ (Laser Sensor)                                                  รูปแสดงลักษณะของลำแสงแบบ Laser Sensor เลเซอร์เซนเซอร์ (Laser Sensor) เหมาะสมกับลักษณะงาน ที่ต้องการความเที่ยงตรงและละเอียดสูง เช่น ชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก ชื้นงานที่มีระยะช่องว่างแคบ เป็นต้น เนื่องจากการใช้ Photoelectric Sensor แบบทั่วไปก็ใช้งานได้ แต่ไม่สามารถตรวจจับชิ้นงานที่มีความขนาดเล็ก และ ไม่สามารถตรวจจับชิ้นงานที่มีความละเอียดสูงได้ (ดังรูป)          Parts cut sizing                                                                        Thin plates counting(ZT-L3000)      Hole drilling detection for metal parts                                                    Liquid crystal glass mapping             Detection of thread for metal parts                                                 Checking existence of small parts                                       รูปแสดงลักษณะการประยุกต์ใช้งาน (Application) ของ Laser Sensor   กลุ่มสินค้า Photoelectric Sensor https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=26 กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้อง **เครื่องนับจำนวน , บอร์ดแสดงสถานะการผลิต, ป้ายนับจำนวนขนาดใหญ่ (Digital Counter, Target Counter) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=16 **เครื่องวัดความเร็วรอบ (RPM Meter, Tachometer) https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=75 **พีแอลซี (PLC) , Programmable Logic Controller https://www.primusthai.com/primus/category?CategoryID=27 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Relay Module ดีกว่า Relay ปกติอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK ภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้าจะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น  PLC, Magnetic, Inverter, Breaker และ Relay      จากรูปเป็น Relay แบบปกติ ที่ต้องใช้ร่วมกับ Socket จะใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะในการติดตั้งโดยจะกินพื้นที่มากกว่า อีกหนึ่งเท่าของ Relay Module แต่ละตัวของ Relay ทั่วไป จะ Control แยกกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สาย Input + และ - จำนวน 2 เส้น เพื่อสั่งการทำงานของ Relay                             จากรูปจะเห็นได้ว่า ตู้คอนโทรล PLC มี Output 16 Channel ซึ่งจะใช้ Relay Module ต่อร่วม โดยลักษณะ Relay จะเป็น Module ที่ประกอบด้วย Relay หลายตัวต่อในชุดเดียวกัน ไม่ต้องต่อร่วมกับ Socket ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ประหยัดสายเนื่องจาก Input เป็น Common ร่วมใช้สาย 1 เส้น NPN หรือ PNP มีให้เลือกหลายรุ่น ตามจำนวน Relay ที่ใช้งานตั้งแต่ 2,4,8,12,16 Relay  มีรุ่นแบบ SPDT และ แบบ DPDT Relay Module ประเภทนี้ Input และ Output ถูกแยกกันคนละฝั่งจึงง่ายต่อการเข้าสายไฟ ทำให้ประหยัดเวลา                                             โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
อยากทราบว่าเครื่องจักรใช้พลังงานไฟฟ้าไปเท่าไร ผลิตได้จำนวนเท่าไร ทำอย่างไรดี

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรแต่ละชนิดย่อมมีต้นทุนด้านต่าง ๆ เช่น ต้นทุนด้านแรงงาน ต้นทุนเครื่องจักร ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนอีกอย่างที่สำคัญมากเช่นกัน คือ ต้นทุนการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องจักรแต่ละตัว แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเครื่องจักรแต่ละตัวใช้พลังงานไฟฟ้าไปเท่าไร และสามารถผลิตชิ้นงานได้กี่ชิ้นในเวลาเท่าไร      วันนี้เราจะมาแนะนำ มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า (Power Meter) ที่ช่วยนับจำนวนการผลิตและวัดชั่วโมงการทํางานของระบบไฟฟ้าหรือเครื่องจักร รวมทั้งยังสามารถตั้งค่าป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage Protection) และมี Relay Alarm เพื่อแจ้งเตือนหรือตัดต่อวงจรไฟฟ้าในระบบได้ ดังรูป รูปที่ 1 แสดงการต่อใช้งานร่วมกันของอุปกรณ์กับเครื่องจักรเพื่อแสดงการใช้พลังงานไฟฟ้าและจำนวนในการผลิต (แบบเดิม)      การต่อใช้งานแบบเดิม (รูปที่ 1) ต้องต่อใช้งานอุปกรณ์ร่วมกันหลาย ๆ ตัว เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ (Sensor), เครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter), เครื่องวัดความเร็วรอบแบบดิจิตอล (Digital Tacho Meter), มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multifunction Meter) และอุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage Protection) เป็นต้น ทำให้เกิดความยุ่งยากในการต่อสายและสิ้นเปลืองพื้นที่ในการติดตั้งภายในตู้คอนโทรล      ดังนั้นอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานเหล่านี้ได้ คือ มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า (Power Meter) ที่รวมทั้งเครื่องนับจำนวนการผลิต (Digital Counter), เครื่องนับชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร (Hour Counter), มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multifunction Meter), และอุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage Protection) รวมอยู่ในตัวเดียวกัน ดังรูปที่ 2 รูปที่ 2 แสดงการต่อใช้งานร่วมกันของอุปกรณ์กับเครื่องจักรเพื่อแสดงการใช้พลังงานไฟฟ้าและจำนวนในการผลิต (แบบใหม่)      จะเห็นได้ว่าการต่อใช้งานในแบบรูปที่ 2 นั้น เพียงใช้มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multifunction Meter) เพียงตัวเดียว ก็สามารถใช้นับชั่วโมงการทํางาน (Hour Counter) ของเครื่องจักรเพื่อกําหนดเวลาในการ Maintenance และการนับจํานวนสินค้าที่ผลิตออกมาได้ (Counter) เพื่อเปรียบเทียบกับค่าพลังงานไฟฟ้า (kWh) ที่ถูกใช้ไปเป็นการวัดประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และมีระบบการป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Protection Relay) เพื่อตัดต่อวงจรไฟฟ้าในระบบได้ทันเวลา ที่สำคัญไม่เกิดความยุ่งยากในการต่อสาย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้อุปกรณ์หลาย ๆ ตัว โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      

Image Alternative text
ป้องกันอุปกรณ์เสียหายเนื่องจากไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) ด้วย Protection Relay

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เนื่องจากกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรมได้มีการนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาใช้ในการควบคุมเครื่องจักร ซึ่งหากในระบบไฟฟ้ามีปัญหาดังต่อไปนี้  เช่น • เกิดจากแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) • เฟสขาดหาย (Phase Loss) ใช้กับระบบไฟ 3 เฟส • การสลับเฟส (Phase Sequence) • เฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance)      ดังนั้น ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการในการผลิตสินค้า จึงมีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Protection Relay) ที่ใช้ได้ทั้งระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าดังที่กล่าวมาข้างต้น (ดังรูป) รูปแสดงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Protection Relay)  ขอบคุณเครดิตภาพจาก พี.เค. ปั๊มคอนโทรล      จากรูปจะเห็นได้ว่า ตัวอุปกรณ์ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน รุ่น VPM-01D (ดังรูป) มีหน้าจอแสดงค่าแรงดันไฟฟ้า Voltage ทำให้ง่ายในการตั้งค่าแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) ตามค่าจริงที่ต้องการตั้งค่า และแสดงผลของแรงดันไฟฟ้า ณ ปัจจุบันด้วย การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Protection Relay) นี้ นอกจากจะช่วยป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกิดความเสียหายเนื่องจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าแล้ว ยังช่วยให้สามารถตัดการทำงานของอุปกรณ์เพื่อให้เครื่องจักรหยุดการทำงานได้ทันเวลา โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ป้ายแสดงสถานะ (Target Board) ช่วยวางแผนการผลิตในงานอุตสาหกรรมอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ระบบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมีการพัฒนาในกระบวนการผลิตจากเดิมเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของขั้นตอนการผลิต วิธีการการผลิตหรือการควบคุมการผลิต เป็นต้น จากอดีตที่ใช้บุคลากรในการนับจำนวนของชิ้นงานในสายการผลิต (Line Production) หรือการใช้เอกสารในการตรวจเช็คจำนวนการผลิต (Check List) เป็นต้น เพื่อส่งต่อไปยังกระบวนการการผลิตอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลหรือเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากร (Human Error)  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการการผลิต ลดการสูญเสีย จึงมีการติดตั้งป้ายแสดงสถานะในการผลิตที่เรียกว่า Target Board , Target Counter ไว้สำหรับแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานในสายการผลิต (Line Production) หรือผู้วางแผนการผลิต (Production Planner) แบบ Real Time ด้วยการแสดงผลที่เป็นอักษร, สัญลักษณ์, ตัวเลข เป็นต้น      Target Board , Target Counter  ช่วยวางแผนการผลิตในงานอุตสาหกรรมได้อย่างไร จะยกตัวอย่างการแสดงผล 3 สถานะ (ดังรูป) แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิตสินค้า (Production Planning) TARGET : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 10,000 ชิ้น ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 9,500 ชิ้น DIFF : ผลต่างของการผลิต (TARGET - ACTUAL ) = 500 ชิ้น (คิดเป็น 5%) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 95% ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิต โดยมีกำหนดชื่อโมเดลสินค้าในสายการผลิต (Line Production) TARGET : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 10,000 ชิ้น ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 10,000 ชิ้น DIFF : ผลต่างของการผลิต (TARGET - ACTUAL ) = 0 ชิ้น (100%) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 100% เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   แสดงในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายในการผลิต ที่มีค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา และมีค่าเปอร์เซ็นต์โชว์ PLAN : กำหนดเป้าหมายในการผลิตจำนวน 1ชิ้น : ภายในเวลาที่กำหนด (TIME) ACTUAL : จำนวนที่ผลิตได้จริง 1ชิ้น ตามเวลาที่กำหนด DIFF : ผลต่างของการผลิต (PLAN - ACTUAL ) = 100% (ภายในเวลาที่กำหนด) สรุป : การผลิตสินค้า Lot นี้ ได้ทั้งหมด 100% ภายในเวลาที่กำหนด เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้        นอกจากนี้  Target Board , Target Counter ยังสามารถแสดงผลได้อีกในหลาย ๆ Segtion ในงานอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เหมาะสำหรับนับของดี-ของเสียในการผลิต, เหมาะสำหรับระบบที่ต้องการแสดงค่า Analog เช่น ค่าความดันที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter), ค่าความชื้นที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดความชื้น (Humidity Transmitter),  ค่าอุณหภูมิที่วัดได้จากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), แสดงค่าความเร็วรอบและระยะทาง (RPM & Line Speed) เป็นต้น      ในกรณีที่ต้องการให้ Target Board โชว์ข้อมูลเป้าหมายการผลิตในแต่ละจุดแบบ Real Time ก็สามารถทำได้โดยการเชื่อมต่อ Target Board หลาย ๆ ตัว เข้ากับ Computer ผ่านพอร์ท RS-485 MODBUS RTU (ได้สูงสุด 32 ตัว) เพื่อช่วยในการวางแผนและควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (ดังรูป) รูปแสดงตัวอย่างการเชื่อมต่อ Target Board กับ Computer ผ่าน RS-485 MODBUS RTU 32 ตัว โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
รหัสสีของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Color Code Thermocouple Wire) บอกอะไรได้บ้าง

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) เป็นเซนเซอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ โดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงความร้อนหรืออุณหภูมิให้เป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้า เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) ประกอบด้วยลวดโลหะตัวนำ 2 ชนิดที่ต่างกัน โดยนำด้านใดด้านหนึ่งมาเชื่อมปลายทั้ง 2 เข้าด้วยกันเพื่อใช้วัดอุณหภูมิ ส่วนอีกด้านหนึ่งต่อเข้ากับอุปกรณ์เครื่องมือวัด เช่น เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder), เครื่องวัดค่าและแสดงผลอุณหภูมิ (Digital Temperature Indicator) เป็นต้น เนื่องจากเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) มีการใช้งานที่แพร่หลาย แต่เราจะสังเกตเห็นได้ว่าสายเทอร์โมคัปเปิ้ลที่เราพบเจอมีลักษณะฉนวนของสายและสีของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) แตกต่างกัน และรหัสสีของสาย (Color Code) บ่งบอกอะไรได้บ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำกัน รหัสสี (Color Code) ของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลที่ใช้กันในแต่ละประเทศ (ดังตาราง) ขอบคุณที่มา : https://www.thermocoupleinfo.com/thermocouple-color-codes.htm      มาตรฐานสากลของเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) เหมือนกันหมด จะแตกต่างกันที่สีของสาย เนื่องจากในการกำหนดมาตรฐานของแต่ละประเทศนั้นจะกำหนดไม่เหมือนกัน ซึ่งโดยส่วนมากในประเทศไทยนิยมใช้มาตรฐานของ Japan ที่เป็น Type K,J นอกจากนี้ยังมีทั้ง Thermocouple Type K,J,T,N,E,S,R,B อีกด้วย      ปัจจุบันไพรมัสมีสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ตามมาตรฐาน JIS ชนิดดังต่อไปนี้ Thermocouple Wire Type J สายถักสแตนเลส สายไฟเบอร์กล๊าส สายซิลิโคน สาย PVC   Thermocouple Wire Type K สาย PVC สายถักสแตนเลส สายเทปล่อน สายไฟเบอร์กล๊าส สายซิลิโคน   Thermocouple Wire Type T สายเทปล่อน สายถักสแตนเลส   Thermocouple Wire Type R/S สายถักสแตนเลส      ดังนั้นผู้ใช้งานก็สามารถรู้ได้ว่า รหัสสี (Color Code) ของสายเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple Wire) ว่าเป็นเทอร์โมคัปเปิ้ลชนิดใด โดยสามารถดูได้จากตารางด้านบน และสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Solid State Relay ดีกว่า Relay ทั่วไปอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในปัจจุบันการใช้งานของอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดต่อวงจรทางด้าน Output ที่นำไปตัดต่อ Load ของฮีตเตอร์ (Heater) หรือ Motor ส่วนใหญ่มักจะใช้ Relay หรือ Megnetic แต่ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดต่อ Load อีกอย่างหนี่งที่เราพบเห็นกันบ่อยเช่นกัน นั่นก็คือ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) แล้วระหว่าง Solid State Relay กับ Relay ทั่วไปต่างกันอย่างไร และลักษณะงานแบบไหนที่ควรใช้ Solid State Relay วันนี้เราจะมาแนะนำกัน โดยให้เห็นถึงโครงสร้างภายใน (ดังแสดงในรูปที่ 1.1 และ 1.2)      รีเลย์ (Relay) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ตัด-ต่อวงจร โดยใช้แม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งปกติถ้ามีการจ่ายไฟเข้าที่ตัวรีเลย์ (Relay) จะทำให้ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสติดกัน จึงมีสถานะปิดวงจร (Closed Circuit) แต่ถ้าหากไม่มีการจ่ายไฟให้ รีเลย์ (Relay) ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสไม่ติดกัน จะมีสถานะเปิดวงจร (Open Circuit) รูป 1.1 แสดงโครงสร้างภายในของรีเลย์ (Relay)      โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) หรือตัวย่อ SSR คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ ที่ไม่ใช้หน้าสัมผัสในการตัด-ต่อวงจร โดยใช้เทคโนโลยีของ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ไม่มีส่วนเคลื่อนที่ จึงไม่มีเสียงในขณะเวลาตัด-ต่อของหน้าสัมผัส (Contact) รูป 1.2 แสดงโครงสร้างภายในของโซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay)      รีเลย์ (Relay) และ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งในบทนี้เราจะมาเปรียบเทียบทั้งสองชนิดนี้ว่ามีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร (ดังตาราง) Relay Solid State Relay           1. จำนวนครั้งในการตัดต่อน้อย เนื่องจากหน้าสัมผัสเป็นแมคคานิค                 1. มีอายุการใช้งานนาน         2. หน้าสัมผัสของ Relay ค้าง และเสียง่าย                 2. ตัดต่อรวดเร็ว / ราคาแพง         3. อาจเกิดการสัญญาณ (Debouche)                 3. ไม่มีปัญหาการเกิดสัญญาณ (Debouche)         4. เสียงดังเวลาตัดต่อ                 4. ไม่มีเสียงเวลาตัดต่อ         5. ง่ายในการตรวจเช็ค                 5. ใช้งานนาน ๆ จะเกิดความร้อนสะสม (แนะนำใช้ Heatsink ร่วม)      ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้ โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay) ในการควบคุมการทำงาน ของ Resistive Load เช่น ฮีตเตอร์ (Heater ), หลอดไฟ หรือ Inductive Load เช่น Motor และมักจะเลือกใช้ Solid State Relay แทน Relay ทั่วไปใช้กับงานที่มีความถี่ในการตัดต่อบ่อย เพื่อลดปัญหาการสึกหรอของหน้าสัมผัส (Contact), การเกิด Arc และอายุการใช้งานของอุปกรณ์      นอกจากนี้ยังมีชนิดของ Solid State Relay ให้เลือกหลายหลากแบบ เช่น Solid State Relay สำหรับแรงดันไฟ DC (Solid State DC) , Solid State Relay แบบเร่ง-หรี่ (Phase Angle control) , Solid State Relay สำหรับใช้กับแผง PCB และมีให้เลือกทั้งแบบ 1 เฟส , 2 เฟส และ 3 เฟส ซึ่งมีรูปร่างที่แตกต่างกันของ Solid State Relay ตามลักษณะการติดตั้ง ดังรูป Solid State Relay แบบ Slim เหมาะสำหรับติดตั้งในพื้นที่จำกัด Solid State Relay แบบ Phase Angle Control เหมาะสำหรับงานควบคุมแบบเร่ง-หรี่ Solid State Relay สำหรับแผง PCB ข้อแนะนำ : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Solid State Relay ควรติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบายความร้อน (Heatsink) ให้กับ Solid State Relay ดังรูป โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน I/V Simulator เพื่อวัดและจ่ายสัญญาณ 4-20mA และ 0-10VDC

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      อุปกรณ์วัดและจ่ายสัญญาณอนาลอกมาตรฐานได้ทั้งสัญญาณที่เป็นกระแส 4-20mA และแรงดัน 0-10VDC สำหรับตรวจเช็คการทำงานของ Input และ Output 4-20mA และ 0-10V เพื่อทดสอบว่าอุปกรณ์ เช่น Pressure Transmitter / PLC / Process Controller / Transmitter / Proportional Valve ว่าสามารถทำงานได้อยู่หรือไม่ ในกรณีที่จะทดสอบ Input Analog 4-20mA และ 0-10V ต้องตั้งค่าตัว I/V Simulator ให้เป็น Mode Soruce (IS หรือ VS) เพื่อทำการจ่ายสัญญาณไปที่ Input ของอุปกรณ์ และถ้าต้องการทดสอบ Output Analog 4-20mA และ 0-10V ต้องตั้งค่าตัว I/V Simulator ให้เป็น Mode Measurement (IM หรือ VM) เพื่อทำการจ่ายสัญญาณไปที่ Output ของอุปกรณ์ ดังรูป การจ่ายสัญญาณอนาลอกที่เป็นกระแส (4-20mA) และ แรงดัน (0-10VDC) สำหรับต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ การจ่ายสัญญาณ 4-20mA เพื่อต่อใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) การจ่ายสัญญาณ 0-10V เพื่อต่อใช้งานร่วมกับ PLC   การจ่ายสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบการทำงานของ Valve   การวัดสัญญาณอนาลอกที่เป็นกระแส (4-20mA) และ แรงดัน (0-10VDC) สำหรับทดสอบสัญญาณของอุปกรณ์ การวัดสัญญาณ 0-10V เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ (Digital Temperature Controller) การวัดสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) การวัดสัญญาณ 4-20mA เพื่อทดสอบทางด้านเอาต์พุต ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Signal Transmitter)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งาน Inductive Proximity Sensor และ Capacitive Proximity Sensor

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ต่อเนื่องจากหัวข้อ Inductive Proximity Sensor กับ Capacitive Proximity Sensor ต่างกันอย่างไร นั้น ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำลักษณะการติดตั้งและการนำไปใช้งานที่เหมาะสม ซึ่งก็มีหลายรูปแบบของ Proximity Sensor ในการตรวจจับวัตถุ (ดังตาราง) แบบ Inductive Proximity Sensor รูปทรงกระบอก (Cylindrical Inductive Sensor) รูปทรงกระบอก (Cylindrical Inductive Sensor) ติดตั้งบนสายพานลำเลียง เพื่อตรวจจับสำหรับนับจำนวนวัตถุ โดยต่อร่วมกับเครื่องนับจำนวนแบบดิจิตอล (Digital Counter) เพื่อแสดงการนับจำนวน ติดตั้งบนสายพานลำเลียง เพื่อตรวจจับความเร็วรอบของมอเตอร์  โดยต่อร่วมกับเครื่องวัดความเร็วรอบ (RPM Meter)   รูปทรงวงแหวน (Ring Inductive Sensor) รูปทรงสี่เหลี่ยม (Rectanggular Inductive Sensor) สำหรับตรวจจับวัถตุที่มีขนาดเล็ก เช่น สกรู, น๊อต, ลวดโลหะ เป็นต้น   สามารถติดตั้งทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอน มีทั้งแบบตรวจจับเฉพาะด้านหน้า (Flush Mounting) และตรวจจับทั้งด้านหน้าและด้านข้าง (Non Flush Mounting) สำหรับตรวจจับวัตถุที่เป็นโลหะ แบบ Capacitive Proximity Sensor สำหรับติดตั้งเข้าไปในถังที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ เพื่อตรวจจับและควบคุมระดับของแข็งหรือของเหลว   สำหรับการติดตั้งแบบนี้ ไม่สามารถใช้กับถังที่เป็นโลหะได้ เพื่อตรวจจับและควบคุมระดับของวัตถุที่เป็นโลหะ   ในกรณีถังที่เป็นโลหะ ควรทำการเจาะช่องรูไว้สำหรับติดพลาสติก หรือ กระจก เพื่อ Capacitive Proximity Sensor สามารถที่จะตรวจจับวัตถุได้ สำหรับตรวจจับและควบคุมระดับความสูงของกองกระดาษ   สำหรับตรวจจับกระดาษหรือวัตถุที่ไม่ใช่โลหะ (กระดาษพลาสติก ฯลฯ) หากตรวจจับไม่เจอจะส่งสัญญาณไปที่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อหยุดการทำงาน ตรวจจับวัตถุในถังที่มีอุณหภูมิสูงถึง -200 ํC + 250 ํC (รุ่น SC30M-HT พร้อมด้วย ALSC แบบแยกส่วน Amplifier)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Inductive Proximity Sensor กับ Capacitive Proximity Sensor ต่างกันอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์ตรวจนับ หรือตรวจจับชิ้นงานแบบไม่สัมผัส โดยทั่วไปที่เราเจอกันส่วนใหญ่จะเป็น Proximity แบบ Inductive Proximity Sensor และแบบ Capacitive Proximity Sensor แล้ว Proximity ทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำกัน      Inductive Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโลหะระยะใกล้ เนื่องจากคำว่า Proximity แปลว่า ระยะใกล้ เราจะสังเกตเห็นได้ว่าระยะตรวจจับของ Proximity Sensor นี้จะมีระยะตรวจจับ เช่น หน่วยมิลลิเมตร โดย Inductive Proximity Sensor จะใช้หลักการ การเหนี่ยวนำ (Induced) ของสนามแม่เหล็ก ทำให้ Inductive Proximity Sensor จะตรวจจับชิ้นงานที่เป็นประเภทโลหะเท่านั้น เช่น เหล็ก สแตนเลส สังกะสี อลูมิเนียม ทองแดง เป็นต้น      Capacitive Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโลหะระยะใกล้ แต่สามารถจับวัตถุได้ทุกชนิดทั้งแบบโลหะ และ แบบอโลหะ เช่น ไม้ พลาสติก เหล็ก สังกะสี น้ำ เป็นต้น ซึ่งหลักการทำงาน Capacitive Proximity Sensor ทำงานโดยอาศัยค่าความจุ เมื่อมีค่าความจุเปลี่ยนแปลงที่ค่าค่าหนึ่ง จะส่งผลให้ออสซิลเลตสัญญาณขึ้นและส่งต่อไปยัง Output (ออสซิลเลตสัญญาณ คือ วงจรกำเนิดคลื่นความถี่สูง ทำหน้าที่แปลงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นความถี่)      ซึ่งลักษณะในการตรวจจับของทั้ง 2 แบบ  Inductive Proximity Switch และ Capacitive Proximity Switch จะเหมือนกัน แต่วัตถุที่ใช้สำหรับตรวจจับจะต่างกันดังที่ได้กล่าวมาข้อมูลข้างต้น และระยะที่มีผลต่อการตรวจจับวัตถุนั้น ๆ (ดังรูปและตาราง) ตารางแสดงความสัมพันธ์ของวัตถุ ที่มีผลต่อระยะการกระทำของ Proximity Switch Inductive Proximity Switch Capacitive Proximity Switch เหล็ก                   1 x Sn โลหะ           ~        1 x Sn สแตนเลส           0.9 x Sn น้ำ               ~         1 x Sn สังกะสี บรอนซ์   0.5 x Sn พลาสติก      ~     0.5 x Sn อลูมิเนียม           0.4 x Sn แก้ว              ~     0.5 x Sn ทองแดง             0.4 x Sn ไม้                ~     0.4 x Sn สำหรับการตรวจจับวัตถุของ Proximity Sensor มีลักษณะในการตรวจจับด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบหัวฝัง (Flush Mounting) เป็นลักษณะการติดตั้งแบบฝัง คือ ด้านข้างของ Proximity จะไม่มีการตรวจจับวัตถุ สนามแม่เหล็กจะออกเฉพาะด้านหน้าสำหรับตรวจจับวัตถุเคลื่อนผ่านในระยะการตรวจจับทางด้านหน้าเท่านั้น แบบหัวโผล่ (Non Flush Mounting) เป็นลักษณะการติดตั้งแบบไม่ฝัง คือ ผิวหน้าการตรวจจับของ Proximity จะยื่นออกมา สนามแม่เหล็กจะออกทั้งทางด้านหน้าและด้านข้างของผิวหน้าการ ตรวจจับจึงไม่สามารถติดฝังได้ เพราะจะจับวัตถุด้านข้างตลอดเวลา ข้อดีของแบบนี้ก็คือ สามารถติดตั้ง Proximity ไว้ใกล้ ๆ กันได้ โดยไม่เกิดสนามแม่เหล็กรบกวน ข้อดีของแบบนี้ก็คือ สามารถตรวจจับวัตถุทั้งทางด้านหน้าและทางด้านข้างได้ .....ในหัวข้อต่อไปเราจะมาพูดถึงลักษณะการนำไปใช้งาน (Application) ของ Inductive Proximity Switch และ Capacitive Proximity Sensor กันต่อไป..... โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Level Switch กับ Level Sensor แตกต่างกันอย่างไร ?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      สวิทช์ลูกลอย (Level Switch/Level Sensor) คือ เซ็นเซอร์ที่ใช้วัดระดับของน้ำในถังหรือบ่อ และของเหลวอื่น ๆ สำหรับต่อร่วมกับอุปกรณ์เพื่อแจ้งเตือนหรือควบคุมของเหลวนั้น ๆ โดยมีสัญญาณในรูปแบบของหน้าคอนแทค (NO/NC), ความต้านทาน (Resistance Output) และ สัญญาณอนาล็อก 4-20 mA (Analog Output) เช่น ส่งสัญญาณเข้าระบบ PLC เพื่อควบคุมปั๊ม เป็นต้น ซึ่งสัญญาณที่ออกมาทางด้านเอาต์พุตนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้      Level Switch หรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับ เป็นสวิทช์ลูกลอยที่ใช้ตรวจจับระดับของเหลวแบบระดับขั้น โดยใช้หลักการอาศัยการเปลี่ยนแปลงสถานะของหน้าคอนแทค NO/NC เมื่อลูกลอยเคลื่อนที่ ขึ้น-ลง ตามระดับของเหลว      หลักการทำงาน เมื่อมีการเคลื่อนที่ของลูกลอยผ่านรีดสวิตช์ ตัวที่ 1 จะมีการดึงให้หน้าคอนแทคการทำงาน เป็นระดับที่ 1 และ เมื่อลูกลอย ตัวที่ 2 เคลื่อนที่ผ่านรีดสวิตช์ จะมีการดึงให้หน้าคอนแทคทำงาน เป็นระดับที่ 2 เป็นต้น รูปแสดงโครงสร้างภายในของ Level Switch      Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter หรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับแบบต่อเนื่อง ที่ใช้ตรวจจับระดับของเหลวสามารถแสดงระดับได้ต่อเนื่องตลอดย่านการวัด โดยใช้หลักการอาศัยการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทาน (ในขณะที่ลูกลอยเคลื่อนที่) สัญญาณที่ออกมาจะมีเป็นความต้านทานและสัญญาณทางไฟฟ้า 4-20mA (รุ่นที่มี Transmitter ภายในตัว) ซึ่งมีความละเอียดในการวัดค่าทุก ๆ ระดับ 1 cm. (อ้างอิงในรุ่น LP-07 และ LP-07-I) รูปแสดงโครงสร้างภายในของ Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter      และเซ็นเซอร์ตรวจจับระดับแบบต่อเนื่อง (Level Sensor/Level Indicator/Level Transmitter) มีสัญญาณเอาต์พุตทั้งแบบเอาต์พุตความต้านทานและเอาต์พุตอนาล็อก 4-20 mA ดังรูป Level Sensor  เอาต์พุตความต้านทาน (Resistance Output)      Level Sensor รุ่น LP-07 ที่มีสัญญาณเอาต์พุตความต้านทาน ต้องต่อร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน เพื่อแสดงค่าที่อุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) หรืออุปกรณ์ควบคุมระดับของเหลวในระบบ รูปแสดงการต่อใช้งาน Level Sensor แบบเอาต์พุตความต้านทาน ร่วมกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Resistor Transmitter) พร้อมอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) Level Sensor เอาต์พุตอนาล็อกมาตรฐาน 4-20 mA (Analog Output)      Level Sensor รุ่น LP-07-I ที่มีสัญญาณเอาต์พุตอนาล็อกมาตรฐาน 4-20 mA สามารถต่อร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) หรืออุปกรณ์ควบคุมระดับของเหลวในระบบ รูปแสดงการต่อใช้งาน Level Sensor แบบเอาต์พุตอนาล็อก 4-20 mA ร่วมกับอุปกรณ์แสดงผล (Digital Indicator) โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK