Thailand Web Stat Truehits.net
Image Alternative text
Melt Pressure Transducer เซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว มีหลักการทำงานอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์วัดความดัน (Pressure) เช่น Pressure Gauge, Pressure Transmitter, Pressure Switch, Pressure Transducer, Pressure Sensor ขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้งาน ซึ่ง wf ได้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, เคมี, ยานยนต์  เป็นต้น เพื่อวัดความดันในระบบ เช่น การวัดความดันนํ้ามันในกระบอกไฮดรอลิก, วัดความดันลม (Pneumatic), วัดความดันน้ำของปั๊มนํ้า, วัดความดันไอนํ้าในหม้อนํ้า (Boiler) เป็นต้น และยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ต้องการวัดและควบคุมความดันที่มีอุณหภูมิสูง (High Temperature) ให้ได้ตามความต้องการโดยเฉพาะ คือ อุตสาหกรรมเครื่องฉีดพลาสติก, อุตสาหกรรมเกี่ยวกับอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิคงที่หรือระบบการเติมของเหลวที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิคงที่ ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำเซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว (Melt Pressure) กัน        Melt Pressure Transducer / Melt Pressure Transmitter เป็นอุปกรณ์วัดความดันของเหลวหรือเซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว สำหรับวัดความดันประเภทของเหลวที่มีอุณหภูมิสูงถึง 400 องศาเซลเซียส (ํC) หรือ 750 องศาฟาเรนไฮต์ (ํF) ได้โดยตรง มีหน่วยในการแสดงผลของค่าความดันที่วัดได้ เช่น Bar, psi, mbar, kPa, Mpa เป็นต้น โดยมีหลักการทำงานดังนี้        หลักการทำงานของเซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว (Melt Pressure Transducer / Melt Pressure Transmitter)           Melt Pressure Transducer / Melt Pressure Transmitter เป็นอุปกรณ์วัดความดันสำหรับของเหลว ของวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงได้โดยตรง อาศัยการเปลี่ยนแปลงการกดของแรงดัน (Tension) ให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Electrical Signal) มีสัญญาณทางด้านเอาต์พุตเป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน (Analog Output) เช่น 4-20mA, 0-10VDC หรือ mV /V เป็นต้น โดยใช้หลักการของ Strain Gauge กล่าวคือ เมื่อมีแรงมากระทำ จนทำให้เกิดความเครียด (Strain) บริเวณตรงหัว Sensor ของ Melt Pressure จะทำให้เปลี่ยนเป็นความต้านทานทางไฟฟ้า (Electrical Resistance ) ในสัดส่วนโดยตรงกับแรงที่มากระทำ ปกติแล้วมักจะใช้ Strain Gauge วัดความเครียด (Strain Gauge) จำนวน 4 ตัว (ดังรูป) โครงสร้าง Strain Gauge จำนวน 4 ตัว ของ Melt Pressure        Melt Pressure อุปกรณ์วัดความดันสำหรับของเหลว มีลักษณะรูปร่างที่หลากหลาย สำหรับการเลือกใช้งานให้เหมาะสมในการติดตั้งกับทุกลักษณะงาน เช่น อุตสาหกรรมประเภทเครื่องฉีดพลาสติก สำหรับการอัดขึ้นรูปและการแปรรูปโพลีเมอร์และอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น (ดังรูป) Melt Pressure Transducer หรือ Melt Pressure Transmitter Model : RT6S Model : RT6S with Type J Thermocouple Option เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันทั่วไป โดยติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยเกลียว UNF 1/2-20 (Standard)   เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันและอุณหภูมิ โดยมีเทอร์โมคัปเปิลในการวัดอุณหภูมิที่จุดหลอมเหลว ติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยเกลียว UNF 1/2-20 (Standard) Model : CT6S Model : CT6S with Type J Thermocouple Option เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันทั่วไป โดยยึดติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยเกลียว UNF 1/2-20 (Standard) และมีสายเฟล็กซ์ (Flex Cable) เพื่อความยืดหยุ่นในการติดตั้ง   เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันและอุณหภูมิ โดยมีเทอร์โมคัปเปิลในการวัดอุณหภูมิที่จุดหลอมเหลว โดยยึดติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยเกลียว UNF 1/2-20 (Standard) และมีสายเฟล็กซ์ (Flex Cable) เพื่อความยืดหยุ่นในการติดตั้ง Model : CTEC Model : CTMN เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันทั่วไปในพื้นที่จำกัด โดยยึดติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยเกลียว UNF 1/2-20 (Standard) และมีสายเฟล็กซ์ (Flex Cable) เพื่อความยืดหยุ่นในการติดตั้ง เหมาะสำหรับการใช้วัดความดันทั่วไป โดยยึดติดตั้งในรูสำหรับวัดความดันด้วยน็อต 1.5'' (Standard) และมีสายเฟล็กซ์ (Flex Cable) เพื่อความยืดหยุ่นในการติดตั้ง      Melt Pressure Transducer / Melt Pressure Transmitter มีให้เลือกย่านการวัดความดัน (Pressure) และอุณหภูมิ (Temperature) รุ่น Option Thermocouple Type J, K, RTD ได้ตามความเหมาะสม ดังนี้        • ย่านการวัด : 0-30,000 psi หรือ 0-20,000 bar        • Output : 2.0 mV/V, 2.5 mV/V, 3.33mV/V, 4-20mA, 0-10V        • Common Options : Thermocouple Type K, J, RTD        • วัสดุ : Stainless Steel        ตัวอย่างการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว (Melt Pressure Transducer) รูปแสดงตัวอย่างการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความดันสำหรับของเหลว (Melt Pressure Transducer / Melt Pressure Transmitter)     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งานเซ็นเซอร์วัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น ระยะไกลแบบไร้สาย (LoRaWAN)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีการควบคุมในเรื่องของอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative  Humidity) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยทางด้านแวดล้อมที่สำคัญต่อกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทดังกล่าว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, ยา, พลาสติก, อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องมีการใช้งานเซ็นเซอร์วัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น มาใช้ในการวัดและควบคุมเพื่อนำมาวิเคราะห์ในการวางแผนการผลิตต่อไป            โดยการวัดอุณหภูมิ ความชื้น มีทั้งแบบสัมผัสกับชิ้นงานโดยตรงและการวัดอุณหภูมิ ความชื้น แบบไม่สัมผัสกับชิ้นงาน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอาการเทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless) มาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่ต้องการวัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น แบบระยะไกลหรือระหว่างจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณให้ยุ่งยากและจัดการผ่านคอมพิวเตอร์ได้เลย และเครือข่ายที่ว่านี้ก็คือเครือข่าย LoRaWAN ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับเครือข่ายนี้สักเท่าไหร่ ดังนั้นเราจะมาแนะนำกัน        LoRaWAN หรือ LoRa ย่อมาจาก Long Range เป็นเครือข่ายสื่อสารที่ส่งข้อมูลกำลังต่ำแบบไร้สายและเป็นระบบเครือข่ายที่สามารถส่งสัญญาณทางไกล ถือเป็นระบบการเชื่อมต่อข้อมูลกำลังต่ำสำหรับการสื่อสารทางไกลด้วยคลื่นสัญญาณวิทยุ (Communication Radio Wave) ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกับสัญญาณในระดับที่ต่ำมาก (ในประเทศไทยทาง กสทช. ได้กำหนดให้ใช้ความถี่ 920-925 MHz กำลังส่งสูงสุด 4 W) แต่มีช่องรับสัญญาณเยอะมาก โดยการส่งผ่านสัญญาณกำลังต่ำในระยะทางที่ต้องการ เช่น สื่อสารทางไกลในระยะ 15-20 กิโลเมตรได้เป็นอย่างดี และระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (LoraWan) มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นด้วยรูปแบบการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้งานและการตอบโจทย์ในการใช้งาน เนื่องจากมีความสามารถในการป้องกันสัญญาณรบกวน (Noise)ได้สูงและใช้พลังงานต่ำ จึงเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรหรือเครือข่ายในระบบอุตสาหกรรม เป็นต้น        ข้อดีของ LoRaWAN      การสื่อสารแบบ LoRaWan สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่า Wi-Fi หรือ Bluetooth โดยสามารถสื่อสารรูปแบบ Point to Point และสื่อสารแบบเครือข่าย (LoRaWan Network) ดังรูป   การส่งข้อมูลของระบบเครือข่าย LoRaWan การสื่อสารของระบบเครือข่าย LoRaWan      ระยะทางการรับ-ส่ง ข้อมูลของเซ็นเซอร์วัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น ระยะไกลแบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature Transmitter) โดยใช้ซอฟต์แวร์ (Prisoft) สำหรับการจัดการข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย LoRaWan และส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ สามารถส่งข้อมูลได้ไกล 500 เมตร สำหรับในอาคาร และสำหรับนอกอาคารสามารถส่งข้อมูลได้ไกลถึง 1000 เมตร (ดังรูป)      ทำให้ปัจจุบันระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (LoRaWan) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ระบบ IOT (Internet Of Thing) แล้วยังถูกนำมาประยุกต์ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องดื่ม, ยา, เคมี ฯลฯ ที่ต้องมีการควบคุมในเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น อยู่ตลอดเวลา โดยระบบ LoRaWan นี้ มีความสะดวกต่อการใช้งาน Online ระบบตลอดเวลา เช่น งาน Smart Industries, Facilities Managment, Smart Building เป็นต้น        ข้อดีของการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์เซ็นเซอร์วัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ระยะไกลแบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature Recorder) บนระบบเครือข่าย LoRaWan        • ลดความผิดพลาดในการจดบันทึกของผู้ปฏิบัติงาน        • ลดเวลาการทำงาน ลดแรงงาน        • สะดวกในการติดตั้ง เนื่องจากไม่ต้องเดินสายไฟไปยังคอมพิวเตอร์        • สามารถใช้งานได้ถึง 1000 Device ใน 1 Loop การใช้งาน        การประยุกต์ใช้งานเซ็นเซอร์วัดและบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น ระยะไกลแบบไร้สาย (LoRaWAN)        ตัวอย่าง การใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ระยะไกลแบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature) รุ่น HM-007 ในการบันทึกอุณหภูมิและความชื้นทุกช่วงเวลา (โดยส่งข้อมูลทุก ๆ 36 วินาที) ผ่านช่องทาง LoRaWan Gateway ของแต่ละตึกหรืออาคารในโรงงานอุตสาหกรรม บนระบบเครือข่าย  LoRaWan System      ระบบเครือข่าย LoRaWan Gateway โดยใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ระยะไกลแบบไร้สาย (Wireless Humidity & Temperature Transmitter) รุ่น HM-007   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
เซ็นเซอร์วัดระดับแบบอัลตราโซนิค (Ultrasonic Level Sensor) คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในงานการวัดระดับของวัตถุต่าง ๆ หรืองานวัดระดับของแข็ง (Solid) และของเหลว (Liquid) นั้น มีการใช้งานอุปกรณ์ประเภทเซ็นเซอร์วัดระดับ Level Senser, Level Switch, Level Transmitter, Paddle Switch เป็นต้น ซึ่งได้มีการนำเสนอกันไปในหัวข้อ การเลือกเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor/Level Switch) ให้เหมาะสมกับหน้างาน แล้วนั้น โดยในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึง เซ็นเซอร์วัดระดับแบบอัลตราโซนิค (Ultrasonic Level Sensor) โดยเฉพาะ เนื่องจากเซ็นเซอร์วัดระดับแบบอัลตราโซนิค เป็นเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่อาศัยหลักการทำงานของคลื่นเสียงและมีตำแหน่งทิศทางในการตรวจจับที่แม่นยำ จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานรูปแบบอื่นได้อีกด้วย จะเป็นอย่างไรนั้นเราจะมาแนะนำกัน (ดังรูป) รูปเซ็นเซอร์วัดระดับแบบอัลตราโซนิค (Ultrasonic Level Sensor)      เซ็นเซอร์วัดระดับแบบอัลตราโซนิค Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor เป็นเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่อาศัยหลักการสะท้อนของคลื่นความถี่เสียง (Ultrasound) ในการตรวจจับวัตถุนั้น ๆ โดยการเดินทางที่ผ่านตัวกลาง เช่น ของเหลว, ก๊าซ, อากาศ เป็นต้น จึงทำให้สามารถใช้งานตรวจจับวัตถุได้หลากหลายและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี, มีความแม่นยำในการตรวจจับและของเหลวที่มีสารเคมีหรือของเหลวที่มีความหนืดก็สามารถตรวจจับได้ (คลื่นอัลตราโซนิคมีความถี่สูงตั้งแต่ 20 KHz ขึ้นไป เป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน โดยทั่วไปแล้วหูของมนุษย์โดยเฉลี่ยจะได้ยินเสียงสูงประมาณ 15 KHz เท่านั้น) สาเหตุที่มีการนำเอาคลื่นย่านอัลตร้าโซนิคมาใช้ในงานวัดระดับ (Level) ก็เพราะว่าเป็นคลื่นที่มีทิศทางทำให้เราสามารถเล็งคลื่นเสียงไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้โดยเจาะจง จึงได้ถูกนำมาใช้สำหรับการตรวจจับระดับ (Level) ของวัตถุต่าง ๆ โดยอาศัยหลักการสะท้อนของคลื่นความถี่เสียง (Ultrasound) และคำนวณหาค่าระยะทางได้จากการเดินทางของคลื่นและนำมาเทียบกับเวลา และด้วยกลไกดังกล่าวทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย เช่น งานวัดระดับได้ทั้งของแข็ง (Solid) และของเหลว (Liquid) เช่น น้ำ, น้ำมัน, ของเหลว, เมล็ดพืช, เม็ดพลาสติก เป็นต้น โดยต่อร่วมกับตัวควบคุมระดับน้ำ (Level Control), ตัวแสดงผลของระดับน้ำ (Level Indicator) เพื่อแสดงค่าหรือควบคุมระดับของเหลวและนำค่าต่าง ๆ นี้ ไปใช้ในระบบต่อไป      จุดติดตั้งที่เหมาะสมสำหรับ Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor งานวัดระดับของแข็ง (Solid) และของเหลว (Liquid)       การติดตั้งเซ็นเซอร์ที่ถูกต้องในถังที่วัตถุดิบเป็นของแข็ง (Solid)   การติดตั้งเซ็นเซอร์ที่ถูกต้องในถังที่วัตถุดิบเป็นของเหลว  (Liquid)      Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor สามารถวัดระดับได้ทั้งแบบจุดและแบบต่อเนื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะการออกแบบของเครื่องมือวัดและตำแหน่งการติดตั้ง กรณีการวัดระดับแบบจุดจะติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ที่บริเวณด้านข้างของภาชนะ เมื่อระดับความสูงของตัวกลาง (ของแข็งและของเหลว) เพิ่มจนถึงระดับที่ติดตั้ง Ultrasonic Level Sensor จะได้สัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) ออกมาจากเซ็นเซอร์ (Sensor) และกรณีการวัดระดับแบบต่อเนื่องถ้าตัวกลางเป็นของเหลว สามารถติดตั้งเครื่องมือวัดไว้ที่บริเวณด้านบนหรือด้านล่างของภาชนะก็ได้        ตัวอย่างการใช้งาน Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor        การต่อใช้งาน Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor การต่อใช้งาน Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor ร่วมกับ Switching Power Supply รุ่น PM-024S-2.5 เพื่อแสดงผลแบบดิจิตอลพร้อมบาร์กราฟ (Bar Graph Indicator With Alarm Unit) รุ่น TIM-95G        Software Configuration Ultrasonic Level Sensor Software สำหรับการกำหนดค่าและแสดงค่าระดับ Ultrasonic Level Sensor หรือ Ultrasonic Sensor   Wireless Humidity & Temperature Transmitter I/O Modules I/O Modules WIFI To RS-485/RS-323 Converter Digital Hygrostat And Thermostat Controller โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Linear Scale หรือ Linear Position Transducer คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Linear Scale หรือ Linear Position Transducer เป็นอุปกรณ์เครื่องมือวัดระยะทางการเคลื่อนที่หรือตำแหน่งในแนวเส้นตรง (Stroke) มีหน่วยในการวัดระยะทางเป็น mm. โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่เชิงเส้นไปเป็นค่าความต้านทาน (Resistance) ทางด้านเอาต์พุต (Output) หรือจะเป็นสัญญาณเอาต์พุต คือ สัญญาณพัลส์ (Push-Pull), สัญญาณกิโลโอห์ม (kΩ) ขึ้นอยู่กับลิเนียร์สเกล (Linear Scale) ของแต่ละรุ่น โดยสัญญาณเอาต์พุตจะถูกส่งต่อไปยังจออ่านค่าแสดงผลแบบดิจิตอลที่ติดตั้งอยู่หน้าเครื่องจักร CNC เช่น เครื่องกลึง เครื่องมิลลิ่ง เครื่องเจียระไน เป็นต้น ในการแสดงผลและควบคุมการบ่งบอกตำแหน่งในการ ตัด กัด เจาะ กลึง ที่ถูกต้อง เพื่อลดความผิดพลาดของชิ้นงาน        โดยลักษณะการติดตั้งของ Linear Scale หรือ Linear Position Transducer ตัวโคงสร้าง (Body) จะติดตั้งอยู่กับที่ (Fixed) โดยส่วนที่เคลื่อนที่คือแกนของ Linear Scale หรือ Linear Position Transducer ที่จะต้องเคลื่อนที่ไปตามแกนของชิ้นงาน            Linear Scale หรือ Linear Position Transducer มีลักษณะในการติดตั้งหลายรูปแบบ ดังนี้        LPT : มี Brackets สำหรับการยึดรอบตัว Linear Scale โดยใช้แกนกลางสำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) และมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 30mm. ถึง 1250mm.)        LPH : มี Brackets สำหรับการยึดรอบตัว Linear Scale โดยใช้ Cursor สำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) และมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 10mm. ถึง 1500mm.)        LPC : มีข้อต่อลูกวงกลมทั้งสองด้าน (Ball Joints) โดยใช้สำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) โดยมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) และแบบออกสาย (Cable) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 50mm. ถึง 700mm.)        LPM : มีข้อต่อลูกวงกลมทั้งสองด้าน (Ball Joints) โดยใช้สำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) โดยมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) และแบบออกสาย (Cable) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 50mm. ถึง 600mm.)        LPS : มี Brackets สำหรับการยึดรอบตัว Linear Scale โดยใช้แกนกลางสำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) และมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 30mm. ถึง 150mm.)        MSS : มี Brackets สำหรับการยึดรอบตัว Linear Scale โดยใช้ Cursor สำหรับการเคลื่อนที่ (Stroke) แบบไม่สัมผัส (Analog Output) และมีขั้วต่อไฟฟ้า (Electrical Connectors) (มีระยะ Measurement Stroke ที่ 100mm. ถึง 1250mm.)        ตัวอย่างการติดตั้งหน้างาน รูปตัวอย่าง ลิเนียร์สเกล (Linear Scale) ต่อใช้งานร่วมกับจออ่านค่าแสดงผลดิจิตอล (Digital Readout : DRO) ที่ติดตั้งอยู่หน้าเครื่องจักร CNC        การประยุกต์ใช้งาน Linear Scale หรือ Linear Position Transducer   เครื่องตัด (Cutting Machine) เครื่องกลึง (Milling Machine) เครื่องฉีดพลาสติกแนวตั้ง (Vertical Plastic Injection Moulding)       เครื่องพับโลหะ (Press Brake Machine) เครื่องฉีดพลาสติกไฮดรอลิก (Hydraulic Plastic Injection Moulding)   ข้อแนะนำในการเลือกใช้งาน Linear Scale หรือ Linear Position Transducer      • ย่านการวัด  (Measurement Stroke) ระยะการเคลื่อนที่ (Stroke)      • สัญญาณด้านเอาต์พุต Linear Scale หรือ Linear Position Transducer มีหลายแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน เช่น แบบอนาล็อก, แบบดิจิตอล โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้แบบอนาล็อกเนื่องจากเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง โดยสามารถเดินสายได้ไกลและลดสัญญาณรบกวนในระบบได้      • ความแม่นยำในการวัด ควรทราบว่าอุปกรณ์ Linear Scale หรือ Linear Position Transducer ตัวที่เราเลือกใช้นั้นมีค่าความละเอียดในการวัด (Resolution) และความเที่ยงตรง (Accuracy)ในการวัดมากน้อยเพียงใด      • ขนาดของอุปกรณ์ (Dimension) และพื้นที่ในการติดตั้ง (Installation) ควรทราบขนาดของอุปกรณ์และพื้นที่ในการติดตั้ง เนื่องจากต้องทำการเลือกรุ่นของ Linear Scale ขนาดที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะทำการติดตั้ง Displacement Sensor Displacement Sensor Target Counter Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Signal Tower Light   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
หมดปัญหายุ่งยากในการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร ด้วย Industrial Multipole Connector

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันผู้สร้างเครื่องหลายท่านคงเคยประสบปัญหาในงานติดตั้งเครื่องจักรหรืองานเคลื่อนย้ายตู้คอนโทรลต่าง ๆ เนื่องจากการใช้ Connector ที่ไม่มีคุณภาพ และการที่ต้องถอดเข้า-ออก บ่อย ๆ เป็นสาเหตุที่ Connector หลวม ทำให้หน้าสัมผัส (Contact) ต่อกันไม่แน่น เนื่องจากฝุ่น, น้ำ เข้าไปสัมผัส ทำให้เกิดความชื้นและเป็นสนิมได้ง่าย        ดังนั้น ในการใช้งานขั้วต่ออุตสาหกรรม (Industrial Multipole Connectors) ควรเลือกใช้ลักษณะโครงสร้างที่ทำจากอลูมิเนียมหล่อเคลือบผิว หรือวัสดุอย่างอื่นที่ไม่เกิดสนิม ตัวหน้าสัมผัส (Contact) มีความทนกระแสสูงกว่าการใช้งานจริง และสกรูขันที่ทนต่อการต้องถอดเข้าออกบ่อย        ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับส่วนต่าง ๆ ของ Industrial Multipole Connector กันก่อนว่าเป็นอุปกรณ์คอนเนคเตอร์ (Connector) ที่มีจำนวนหลายขั้ว (Multipole) ใช้สำหรับต่อระบบไฟฟ้า ประกอบด้วย ตัวผู้ (Male), ตัวเมีย (Female), ฐานยึด (Housing), ฝาครอบ (Hood) และตัวรัดสาย (Cable Gland) ซึ่งถูกออกแบบมาใช้กับงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์, บรรจุภัณฑ์, โรงไฟฟ้า, ระบบขนส่ง สำหรับช่วยในการติดตั้งทั้งในลักษณะงานเครื่องจักรอยู่กับที่ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือเคลื่อนย้ายเครื่องจักรในกรณีที่ผู้รับเหมาสร้างเครื่องออกแบบเพื่อนำเครื่องจักรเคลื่อนย้ายไปทำการติดตั้งหน้างาน        ซึ่งในปัจจุบันได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายเนื่องจากติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวกในกรณีที่มีสายไฟเยอะ ๆ ในระบบ และช่วยลด Downtime ของเครื่องจักรได้ โดย Industrial Multipole Connector ถูกออกแบบทั้งรุ่นที่เป็นโครงสร้างพลาสติกและโลหะ และให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหนัก (Havy Duty) งานที่มีการสั่นสะเทือนและสามารถกันฝุ่น, กันน้ำได้ (สำหรับรุ่นมี Cover) เป็นต้น (ดังรูป) Industrial Multipole Connector WESTEC      Industrial Multipole Connectors มีจำนวนขั้วต่อ (Poles) ให้เลือกตามการต่อสายของ Connector ตัวผู้ (Male) และตัวเมีย (Female) โดยจะเริ่มตั้งแต่ 3 ขั้ว ถึง 48 ขั้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเลขคู่ เช่น 6, 10, 16 และ 24 และบวกด้วย Ground เป็นต้น      Industrial Multipole Connector มีลักษณะการติดตั้ง 2  ลักษณะ ดังนี้         1. ติดตั้งแบบยึดติดกับตู้คอนโทรล โดยประกอบด้วยฝั่งตัวเมีย (Female) ประกอบด้วย Housing ยึดตำแหน่งภายในตู้พร้อมตัวเมีย (Female Insert)  ดังรูป         2. ติดตั้งแบบระหว่างทางหรือแบบลอย โดยประกอบด้วยฝั่งตัวผู้ (Male) ประกอบเข้ากับ Hood มีทั้งแบบออกสายด้านบนและด้านข้าง และตัวผู้ (Male Insert) มาเสียบเข้าด้วยกันกับชุดตัวเมีย (Female) ดังรูป      ในการเลือกใช้งานขั้วต่ออุตสาหกรรม (Industrial Multipole Connectors) ควรพิจารณาดังนี้         • จำนวนขั้วต่อ (Pole) ส่วนใหญ่จะเป็นเลขคู่บวก เช่น 6, 10, 16 และ 24 เป็นต้น และบวกด้วย Ground กรณีรุ่นที่ถูกออกแบบให้ใช้ได้ทั้งสาย Power และ Control ในตัวเดียวกันจะระบุเป็น 4/8 6/12 และ 8/24 เป็นต้น         • ขนาดแรงดันไฟ เช่น แรงดันสำหรับ Power จะมีหลายขนาดทั้ง 230V, 400V และ 690V และสำหรับ Control มีตั้งแต่ 230V, 250V และ 400V         • พิกัดกระแสใช้งาน เช่น Contact สำหรับงาน Power จะอยู่ที่ 35A หรือ 80A และ Contact สำหรับงาน Control จะอยู่ที่ 10A หรือ 16A เนื่องจากมีผลต่อการเลือกใช้สายไฟ ซึ่ง Multipole Industrial Connector ในปัจจุบันจะมีทั้งรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อใช้งาน Control อย่างเดียว, Power อย่างเดียว และ Power+ Control รวมกัน      การที่ทราบถึงลักษณะการติดตั้งของหน้างานในเบื้องต้นและจำนวนขั้วต่อ (Pole) ที่จะใช้งานนั้น จะทำให้การเลือก Multipole Industrial Connector มีความเหมาะสมและไม่เสียเวลาในการติดตั้งเพิ่มภายหลัง        ตัวอย่างการติดตั้ง   Hot Runner Control The Panel Feed 12 Motor Hot Runner Control Hot Runner Control Terminal Block Wiring Duct Signal Tower Light Rotation Warning Light Relay Module   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Power Quality Analyzer คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Power Quality Analyzer เครื่องวิเคราะห์คุณภาพพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันในโรงงานอุตสาหกรรมมีแนวโน้มในการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสิ้นเปลืองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งในบางครั้งไม่สามารถนำพฤติกรรมเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้จึงทำให้มีต้นทุนในส่วนนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเพื่อช่วยในการลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน (Check Sheet), การตรวจสภาพอุปกรณ์เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าหรือการใช้อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการวัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า เช่น พาวเวอร์มิเตอร์ (Power Meter), กิโลวัตต์ฮาวมิเตอร์ (kWh Meter), มัลติฟังก์ชั่นมิเตอร์ (Multifunction Meter) ต่าง ๆ เป็นต้น        ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับเครื่องวัดค่าพลังงานไฟฟ้า คือ พาวเวอร์มิเตอร์ (Power Meter) นั่นเอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการวัดค่าพลังงานต่าง ๆ ทางไฟฟ้า และแสดงค่าพารามิเตอร์และปริมาณพลังงานไฟฟ้า ได้แก่ ค่าแรงดัน (Voltage), ค่ากระแส (Current), ค่ากำลังไฟฟ้า (Watt/kW/kWh, kVAR, kVA), ความถี่ Hz (Frequency), Demand, Peak Demand, PF (Power Factor) เป็นต้น ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส (Single Phase) และระบบไฟฟ้า 3 เฟส (Three Phase) ในรูปแบบการแสดงผลที่หน้าจอมิเตอร์หรือการแสดงผลในรูปแบบของการบันทึกข้อมูลผ่าน Software เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โดยการสื่อสารผ่าน RS-485 เพื่อนำมาวิเคราะห์การใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด        ในปัจจุบันเครื่องวัดค่าพลังงานไฟฟ้าหรือพาวเวอร์มิเตอร์ (Power Meter) ได้ถูกออกแบบและพัฒนามาให้มี Function การวัด Phase Protection และแสดงผลการใช้น้ำเป็นลูกบาศก์เมตร (m3) สามารถส่งข้อมูลการวัดค่าทางไฟฟ้าและการแจ้งเตือนต่าง ๆ ไปยัง LoRaWAN Gateway ที่ต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์แสดงผลผ่าน Dashboard ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน Online ระบบตลอดเวลา ลดแรงงานและให้ความถูกต้องในการจดบันทึก ประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรอีกด้วย        มิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Multifunction Meter / Power Meter) ดังรูป   KM-23-P9 (Three Phase) KM-23-DI (Three Phase) KM-22-1 (Single Phase) แบบติดหน้าตู้คอนโทรล (Panel Power Meter) แบบติดราง (Din Rail Power Meter) แบบติดหน้าตู้คอนโทรล (Panel Power Meter)      นอกจากมีมิเตอร์วัดค่าพลังงานทางไฟฟ้า (Power Meter) แล้ว ยังมี Power Quality Analyzer เครื่องวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า ที่สามารถเคลื่อนย้ายตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการที่จะวัด เรียกว่า ชุดกระเป๋าวัดวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า (Energy Saving and Analysis Kit) ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์คุณภาพพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทำให้เราควบคุมคุณภาพพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมและสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าได้ ทำให้ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบหรือเครื่องจักรรวมถึงกระบวนการผลิต อีกทั้งยังประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการซ่อมบำรุงได้เป็นอย่างดี (ดังรูป) ชุดกระเป๋าวัดวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า (Energy Saving and Analysis Kit)   Software ชุดกระเป๋าวัดวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า (Energy Saving and Analysis Kit)      • สามารถดู Report ของค่าพลังงานย้อนหลังได้      • สามารถดูการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบรายวันและแบบรายเดือน โดยทำเป็น Billing ค่าไฟได้      • สามารถส่งข้อมูลผ่านเป็น Excel File เพื่อเป็นข้อมูลดิบไว้ทำการจัดการได้        ทางเรายังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ Software SACADA ซอต์ฟแวร์เพื่อการจัดการการบริหารงานในอุตสาหกรรม ในการวิเคราะห์ค่าพลังงานไฟฟ้าเพื่อการจัดการด้านประหยัดพลังงานในองค์กรอีกด้วย      SCADA Software เป็นโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณระยะไกล RS-485 โดยส่งค่าทางไฟฟ้าจาก Power Meter แต่ละตัว พร้อมรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และแสดงผลให้เข้าใจง่ายด้วยกราฟและตารางผ่านจอมอนิเตอร์ รวมทั้งสามารถแสดงผลย้อนหลังได้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าปัจจุบัน ทั้งยังคำนวณค่าไฟฟ้าแบบปกติ (Normal), อัตราตามช่วงเวลาของวัน (Time of Day Rate : TOD) และอัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate : TOU) เพื่อช่วยในการวางแผนประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ Energy saving and analysis kit Multifunction Power Meter Wireless 1 Phase Energy Meter 3 Phase Power and Energy Meter with RS-485 3 Phase Volt-Amp kWh-Meter with Protection Relay โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ Pressure Transmitter ให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Pressure Transmitter เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความดันหรือแรงดัน (Pressure) และแปลงสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) ออกมาเป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน เช่น 4-20mA, 0-10VDC เป็นต้น โดย Pressure Transmitter นั้น สามารถวัดได้ทั้งของเหลว (Liquid)  เช่น น้ำ (Water) และน้ำมัน (Oil) เป็นต้น รวมไปถึงการวัดความดันของนิวเมติก (Pneumatic) หรือลมและแก๊ส (Gas) นั่นเอง      ปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์ตรวจวัดแรงดันมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อาหารและยา, เคมี, ยานยนต์ เป็นต้น เพื่อวัดและควบคุมแรงดันในระบบ เช่น การวัดแรงดันนํ้ามันในกระบอกไฮดรอลิก, วัดความดันลม, วัดแรงดันน้ำของปั๊มนํ้า, วัดแรงดันไอนํ้าในหม้อนํ้า (Boiler) เป็นต้น เพื่อนำไปควบคุมและแสดงผลค่าของแรงดันที่ต้องการจะวัดของกระบวนการต่าง ๆ ในระบบ โดย Pressure Transmitter มีหน่วยในการแสดงผลของค่าแรงดันที่วัดได้ เช่น Bar, mbar, kpa, psi, mmHg เป็นต้น หรือบางทีเรียกกันว่า Pressure Transmitter, Pressure Switch, Pressure Transducer, Pressure Sensor ขึ้นอยู่กับการควบคุมของงานแต่ละประเภท ดังนี้        รูปแบบของเซ็นเซอร์วัดความดัน (Pressure Sensor) แบ่งตามลักษณะการควบคุมได้ 2 ประเภท ดังนี้           1. Pressure Switch เป็นสวิทช์แรงดันที่เปลี่ยนแรงดันทางกลผ่านชุดไดอะแฟรมเชิงกล (Mechanical Diaphragm) หรือลูกสูบ (Piston) โดยสัมผัสกับชุดสวิทช์ในการเปลี่ยนแปลงของหน้าคอนแทค (ON-OFF) เหมาะสำหรับควบคุมแรงดันในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ปั๊มลม, วาล์วหรือควบคุมแรงดันน้ำ, อากาศหรือน้ำมันไฮดรอลิก เป็นต้น  (ดังรูป) Pressure Switch (Model : P/PS 920/924/932) / Differential Pressure (Model : PD 900/904/912)             2. Pressure Transmitter เป็นอุปกรณ์วัดแรงดันที่เปลี่ยนแรงดันทางกลผ่านชุด Transducer (ชนิด Strain Gauge) ให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าในรูปแบบของอนาล็อก เช่น 0-20mA, 4-20mA , Voltage 0-5 Vdc, 0-10 Vdc เป็นต้น และ Pressure Transmitter สามารถนำมาต่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แสดงผลหรือควบคุมอื่น เช่น มิเตอร์ (Meter), คอนโทรลเลอร์ (Controller) หรือพีแอลซี (PLC) เป็นต้น เพื่อแสดงค่าแรงดันในการนำไปควบคุมในระบบได้ (ดังรูป) Pressure Transmitter EPI Series 8287        จากที่ทราบถึงประเภทของเซ็นเซอร์วัดความดัน (Pressure Sensor) ตามลักษณะการควบคุมกันทั้ง 2 แบบกันไปแล้วนั้น ต่อไปเราจะมาแนะนำในส่วนของการเลือกใช้งานของอุปกรณ์ที่วัดความดันและแปลงสัญญาณทางด้านเอาต์พุต (Output) ออกมาเป็นสัญญาณอนาล็อก 4-20mA, 0-10VDC หรือ Pressure Transmitter ว่าควรเลือกแบบใด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน   การเลือก Pressure Transmitter ให้เหมาะสมกับงาน   Pressure Transmitter EPI 8287-Series TRAFAG KS-Series TRAFAG TPSA-Series TRAFAG      อุปกรณ์วัดแรงดันมีเอาต์พุตเป็นสัญญาณอนาล็อก 4-20mA, 0-10VDC เป็นต้น เหมาะสำหรับควบคุมแรงดันในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ปั๊มลม, วาล์ว หรือควบคุมแรงดันน้ำ, อากาศ หรือน้ำมันไฮดรอลิก เป็นต้น   Flush Diaphragm Pressure Transmitter TPF-Series GEFRAN TPFADA-Series GEFRAN      อุปกรณ์วัดแรงดันแบบ Diaphragm มีเอาต์พุตเป็นสัญญาณอนาล็อก mV/V (รุ่น TPF) และ 4-20mA, 0-10VDC (รุ่น TPFA-DA) โดยใช้หลักการขยายตัวของ Strain Gauges เหมาะสำหรับวัดความดันที่มีความเหนียวสูง เช่น ของเหลวที่มีความข้น, น้ำมัน, ยาง, ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสารเคมี เป็นต้น / รุ่น TPF โครงสร้าง Diaphragm ผลิตจากสแตนเลสชนิด 17-4 PH ป้องกันสนิม / รุ่น TPFADA มีฟังก์ชั่นพิเศษคือ Digital Auto Zero & Span ทำให้ง่ายต่อการใช้งานโดยใช้ปากกาแม่เหล็ก    Melt Pressure Transmitter & Transducer M-Series GEFRAN      อุปกรณ์วัดแรงดันแบบ Melt Pressure Transmitter มีเอาต์พุตเป็นสัญญาณอนาล็อก mV/V, 4-20mA, 0-10VDC เหมาะสำหรับระบบการเติมของเหลวที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิคงที่ และอุณหภูมิสูงถึง 400 ํC ในการวัดจะทำได้โดยการเปลี่ยนความตึงให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า โดยใช้หลักการของ Strain Gauge ผลิตจากสแตนเลสชนิด 17-7 PH Corrugated Diaphragm วัสดุที่ใช้ทำ Titanium Nitride (สำหรับย่านวัดต่ำสุด 100 bar ถึง 1500 psi)   การประยุกต์ใช้งาน   อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารและยา อุตสาหกรรมยานยนต์ Pressure Transmitter Pressure Switch Digital Indicator Universal Input Digital Indicator Bar Graph Indicator With Alarm Unit   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อใช้งาน Tower Light แบบใช้ Supply DC กับ แบบใช้ Supply AC ต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) ไฟสัญญาณเสียงแจ้งเตือนสถานะของเครื่องจักร ได้มีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรในกระบวนการผลิต เพื่อเป็นสัญญาณในการเจ้งเตือนให้ผู้ปฎิบัติงานได้ทราบถึงสถานะการทำงานของเครื่องจักรในกรณีที่เครื่องจักรเกิดความขัดข้องหรือหยุดการทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเราได้มีการนำเสนอกันไปแล้วในหัวข้อ ประโยชน์ของการติดตั้ง ไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer) สำหรับแจ้งเตือนสถานะการทำงานของเครื่องจักร และ ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) ที่ใช้งานทั่วมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น การแจ้งเตือนแบบไฟสัญญาณ (Signal Tower Light), การแจ้งเตือนแบบไฟสัญญาณพร้อมเสียง (Signal Tower Light With Buzzer) หรือรูปแบบของไฟหมุนสัญญาณแจ้งเตือน (Rotation Warning Light) และลักษณะการติดตั้ง, ขนาดหรือการส่งข้อมูลแจ้งเตือนผ่าน Computer ด้วย RS-485 เพื่อนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม (ดังรูป)      จากลักษณะการติดตั้งและรูปแบบต่าง ๆ ของ Tower Light แล้ว ในการต่อใช้งานก็มีความสำคัญต่อการเลือกใช้งานของ Tower Light เช่นกัน เนื่องจากเป็นการเลือกต่อใช้งาน Tower Light แบบใช้ Supply DC (12VDC, 24VAC/DC) กับการต่อแบบใช้ Supply AC (220VAC) ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร? ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ การต่อใช้งาน Tower Light แบบใช้ Supply DC กับ แบบใช้ Supply AC ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร? เพื่อนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสมในการต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบควบคุม เช่น PLC (Programmable Logic Controller) เป็นต้น การต่อใช้งาน Tower Light แบบใช้ Supply DC กับ แบบใช้ Supply AC ต่างกันอย่างไร?   แบบที่ 1 • วงจรการต่อใช้งานแบบแรงดันไฟเลี้ยง 24VAC/DC ส่วนใหญ่จะใช้งานร่วมกับ PLC เป็นหลัก โดยต่อจากสัญญาณ Output ของ PLC เช่น NPN หรือ PNP เพื่อสั่งให้ LED ของ Tower Light ติดค้าง (Continuous Lighting) หรือติดกระพริบได้ โดยคำสั่ง ON-OFF จาก PLC   แบบที่ 2 แบบที่ 3 • วงจรการต่อใช้งานแบบแรงดันไฟเลี้ยง 24VAC/DC (Supply แยก) เป็นการต่อใช้งานผ่านหน้าคอนแทค (External Contact) ในการต่อใช้งานโดยใช้สาย Common (สีเทา) แบบติดค้าง (Continuous Lighting) หรือใช้สาย Common (สีน้ำตาล) แบบติดกระพริบ (Flashing  Lighting) เพื่อสั่งให้ LED ของ Tower Light ทำงาน • วงจรการต่อใช้งานแบบแรงดันไฟเลี้ยง 220VAC (Supply แยก) เป็นการต่อใช้งานผ่านหน้าคอนแทค (External Contact) ในการต่อใช้งานโดยใช้สาย Common (สีเทา) แบบติดค้าง (Continuous Lighting) หรือใช้สาย Common (สีน้ำตาล) แบบติดกระพริบ (Flashing  Lighting) เพื่อสั่งให้ LED ของ Tower Light ทำงาน ตัวอย่างการใช้งาน Tower Light ไฟสัญญาณเสียงแจ้งเตือนสถานะของเครื่องจักร   • การติดตั้งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น แบบแนวตรง • เหมาะกับการติดตั้งไว้ด้านบนของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น   • การติดตั้งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น แบบปรับทิศทางการติดตั้งแบบแนวตรงและแนวตั้งฉาก 90 องศาได้ (2 Way) • เหมาะกับการติดตั้งไว้ด้านบนและด้านข้างของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น • การติดตั้งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น แบบแนวตรง (1 ชั้น) • เหมาะกับการติดตั้งไว้ด้านบนของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Tower Light ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ติดตั้งแบบไหนได้บ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแจ้งเตือนหรือแสดงสถานะการทำงานของเครื่องจักรในรูปแบบของสัญาณไฟและเสียง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่อยู่หน้างานได้รับรู้สถานะการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้นนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบสัญญาณไฟติดกระพริบ (Flashing) หรือสัญญาณไฟติดค้าง (Continuous) โดยแต่ละชั้นของสีไฟที่แสดงออกมา ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้สีอะไรแสดงสถานะการทำงานของเครื่องจักรในรูปแบบใด เช่น สีเขียว หมายถึง เครื่องจักรกำลังทำงาน, สีเหลือง หมายถึง แจ้งผู้ปฏิบัติงานให้เข้ามาดูเครื่องจักร, สีแดง หมายถึง เครื่องจักรหยุดทำงาน หรืออื่น ๆ เป็นต้น โดยผู้ปฏิบัติงานจะสามารถมองเห็นสัญญาณไฟได้ชัดเจนด้วยมุม 360 องศา นอกจากนี้ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้นยังมี Buzzer สำหรับแจ้งเตือนผู้ปฎิบัติงานด้วยเสียง (90 dB for 1 M.) ให้รับทราบกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในระยะรัศมี 1 เมตร        ปัจจุบันในแวดวงอุตสาหกรรมเมืองไทยเราเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในแวดวงดังกล่าวนี้จะมีความรู้จักหรือเคยเห็นผ่านตาอุปกรณ์ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ที่มีรูปแบบการติดตั้งที่หลากหลาย โดยรูปแบบการติดตั้งจะขึ้นอยู่กับหน้างานและจุดประสงค์ของงานแต่ละที่ เช่น สายพานลำเลียง (Line Conveyer) การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม, เครื่องจักรที่ต้องการได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ, หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “Tower Light ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ติดตั้งแบบไหนได้บ้าง?” โดยการติดตั้งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ในบริเวณต่าง ๆ นั้นต้องมีอุปกรณ์เสริม เช่น แท่นฉาก, ฉากยึดผนัง, ฉากยึดพื้น เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้การติดตั้งนั้นง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกอุปกรณ์เสริมเราควรดูว่าสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ที่เรามีอยู่หรือไม่   ตัวอย่างรูปแบบการติดตั้งของทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น   รูปแบบการติดตั้งแบบ Bracket (ฐานทรงกลม) หรือแบบแนวตรง คุณสมบัติ ตัวอย่างการติดตั้ง • ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ถูกออกแบบให้ติดตั้งไว้ด้านบนของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น • การติดตั้งฐาน Bracket จะถูกยึดด้วยสกรูเข้ากับเครื่องจักรอย่างแน่นหนา • พื้นที่ของการติดตั้งต้องมีลักษณะเป็นพื้นเรียบ ** หมายเหตุ : สามารถเลือกความยาวของเสา (Pole) ได้ตามความเหมาะสมของหน้างาน   รูปแบบการติดตั้งแบบ Bracket (2 Way) หรือแบบพับได้ คุณสมบัติ ตัวอย่างการติดตั้ง • ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ถูกออกแบบให้ติดตั้งไว้ด้านบน และด้านข้างของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น หรือติดตั้งบนผนัง หรือกำแพงของอาคารได้ (90 องศา) • สามารถปรับทิศทางการติดตั้งแบบแนวตรงและแนวตั้งฉาก 90 องศาได้ (2 Way) • การติดตั้งฐาน Bracketจะถูกยึดด้วยสกรูเข้ากับเครื่องจักรอย่างแน่นหนา • พื้นที่ของการติดตั้งต้องมีลักษณะเป็นพื้นเรียบ  ** หมายเหตุ : สามารถเลือกความยาวของเสา (Pole) ได้ตามความเหมาะสมของหน้างาน   รูปแบบการติดตั้งแบบ Bracket (90 องศา) หรือแบบ L คุณสมบัติ ตัวอย่างการติดตั้ง • ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ถูกออกแบบให้ติดตั้งไว้ด้านข้างของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น หรือติดตั้งบนผนังหรือกำแพงของอาคารได้ • การติดตั้งแบบนี้เหมาะกับเครื่องจักรที่มีพื้นที่ว่างด้านข้าง • การติดตั้งฐาน Bracket แบบ L จะถูกยึดด้วยสกรูเข้ากับเครื่องจักรอย่างแน่นหนา • พื้นที่ของการติดตั้งต้องมีลักษณะเป็นพื้นเรียบ   รูปแบบการติดตั้งแบบ Bracket (90 องศา) หรือแบบ L (Pole : ABS-V0) คุณสมบัติ ตัวอย่างการติดตั้ง • ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ถูกออกแบบให้ติดตั้งไว้ด้านข้างของเครื่องจักร, ตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น หรือติดตั้งบนผนังหรือกำแพงของอาคารได้ • การติดตั้งแบบนี้เหมาะกับเครื่องจักรที่มีพื้นที่ว่างด้านข้าง • การติดตั้งฐาน Bracket แบบ L (Pole วัสดุ : ABS-V0) จะถูกยึดด้วยสกรูเข้ากับเครื่องจักรอย่างแน่นหนา • พื้นที่ของการติดตั้งต้องมีลักษณะเป็นพื้นเรียบ        จากรูปแบบการติดตั้งทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อ Primus ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย โดยผลิตภัณฑ์ทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้นดังกล่าว ผู้ปฏิบัติงานสามารถสลับชั้นของสีและการตั้งค่าของไฟเพื่อแสดงสถานะการทำงานของเครื่องจักร อีกทั้งยังสามารถต่อใช้งานได้ด้วยตัวเอง   วิธีการประกอบทาวเวอร์ไลท์ (Tower Light) หรือ ไฟสัญญาณเตือนแบบชั้น กรณีสลับชั้นของสีไฟ   เชื่อมต่อแต่ละชั้นด้วย Connector • ทำการเปิด (หมุนทวนเข็มนาฬิกา) • ทำการล็อค (หมุนตามเข็มนาฬิกา)    ทำการประกอบเข้ากับ Pole+Bracket และต่อสาย ตาม Wiring Diagram ในคู่มือ เพียงแค่นี้ก็สามารถติดตั้ง และใช้งานได้   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Switching Power Supply คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Switching Power Supply (สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย) คือ อุปกรณ์แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่มีแรงดันสูง เช่น 220VAC ไปเป็นแรงดันไฟฟ้าที่มีแรงดันต่ำ โดย Switching Power Supply จะทำงานในลักษณะเดียวกันกับหม้อแปลงแรงดันทั่วไป แต่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและมีขนาดเล็กกว่า โดยหลักการทั่วไปของ Switching Power Supply จะประกอบด้วย เรคติไฟเออร์ (Rectifier) ทำหน้าที่ แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง, คอนเวอร์เตอร์ (Converter) ทำหน้าที่ แปลงความถี่แรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่ความถี่สูง และแปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีความต้านทานทางด้านเอาต์พุตของแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้ได้ตามความต้องการอีกครั้ง   รูปแสดงวงจรเบื้องต้นของ Switching Power Supply (สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย)        Switching Power Supply (สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย) ในปัจจุบันมีหลากหลายรุ่นที่ใช้กันแพร่หลายในงานอุตสาหกรรม เช่น Switching Power Supply แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับจาก 220VAC เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง 24VDC (1.2A, 2.5A, 5A, 10A) หรือ 12VDC (2A, 5A, 10A, 20A) เป็นต้น โดย Switching Power Supply ที่ทางบริษัท ไพรมัส จำกัด ผลิตและจำหน่ายมีรุ่นแนะนำดังนี้   PM-024S-1.2 PM-024S-2.5 PM-024S-5 Switching Power Supply แปลงแรงดันไฟฟ้า 220VAC เป็น 24VDC, 1.2 A Switching Power Supply แปลงแรงดันไฟฟ้า 220VAC เป็น 24VDC, 2.5 A Switching Power Supply แปลงแรงดันไฟฟ้า 220VAC เป็น 24VDC, 5 A โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
PLC+HMI UNITRONICS มีหน้าจอแบบไหนบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เมื่อเราพูดถึง PLC (Programmable Logic Controller) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรโดยมีส่วนของ Input-Output และตัวประมวลผล โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็น PLC มีวิวัฒนาการพัฒนามาเรื่อย ๆ ตั้งแต่การเขียนโปรแกรมใน PLC โดยใช้ Ladder Diagram PLC เขียนลงกระดาษก่อนแล้วค่อยเขียนลงในตัว PLC โดยใช้ Keypad แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น การเขียน PLC สามารถเขียน Ladder Diagram ใน Computer PC ได้เลย รวมทั้งการใช้งาน PLC ร่วมกับ HMI (Human Machine Interface) ในการควบคุมเครื่องจักรผ่านหน้าจอแบบต่าง ๆ ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำหน้าจอแบบต่าง ๆ ที่ PLC ในปัจจุบันมี ยี่ห้อ UNITRONICS ข้อดีของยี่ห้อ UNITRONICS นี้คือ การเขียนโปรแกรมของหน้าจอ และโปรแกรม Ladder ของ PLC นั้น สามารถใช้โปรแกรมตัวเดียวกันได้เลย ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้โปรแกรม และตัวโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนฟรีอีกด้วย เรามาทำความรู้จักหน้าจอ (Display) ของ PLC UNITRONICS แบบต่างๆ กันครับ   M91 MICRO-OPLCTH JAZZ MICRO-OPLCTH SAMBA คุณสมบัติ • จอแสดงผลชนิดตัวอักษร/ตัวเลข 2 บรรทัด • สามารถขยาย Input/Output ได้ • ออกแบบหน้าจอได้ 60 หน้า • รองรับ Font ได้ 15 ภาษา • IP65/NEMA4X   คุณสมบัติ • จอแสดงผลชนิดตัวอักษร/ตัวเลข 2 บรรทัด • ออกแบบหน้าจอได้ 60 หน้า • รองรับ Font ได้ 15 ภาษา • IP65/NEMA4X   คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 3.5”, 4.3”, 7” • I/O Option Include High-Speed • จอแสดงผลชนิด TFT 65,536  สี+LED BACKLIGHT • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • รองรับ Font ได้ 15 ภาษา • IP65/NEMA4X   V570 COLOR OPLCTH 1040 COLOR OPLCTH V260 GRAPHIC/TOUCH OPLCTH คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 5.7” • จอแสดงผลชนิด TFT 65,536  สี+LED BACKLIGHT • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O ได้ • IP65/NEMA4X คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 10.4” • จอแสดงผลชนิด TFT 65,536  สี+LED BACKLIGHT • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O ได้ • IP65/NEMA4X คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 5.4 ” • จอแสดงผลขาว-ดำ • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O ได้ • IP65/NEMA4X     V280 GRAPHIC/TOUCH OPLCTH V530 GRAPHIC/TOUCH OPLCTH UNISTREAM COLOR OPLCTH คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 4.7” • จอแสดงผลขาว-ดำ • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O ได้ • IP65/NEMA4X   คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 5.7” • จอแสดงผลขาว-ดำ • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • สามารถใช้งานร่วมกับ Snap-In I/O ได้ • IP65/NEMA4X   คุณสมบัติ • ขนาดจอแสดงผล 15.6 ” • จอแสดงผล16,777,216  สี +LED BACKLIGHT • แสดงรูปภาพกราฟฟิก+กราฟเส้นได้ • 2 Ethernet Port 10/100 Base-T • VNC Viewer (Monitor ผ่าน Smart Phon) ตัวอย่าง Application การใช้งาน PLC (Programmable Logic Controller) + HMI (Human Machine Interface) ในงานอุตสาหกรรม   Medical Water / Waste Water Manufacturing Automotive   Food and Beverage Textile Refrigeration Packing    โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้ นำไปใช้งานแบบไหนได้บ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้ เป็นพัดลมดูดอากาศ (Exhaust Radial Fans) ทำหน้าที่ดูดลมร้อนที่ลอยตัวขึ้นสูงภายในตู้และเหวี่ยงลมร้อนออกสู่ภายนอกตู้ (โดยปกติอากาศที่มีความร้อนจะลอยตัวจากด้านล่างขึ้นด้านบน) เหมาะสำหรับติดตั้งพัดลมบนหลังคาตู้คอนโทรล, ตู้คอนโทรลที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายในตู้ (MDB) หรือติดตั้งหลังคาตัวอาคาร โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนภายในตู้ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดการถ่ายเทของอากาศภายในตัวอาคารและลดความอับชื้นภายในอาคารได้ โดย Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้มีลักษณะรูปแบบโครงสร้างทั้งแบบเหล็ก ซึ่งสามารถใช้ในงานนอกอาคาร (Outdoor) ได้ และโครงสร้างแบบพลาสติก เหมาะสำหรับงานในอาคาร (Indoor) ดังรูป        รูปแบบ Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้     Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้ โครงสร้างแบบเหล็ก Steel (PMB.02) Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้ โครงสร้างแบบพลาสติก Plastic ABS (PMB.03)      ในการติดตั้ง Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้นั้นจะติดตั้งในตำแหน่งบนหลังตู้คอนโทรล โดยลักษณะทิศทางของอากาศที่มีความร้อนจะลอยตัวจากด้านล่างขึ้นด้านบน (ดังรูป) รูปแสดงลักษณะทิศทางการดูดลมร้อนของพัดลมติดหลังคาตู้ (Roof Fan)      พัดลม Roof Fan จึงมีประโยชน์ในการเป็นตัวช่วยระบายอากาศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นลักษณะการดูดลมแบบเหวี่ยง จึงทำให้อากาศภายในตู้คอนโทรล, ตู้ไฟฟ้า มีอากาศใหม่ไหลเวียนเข้ามาแทนที่ ซึ่งจะช่วยลดกลิ่นอับและความชื้นเนื่องจากมีการไหลเวียนของอากาศใหม่ที่บริสุทธิ์ และเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นควรติดตั้ง Thermostat (CMA-001/CMA-002) สำหรับเพื่อตัดต่อการทำงานของพัดลมและยืดอายุการใช้งาน        Roof Fan พัดลมติดหลังคาตู้ สามารถนำมาประยุกต์ไปใช้งานแบบไหนได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น     สำหรับติดตั้งพัดลมบนหลังคาตู้คอนโทรล, ตู้คอนโทรล ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายในตู้ สำหรับติดตั้งระบายอากาศในโรงงานอุตสาหกรรม, อาคารต่าง ๆ Exhaust Radial Fans Roof Fans Cabinet Filter Fan Filter Fans Digital Thermostat โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
มิเตอร์แบบเข็ม (Analog Meter) และมิเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Meter) มีหลักการทำงานอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      มิเตอร์ (Meter) ในความหมายทั่วไป คือ ตัวแสดงผลหรือตัวแสดงค่าต่าง ๆ ให้เราได้ทราบค่าถึงปริมาณสิ่งของต่าง ๆ เช่น ระดับน้ำ (Water Level), แรงดันไฟฟ้า (Voltage), กระแสไฟฟ้า (Current), สัญญาณอนาล็อก 4-20mA, 0-10VDC, RPM, Frequency หรือค่าอื่น ๆ มิเตอร์รุ่นเก่า ๆ ส่วนใหญ่เราจะเห็นมิเตอร์ (Meter) แสดงผลในรูปแบบเข็มและมีสเกลของมิเตอร์เพื่อใช้ในการอ่านค่า ข้อเสียของมิเตอร์แบบเข็ม (Analog Meter) คือ การอ่านค่าของแต่ละคนนั้นมักจะอ่านค่าไม่เท่ากัน เนื่องจากอาจเกิดความผิดพลาดจากการอ่าน ซึ่งส่งผลให้ค่าที่อ่านเกิดความผิดพลาดได้ โดยทั่วไปหลักการทำงานของมิเตอร์แบบเข็ม (Analog Meter) จะใช้หลักการของ Moving Coil โดยการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดเคลื่อนที่ (Moving Coil) ซึ่งเข็มของมิเตอร์จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสที่ไหลผ่านขดลวด ดังรูป   Analog Volt Meter Analog Amp Meter Watt Meter      และส่วนของมิเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Meter) จะอาศัยหลักการของการเปลี่ยนแปลงสัญญาณอนาล็อกที่เข้ามาให้เป็นสัญญาณดิจิตอล โดยผ่านตัว A/D Converter แล้วทำการแสดงผลผ่านตัวเลขในรูปแบบ 7-Segment แสดงผลดังรูป   1 Phase Digital Volt Meter 1 Phase Digital Amp Meter 1 Phase Watt Meter 1 Phase Digital Volt-Amp Meter 1 Phase Digital Volt-Amp-Watt Meter Power & Energy Meter Multifunction Meter Wireless 1 Phase Energy Meter Power Meter with Protection Relay Volt  Meter 4-20 mA Digital Indicator 0-10VDC Digital Indicator      ตัวอย่าง Application การใช้งาน Analog Meter และ Digital Meter ในงานอุตสาหกรรม   Oil & Gas Pump Power & Energy Building Automation Food and Beverage Textile Education Packing   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Axial Fans มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Axial Fans เป็นพัดลมที่มีส่วนประกอบของครีบใบพัด (Propeller Fins) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) โดยตรงบนแกนหมุน ซึ่งครีบใบพัดทั้งหมดจะถูกติดตั้งโดยตรงอยู่บนแกนหมุน (Axial Rotate) และเมื่อแกนกับครีบใบพัดหมุนส่งผลให้อากาศ (Air) ของพัดลมแบบ Axial Fans จะไหลขนานกับแกนของใบพัด และตั้งฉากกับระนาบการหมุนของใบพัด โดยชุดใบพัดจะถูกติดตั้งบนแกนเพลาขับของมอเตอร์ต้นกำลังซึ่งอยู่ภายในตัวพัดลม ทำให้มอเตอร์สามารถระบายความร้อนออกไปกับอากาศที่ถูกขับเคลื่อน ซึ่งพัดลมชนิด Axial Fans จะมีทิศทางลมให้เลือก 2 ทิศทาง คือ 1. ชนิดใบพัดแบบเป่าลม Sent A (ให้ทิศทางลมไปที่หน้าใบพัด) 2. ชนิดใบพัดแบบดูดลม Sent V (ให้ทิศทางลมไปที่ท้ายมอเตอร์) ดังรูป รูปแสดงลักษณะทิศทางลมของพัดลม Axial Fans      พัดลมชนิด Axial Fans หรือเรียกอีกอย่างว่า พัดลมแบบอากาศไหลตามแนวแกน (Axial Flow Fans) เหมาะกับงานระบายอากาศที่มีความต้านทานลมต่ำ มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายง่าย (ดังรูป) พัดลมแบบใบพัด (Propeller Fan) ชนิด  Axial Fans        พัดลมแบบใบพัด (Propeller Fan) หรือ พัดลมแบบอากาศไหลตามแนวแกน (Axial Flow Fans) สามารถแบ่งตามประเภท ได้ 2 แบบ คือ      1. พัดลมที่ให้ลมหมุนเป็นเกลียว (Tube Axial Fans) พัดลมแบบอากาศไหลตามแนวแกนชนิดนี้ มีโครงสร้างประกอบด้วยชุดใบพัดซึ่งหมุนอยู่ภายในท่อรูปทรงกระบอก ลมที่ถูกขับเคลื่อนให้ผ่านชุดใบพัดจะหมุนเป็นเกลียว มีลักษณะการไหลแบบปั่นป่วน พัดลมชนิดนี้ให้ค่าความดันลมปานกลาง (ดังรูป) พัดลมที่ให้ลมหมุนเป็นเกลียว (Tube Axial Fans)        2. พัดลมที่ให้ลมในแนวเส้นตรง (Vane Axial Fans) พัดลมแบบอากาศไหลตามแนวแกนชนิดนี้ จะมีแผ่นครีบเพื่อใช้ในการบังคับการไหลของอากาศที่ถูกขับเคลื่อน ติดตั้งอยู่ภายในตัวของพัดลมบริเวณท่อทางออกด้านหลังของชุดใบพัด เพื่อช่วยให้การไหลของอากาศที่ถูกขับเคลื่อนมีทิศทางเป็นเส้นตรงมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดลักษณะการไหลของอากาศปั่นป่วนลดลงและลดพลังงานสูญเสียเนื่องจากการไหลของอากาศปั่นป่วนภายในระบบให้น้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานและราคาสูงกว่าพัดลมชนิด Tube Axial Fans (ดังรูป) พัดลมที่ให้ลมในแนวเส้นตรง (Vane Axial Fans)      จากที่เราได้ทราบประเภทของ Axial Fans พัดลมแบบที่ให้ลมหมุนเป็นเกลียว (Tube Axial Fans) และพัดลมที่ให้ลมในแนวเส้นตรง (Vane Axial Fans) ทั้ง 2 แบบกันไปแล้วนั้น และพัดลม Axial Fans ทั้ง 2 แบบ มีความแตกต่างกันอย่างไร อธิบายได้ดังนี้   ความแตกต่างของ Axial Fans พัดลมที่ให้ลมหมุนเป็นเกลียว (Tube Axial Fans) พัดลมที่ให้ลมในแนวเส้นตรง (Vane Axial Fans) • ลักษณะการไหลของทิศทางลมแบบปั่นป่วน • ค่าความดันลมปานกลาง • ราคาถูกกว่าพัดลมชนิด Vane Axial Fans                                             • มีทิศทางลมเป็นเส้นตรง ช่วยลดลักษณะการไหลของอากาศปั่นป่วนลดลง • ลดพลังงานสูญเสียเนื่องจากการไหลของอากาศปั่นป่วนภายในระบบน้อยลง • ราคาสูงกว่าพัดลมชนิด Tube Axial Fans      นอกจากนี้ยังมีพัดลมหลายชนิดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมโรงเหล็ก, โกดัง, ฟาร์ม เป็นต้น เช่น พัดลมโบลเวอร์ (Blower), พัดลมแบบหมุนเหวี่ยง (Centrifugal), พัดลมแบบ Cross Flow Fan และในการติดตั้งพัดลมควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่น การเลือกแรงลมที่เหมาะสม ตำแหน่งในการติดตั้ง เพื่อให้การทำงานของพัดลมระบายอากาศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก โกดังสินค้า   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Temperature Controller กับ Thermostat ลักษณะการใช้งานต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรมมีด้วยกันหลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่น Temperature Controller และ Thermostat  ทั้งสองนี้คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิตามที่เราต้องการ ซึ่งหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึง Temperature Controller กับ Thermostat ลักษณะการใช้งานต่างกันอย่างไร?        Temperature Controller คือ เครื่องควบคุมอุณหภูมิ และ Process ต่าง ๆ แบ่งเป็นแบบ Analog Temperature Controller และ Digital Temperature Controller ที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณอินพุตจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple, RTD, NTC/PTC) หรือสัญญาณอนาล็อกมาตรฐาน (4-20mA, 0-10VDC) และทำการสั่งงานเอาต์พุต (Relay, SSR, 4-20mA, 0-10VDC) เพื่อไปควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น Heater, Solid State Relay, Motor, Vale, Pump Water เป็นต้น ตามเงื่อนไขที่ทำการตั้งค่าไว้ โดยกระบวนการควบคุมนั้นมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ เช่น ON-OFF Control, PID Control, Fuzzy Logic Control เป็นต้น   CMA-Series Analog Temperature Controller TMP-Series Digital Temperature Controller TTM-00W-Series Digital Temperature Controller      โดยการทำงานของ Temperature Controller ขอยกตัวอย่างดังรูปคือจะมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple, RTD, NTC/PTC) ทำหน้าที่วัดอุณหภูมิส่งมาที่ Temperature Controller เพื่อทำการประมวลผลตามค่าที่ตั้งไว้ หากอุณหภูมิไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ Temperature Controller จะจ่ายแรงดันไปให้ฮีตเตอร์ (Heater) เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ตัวอย่างการทำงานของ Temperature Controller ควบคุมอุณหภูมิในเตาอบให้ได้อุณหภูมิตามที่ต้องการ        เทอร์โมสตัท (Thermostat) คือ อุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ไฟฟ้า, เตาอบ, โรงเรือนเพาะชำ, ตู้ฟักไข่ เป็นต้น มีทั้งแบบ Analog Thermostat, Digital Thermostat และ Digital Hygrostat and Thermostat Controller (วัดอุณหภูมิและความชื้นในตัวเดียวกัน) โดยรับสัญญาณอินพุตจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิประเภท PTC ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ที่เหมาะกับการควบคุมอุณหภูมิย่านต่ำ ๆ โดย Thermostat จะมีรุ่นที่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว (Internal Input) และสามารถต่อเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิจากภายนอก (External Input) โดยรูปแบบการ Control เป็นแบบ ON-OFF (Cool/Heat) สามารถตั้งค่า Set Point อุณหภูมิโดยมีย่านเท่ากับ 0-80 ํC และความชื้นเท่ากับ 0-100% RH เพื่อควบคุมการสั่งงานของเอาต์พุต (Relay) ไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น พัดลม 2 ตัว ที่ทำหน้าที่ระบายความร้อนภายในตู้คอนโทรลเพื่อสลับการทำงานของพัดลม ทำให้ยืดอายุการทำงานของพัดลมไม่ให้ทำงานหนักจนเกินไป เป็นต้น   CMA-001                     Analog Thermostat                     CMA-002                     Digital Thermostat                     CMA-004 Digital Hygrostat and Thermostat Controller ตัวอย่างการติดตั้งของ Thermostat      จากที่เราได้ทราบประเภทของ Temperature Controller กับ Thermostat ทั้ง 2 แบบนั้น เราจะมาอธิบายลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้        ลักษณะการใช้งานต่างกันของ Temperature Controller กับ Thermostat   เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) เทอร์โมสตัท (Thermostat) • เหมาะกับการควบคุมอุณหภูมิที่ติดลบจนถึงอุณหภูมิที่สูง • แบบ Digital Temperature Controller มี 7-Segment 2 แถว แสดงค่าอุณหภูมิที่วัดได้ และค่า Set Point ที่ตั้งไว้ • ไม่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว (ทำให้ต้องหาซื้อเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเพิ่ม) • เซ็นเซอร์ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นระหว่างหัววัดอุณหภูมิหรือสัญญาณที่เป็น 4-20 mA • มีรูปแบบการ Control ที่หลากหลาย เช่น ON-OFF Control, PID Control, Fuzzy Logic Control • การตั้งค่า Set Point ซับซ้อน เนื่องจากเหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิที่มีความแม่นยำและละเอียดสูง • Output มีให้เลือกแบบ Relay, SSR, 4-20mA, 0-10VDC • การติดตั้งแบบ Panel • เหมาะกับการควบคุมอุณหภูมิที่ย่านต่ำ 0-80% • แบบ Digital Thermostat มี 7-Segment 1 แถว สำหรับแสดงค่าอุณหภูมิที่วัดได้ • มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว และสามารถต่อเซ็นเซอร์จากภายนอกได้ • มีรุ่นที่วัดอุณหภูมิและความชื้นในตัวเดียวกัน • รูปแบบการ Control แบบ ON-OFF (Heat/Cool) • การตั้งค่า Set Point ไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย • Output แบบ Relay • การติดตั้งแบบ Din Rial        ตัวอย่าง Application การใช้งานกลุ่มเครื่องควบคุมอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรม   อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ตู้ Server ตู้ไฟฟ้า, ตู้สวิทช์บอร์ด Analog Temperature Controller Digital Temperature Controller Single Phase Solid State Relay Analog Thermostat Digital Thermostat   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Solid State Relay มีแบบใดบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      โซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay : SSR) เป็นสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์ (เทคโนโลยีของ Semiconductor) ที่ไม่ใช้หน้าสัมผัสในการตัดต่อวงจรเหมือนรีเลย์ธรรมดาทั่วไป ทำให้ไม่มีส่วนเคลื่อนที่ จึงลดเสียงรบกวนเวลาตัดต่อและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ารีเลย์ทั่วไป ซึ่ง Solid State Relay มีข้อดีอย่างไร จากที่เราเคยได้นำเสนอกันไปแล้วนั้นในหัวข้อ Solid State Relay ดีกว่า Relay ทั่วไปอย่างไร และในหัวข้อนี้เราจะมานำเสนอหัวข้อ Solid State Relay มีแบบใดบ้าง? โดยแบ่งได้ตามประเภท ดังนี้        ประเภทของโซลิดสเตตรีเลย์ (Solid State Relay : SSR)   Single Phase Solid State Relay (โซลิดสเตตรีเลย์ แบบ 1 เฟส) Three Phase Solid State Relay (โซลิดสเตตรีเลย์ แบบ 3 เฟส) • Single Phase Solid State Relay เป็นโซลิดสเตตรีเลย์ แบบ 1 เฟส ภายในจะประกอบด้วย Semiconductor ไม่มีหน้าคอนแทค จึงทำให้ไม่มีการ Arc เหมาะกับงานที่มีการ ON/OFF บ่อย ๆ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน   • Three Phase Solid State Relay เป็นโซลิดสเตตรีเลย์ แบบ 3 เฟส เมื่อมีสัญญาณ Input ตามย่านของแรงดันควบคุม Output จะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 เฟส ภายในจะประกอบด้วย Semiconductor ไม่มีหน้าคอนแทค จึงทำให้ไม่มีการ Arc เหมาะกับงานที่มีการ ON/OFF บ่อย ๆ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน Two Phase Solid State Relay (โซลิดสเตตรีเลย์แบบ 2 เฟส) Phase Angle Solid State Relay (โซลิดสเตตรีเลย์ปรับค่าได้) • Two-Phase Solid State Relay เป็นโซลิตสเตตรีเลย์แบบ 2 เฟส สำหรับใช้งานแบบคอนโทรล 2 เอาต์พุตในตัวเดียวกัน สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานแบบ 3 เฟสได้   • Phase Angle Solid State Relay เป็นโซลิดสเตตรีเลย์แบบปรับค่าเร่ง-หรี่ได้ตามสัญญาณอินพุตที่เข้ามา เช่น สัญญาณ 4-20mA หรือ R ปรับค่าได้ (R-Volume) ใช้กับงานควบคุม เช่น ความสว่างของหลอดไฟหรือความร้อนของฮีตเตอร์ เป็นต้น DC Solid State Relay / Slim Solid State Relay with Heat Sink Solid State Relay for PCB / Solid State Relay for DIN Rail • DC Solid State Relay ออกแบบมาเพื่อใช้งานสำหรับแรงดันไฟ DC เท่านั้น เหมาะกับงานที่ใช้กับโหลดไม่สูงมากนัก ในรุ่น SCC และ รุ่น SUM/SIM (Slim Solid State Relay) เหมาะกับงานที่มีพื้นที่จำกัด และมี Heat Sink เพื่อระบายความร้อนในตัว • Solid State Relay for PCB/Din Rail สำหรับติดตั้งลงบนแผ่นวงจร PCB ในรุ่น SKA/SKB และรุ่น XKAโซลิดสเตตรีเลย์ที่มี Socket ในตัว สามารถติดตั้งบนราง DIN Rail ได้เลย        จากที่เราได้ทราบประเภทของ Solid State Relay เพื่อการเลือกนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Solid State Relay ให้ดียิ่งขึ้น ควรติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์ระบายความร้อน (Heat Sink) เพิ่มด้วย โดยสามารถนำมาใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) สำหรับควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ (Heater) ในงานต่าง ๆ เช่น เครื่องฉีดพลาสติก, เครื่องเพ็คกิ้งหรือในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น      ตัวอย่าง Application ในงานต่าง ๆ   เครื่องบรรจุภัณฑ์ ตู้อบอาหาร ตู้อบอาหาร เครื่องชงกาแฟ เครื่องบรรจุเม็ดยา เครื่อง Chiller Single Phase Solid State Relay Three Phase Solid State Relay  Phase Angle Solid State Relay Phase Angle Solid State Relay Solid State Relay CELDUC โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ถ้าต้องการวัด RPM ของ Motor ทำอย่างไรได้บ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เครื่องวัดความเร็วรอบ (Tachometer) หรือ RPM Meter เป็นอุปกรณ์วัดความเร็ว (Speed) ในการเคลื่อนที่ของวัตถุ ส่วนใหญ่จะประยุกต์ใช้งานในการวัดความเร็วรอบของเครื่องจักร เช่น เพลาของล้อรถยนต์, ความเร็วของมอเตอร์ เป็นต้น โดยหน่วยของ Tachometer มีหน่วยเป็น รอบต่อนาที RPM (Revolutions Per Minute) ซึ่งในที่นี้เราจะมาพูดถึงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ไปใช้ในการวัดความเร็วในการหมุน (Rotation Speed), แกนเพลาของมอเตอร์ (Motor Shaft) ในขณะที่มอเตอร์ทำงานว่าหมุนด้วยความเร็วเท่าไหร่ในหนึ่งรอบต่อนาที (RPM) ซึ่งความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีความสำคัญต่อการเลือกมอเตอร์ (Motor) หรือเปลี่ยนมอเตอร์ (Motor) เพราะหากเลือกมอเตอร์ที่มีความเร็วรอบ (RPM) ไม่ตรงตามความต้องการในการนำไปใช้งานจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามลักษณะงานที่เราต้องการได้ โดย Tachometer มีรูปแบบของการแสดงค่าความเร็วรอบ (RPM) ทั้งแบบ Analog Tachometer และแบบ Digital Tachometer (ดังรูป)        ชนิดของเครื่องแสดงผลการวัดความเร็วรอบ (Tachometer) Analog Tachometer แบบหน้าปัดเข็มอนาล็อกสำหรับอ่านค่าอย่างเดียว ไม่สามารถคำนวณค่าหรือบันทึกค่าได้ Digital Tachometer (CM-001) แสดงผลแบบดิจิตอลในรูปแบบตัวเลข LCD หรือ LED เป็นต้น สามารถคำนวณผลและบันทึกค่าได้      ถ้าต้องการวัดความเร็วรอบ (RPM) ของ Motor จะทำอย่างไรได้บ้าง? ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำกัน โดยแบ่งตามประเภทของเครื่องวัดความเร็วรอบ (Tachometer) ได้ 2 ประเภท ดังนี้      1. ประเภทของการวัดความเร็วรอบแบบสัมผัส (Contact Tachometer) จะใช้ในการวัดรอบต่อนาที (RPM) โดยการสัมผัสโดยตรงกับเพลาหมุน หรือเครื่องมือวัดกับแกนเพลาของมอเตอร์ (Motor Shaft) และสร้างสัญญาณพัลส์ (Pluse) โดยแสดงค่าที่เครื่องวัดความเร็ว (Speed) และเปลี่ยนเป็นรอบต่อนาที (RPM)  (ดังรูป 1.1) รูป 1.1 แสดงการวัดความเร็วรอบ (RPM) ของแกนมอเตอร์ของเครื่องวัดความเร็วรอบแบบสัมผัส (Contact Tachometer)        2. ประเภทของการวัดความเร็วรอบแบบไม่สัมผัส (Non Contact Tachometer) จะเป็นการวัดความเร็วรอบแบบไม่สัมผัสโดยตรงกับเพลาหมุนของมอเตอร์ (Motor Shaft) ในการวัดรอบต่อนาที (RPM) โดยใช้แสง Infrared หรือ Laser ในการยิงไปที่แกนเพลา (Shaft) ของมอเตอร์ และแสดงค่าออกมา (ดังรูป 1.2) รูป 1.2 แสดงการวัดความเร็วรอบ (RPM) ของแกนมอเตอร์ของเครื่องวัดความเร็วรอบแบบไม่สัมผัส (Non Contact Tachometer)        การประยุกต์ใช้งานเครื่องวัดความเร็วรอบ (Tachometer)        ตัวอย่าง : การใช้ Tachometer รุ่น CM-001 ที่รับสัญญาณพัลส์ (Pulse) จากพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Tachometer รุ่น CM-001 ร่วมกับพร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์ (Proximity Sensor) ในการวัดค่าความเร็วรอบต่อนาที (RPM) ของมอเตอร์สายพานลำเลียง        ตัวอย่าง : การวัดความเร็วรอบโดยใช้ Digital Indicator รุ่น CM-004N (Input 4-20mA) เพื่อแสดงความเร็วรอบ 0-1500 RPM รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Tachometer เพื่อรับสัญญาณ 4-20mA จาก  Inverter ในการวัดและแสดงค่าความเร็วรอบต่อนาทีของมอเตอร์สายพานลำเลียง        การต่อวงจรการใช้งานของ Tachometer รุ่น CM-001   Proximity Switch Photoelectric Sensor  Digital Indicator Tachometer (RPL & Line Speed) Digital Frequency Meters With Alarm โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
6 คำถามที่ควรถามก่อนเลือกใช้ RTD/PT100/PT1000/PT500

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK • RTD หรือ PT100 แบบ 2 สาย • RTD หรือ PT100 แบบหัวกะโหลก 3 Terminal • RTD หรือ PT100 แบบ 4 สาย      RTD หรือ PT100 คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิน้ำ, น้ำมัน, อากาศ เป็นต้น โดยลักษณะงานส่วนใหญ่ของ RTD หรือ PT100 จะใช้วัดอุณหภูมิในงานที่มีอุณหภูมิย่านต่ำ ๆ ตั้งแต่ -200 ถึง 600 ํC กรณีที่เราต้องการวัดอุณหภูมิที่สูงกว่า 600 ํC เราจะต้องใช้ Thermocouple เช่น Thermocouple Type K หรือ Type J แต่กรณีที่งานอุณหภูมิสูง ๆ ประมาณ 1500 ถึง 1600 ํC จะนิยมใช้ Thermocouple Type R หรือ Type S โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงคำถามที่ควรถามก่อนเลือกใช้ RTD หรือ PT100 ว่ามีอะไรบ้าง?         1. ชนิดของ RTD เป็นแบบไหน? (PT100, PT1000, PT500) / Class อะไร? (Class A, Class B)         2. ลักษณะการติดตั้งเป็นแบบเกลียวหรือหน้าแปลน?         3. การติดตั้งแบบเกลียว เกลียวขนาดเท่าไหร่? และการติดตั้งแบบหน้าแปลน หน้าแปลนขนาดเท่าไหร่?         4. ความยาวของแกน RTD เท่ากับเท่าไหร่? เพื่อให้มีความยาวเพียงพอในการวัดอุณหภูมิ         5. วัสดุที่ใช้เป็นแบบไหน? เช่น SUS304 (สแตนเลส 304), SUS316 (สแตนเลส 316), (กรณีวัดอุณหภูมิงานที่มีสารเคมีวัสดุต้องเคลือบเทปล่อน)         6. การต่อสายใช้แบบออกสาย (ชนิดของสายอะไร? เช่น สแตนเลสถัก, ซิลิโคน, ไฟเบอร์กลาส, พีวีซี, เทปล่อน, เทปล่อนหุ้มชีลด์) หรือแบบหัวกะโหลก (ชนิดของหัวกะโหลกอะไร? เช่น อะลูมิเนียม, อะลูมิเนียมหัวกะโหลกใหญ่, อะลูมิเนียมหัวกะโหลกเล็ก, สแตนเลสหัวกะโหลกใหญ่ Explosion Proof, แบ็กกาไลท์, แบ็กกาไลท์หัวกะโหลกใหญ่, สแตนเลส, สแตนเลสหัวกะโหลกใหญ่)      ยกตัวอย่างการสั่งซื้อของ RTD แบบหัวกะโหลก    RTD Thermocouple NTC/PTC Digital Temperature Controller PID Control Function โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การควบคุมปั๊มน้ำ (Water Pump) แบบ Transfer Pump กับ Booster Pump ต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ทรานเฟอร์ปั๊ม (Transfer Pump) คือ ระบบการสูบน้ำจากต้นทางไปยังปลายทาง (แบบเปิด) หรือจากถังน้ำด้านล่างส่งไปที่ถังน้ำด้านบน และใช้หลักการแรงโน้มถ่วงเพื่อไปจ่ายในระบบ เหมาะสำหรับตึก, อาคารสูง โดยใช้ก้านอิเล็กโทรด, ลูกลอย (Float) หรือ Level Control เป็นต้น ในการควบคุมการทำงานนิยมใช้ปั๊ม 2 ตัว (Twin Pump) โดยมีฟังก์ชั่นสลับการทำงานของปั๊ม (Pump) เพื่อไม่ให้ปั๊มทำงานหนักจนเกินไป และฟังก์ชั่นเสริมปั๊มตัวที่ 2 เพื่อให้น้ำในถังด้านบนเพียงพอต่อการใช้งานในกรณีที่มีการใช้น้ำจำนวนมาก ๆ  และในกรณีมีปั๊มตัวใดตัวหนึ่งเสียก็สามารถใช้ปั๊มตัวที่เหลือทำงานแทนได้ (ดังรูป)      บูสเตอร์ปั๊ม (Booster Pump) หรือ ปั๊มน้ำเสริมแรงดัน คือ ระบบเพิ่มแรงดัน (แบบปิด) และรักษาระดับแรงดันน้ำในท่อ โดยใช้ถังแรงดันเป็นตัวช่วยทำให้แรงดันน้ำในระบบมีความสม่ำเสมอ โดยอาศัยการทำงานของ Pressure Switch ช่วยในการตัดต่อสั่งงาน (Start) และหยุดการทำงาน (Stop) บูสเตอร์ปั๊ม (Booster Pump) จะประกอบด้วยปั๊มน้ำ 2 ตัวขึ้นไป ทำงานแบบสลับและเสริมแรงดันอีกตัวหนึ่งเพื่อให้แรงดันตามความต้องการของการใช้งาน (ดังรูป) สรุปข้อแตกต่างระหว่าง การควบคุมปั๊มน้ำแบบ Transfer Pump กับ การควบคุมปั๊มน้ำแบบ Booster Pump การควบคุมปั๊มน้ำ (Water Pump) แบบ Transfer Pump การควบคุมปั๊มน้ำ (Water Pump) แบบ Booster Pump 1. ควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำด้วยความต่างระดับของระดับน้ำ 1. ควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำดัวยระดับแรงดันน้ำในระบบท่อ 2. ใช้เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ เช่น ก้านอิเล็กโทรด, ลูกลอย, Flow Switch     หรือ Level Control เป็นต้น 2. ใช้เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ เช่น Pressure Switch เป็นต้น        ซึ่งการควบคุมปั๊มน้ำแบบ Transfer Pump และการควบคุมปั๊มน้ำแบบ Booster Pump นิยมใช้งานอาคารสูง, อพาร์ทเม้นท์, คอนโดมิเนียม, โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยปกติอาคารที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป และในแต่ละชั้นมีจุดใช้น้ำจำนวนมากมักมีความจำเป็นที่ต้องใช้ชุดปั๊มน้ำเสริมแรงดัน (Booster Pump) ทั้ง 2 ชุดประกอบกัน โดยจะใช้ Transfer Pump ในการส่งหรือเติมน้ำขึ้นไปเก็บบนชั้นดาดฟ้าที่มีถังเก็บน้ำรองรับอยู่ จากนั้นก็ใช้  Booster Pump ในการกระจายน้ำสู่ห้องต่าง ๆ ภายในอาคาร น้ำที่ไปใช้ในอาคารจะมีความแรงของน้ำที่คงที่สม่ำเสมอ SINGLE PUMP CONTROLLER TWIN PUMP CONTROLLER  SINGLE PUMP RELAY TWIN PUMP RELAY LEVEL CONTROL FOR CONDUCTIVE LIQUIDS โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การตั้งค่า Alarm Function ของ Temperature Controller มีแบบใดบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Temperature Controller คือ เครื่องควบคุมอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่าการควบคุมอุณหภูมิของกระบวนการผลิตมีความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพของสินค้า บทความที่ผ่านมาเราได้นำเสนอเกี่ยวกับการควบคุม PID Control กับ ON-OFF Control ต่างกันอย่างไร? วันนี้ทางเราจะมาอธิบายถึง Alarm Function ของ Temperature Controller ที่มีคนชอบถามกันบ่อยว่ามีแบบไหนบ้าง เรามาทำความรู้จักกัน        Alarm Function ใน Temperature Controller หรือในบางครั้งเรียกว่า Event Output ในการใช้งานของ Alarm Function ของ Temperature Controller นั้น ต้องมีการตั้งค่า Function ของ Alarm ก่อน โดยปกติแล้วจะมี 2 แบบ คือ แบบ Deviation Alarm และแบบ Absolute Alarm ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้ คือ      1. แบบ Deviation Alarm เป็นการตั้งค่า Alarm แบบค่าที่ตั้งนั้นเปลี่ยนแปลงตาม Setpoint (Deviation Alarm) คือ เมื่อเราตั้งค่า Setpoint ของ Temperature Controller ไว้ที่ 100 ํC  และตั้งค่า Alarm High = 5 และ Alarm Low = 10 ค่าของ Alarm High = 100+5 = 105 และค่าของ Alarm Low = 100-10 = 90 , หากมีการเปลี่ยนแปลงค่า Setpoint ของ Temperature Controller จาก 100 เป็น 90 ค่าของ Alarm ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วยเป็น 90+5 = 95 และ 90-10 = 80 แทน      2. แบบ Absolute Alarm เป็นการตั้งค่า Alarm แบบที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Setpoint เช่น ถ้าต้องการตั้ง Alarm High = 105 และ Alarm Low = 90 ก็สามารถตั้งค่าตามค่าที่ต้องการได้เลย        Alarm Function ของ Temperature Controller มี 8 Function ดังนี้         1. Deviation High and Low Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบเปลี่ยนแปลงตาม Setpoint ทางด้าน High และด้าน Low โดย Setpoint = 100, High Limit = 5, Low Limit = 10 ค่า Setpoint ด้าน High = 105 และค่า Setpoint ด้าน Low = 90         2. Deviation High Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบเปลี่ยนแปลงตาม Setpoint ทางด้าน High โดย Setpoint = 100, High Limit = 5 ค่า Setpoint ด้าน High = 105         3. Deviation Low Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบเปลี่ยนแปลงตาม Setpoint ทางด้าน Low โดย Setpoint = 100, Low Limit = 10 ค่า Setpoint ด้าน Low = 90         4. Deviation High and Low Limit Range คือ การตั้งค่า Alarm แบบเปลี่ยนแปลงตาม Setpoint และค่า Alarm จะทำงานเฉพาะในช่วงของการ Alarm ที่ตั้งไว้ โดย Setpoint = 100, Low Limit = 10, High Limit = 5 ค่า Setpoint ด้าน High = 105 และค่า Setpoint ด้าน Low = 90         5. Absolute Valve High and Low Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบไม่ขึ้นกับค่า Setpoint ทางด้าน High และด้าน Low โดย Setpoint = 100, Low Limit = 90, High Limit = 105         6. Absolute Valve High Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบไม่ขึ้นกับค่า Setpoint ทางด้าน High โดย Setpoint = 100, High Limit = 105         7. Absolute Valve Low Limit คือ การตั้งค่า Alarm แบบไม่ขึ้นกับค่า Setpoint ทางด้าน Low โดย Setpoint = 100, Low Limit  = 90         8. Absolute Valve High and Low Limit Range คือ การตั้งค่า Alarm แบบไม่ขึ้นกับค่า Setpoint ทางด้าน High และด้าน Low และค่า Alarm จะทำงานเฉพาะในช่วงของค่า Alarm ที่ตั้งไว้ โดย Setpoint = 100, Low Limit  = 90, High Limit = 105   Digital Temperature Controller Programmable Process Controller Digital Temperature Controller Digital Temperature Controller PID Control Function Analog Temperature Controller โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
แอร์ตู้คอนโทรล vs แอร์บ้าน แตกต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      แอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxs) กับ แอร์บ้าน (House Air Conditioner) คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้ใช้งานถามถึงกันอยู่บ่อย ๆ บางครั้งก็ถามว่าทำไมต้องใช้แอร์ตู้คอนโทรลติดตั้งกับเครื่อง CNC (แอร์ตู้ CNC), ใช้แอร์ตู้คอนโทรลติดตั้งกับตู้เซิร์ฟเวอร์ (Air Conditioner for Server) หรือใช้แอร์ตู้คอนโทรลติดตั้งกับตู้ที่มีบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใน จึงมีข้อสงสัยว่าใช้แอร์บ้านได้หรือไม่  มีข้อดีและหลักการทำงานต่างจากแอร์บ้านอย่างไร ในหัวข้อนี้เราจะมายกตัวอย่างการทำงานของแอร์ตู้คอนโทรลและแอร์บ้านเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นดังนี้   หลักการทำงานของแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxs) หลักการทำงานของแอร์บ้าน (House Air Conditioner)      การทำงานของแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxs) ภายในของแอร์นั้นจะมีคอยล์ร้อน (Condensing Unit) และคอยล์เย็น (Evaporator) อยู่ด้วยกัน สามารถยึดติดตั้งได้เลย        การทำงานของแอร์บ้าน (House Air Conditioner) จากรูปจะเห็นได้ว่า คอยล์ร้อน (Condensing Unit) และคอยล์เย็น (Evaporator) เป็นแบบแยกส่วนกัน ดังนั้นเวลาติดตั้งแอร์ต้องติดตั้งทั้งด้านคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นทำให้เสียเวลาในการติดตั้ง อีกทั้งแอร์บ้านก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการติดตั้งภายในตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxs) อีกด้วย ข้อดี • ติดตั้งง่ายกว่าการติดตั้งแอร์บ้าน เนื่องจากแค่เจาะตู้ช่องลมเย็นก็สามารถติดตั้งได้เลย • สามารถเลือกใช้ BTU ที่เหมาะสมกับตู้คอนโทรลได้ ทำให้ประหยัดค่าไฟกว่า • ไม่ต้องสร้างห้องครอบเครื่องจักร สามารถติดตั้งได้เลย ข้อดี • มีรูปแบบที่ทันสมัย ทำงานเงียบ เหมาะกับการใช้ในบ้านเรือน • สามารถเลือกใช้ BTU ที่เหมาะสมกับขนาดภายในห้อง แต่สำหรับตู้คอนโทรลไม่จำเป็นต้องใช้ BTU ที่สูง เพราะตู้คอนโทรลมีขนาดเล็กกว่าห้องทั่วไปเยอะ        ดังนั้นในการติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) หรือแอร์บ้าน (House Air Conditioner) นั้น ควรเลือกให้เหมาะสมในการใช้งานเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน  ซึ่งนอกจากการทำความเย็นแล้วยังช่วยควบคุมความชื้นภายในตู้คอนโทรล สำหรับยืดอายุการใช้งานยาวนานขึ้นของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย Air Conditioner for Control Boxes Cabinet Filter Fan Filter Fans  Exhaust Radial Fans Thermostat โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีการตรวจสอบเอาท์พุตของ Proximity และ Photo Sensor ว่าเป็น NPN หรือ PNP

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Photoelectric Sensor คือ เซ็นเซอร์ใช้ในการตรวจจับวัตถุแบบไม่สัมผัส โดยใช้หลักการของแสง ซึ่งภายในตัวของเซ็นเซอร์นั้นจะมีตัวส่งหรือตัวกำเนิดแสง (Emitter) และตัวรับแสง เรียกว่า (Receiver) โดยที่ Photoelectric Sensor จะทำงานก็ต่อเมื่อตัวรับแสงเรียกว่า (Receiver) ได้รับปริมาณแสงตามที่ตั้งไว้ เอาท์พุต (Output) ก็จะทำงาน        Proximity Sensor คือ เซ็นเซอร์ใช้ในการตรวจจับวัตถุแบบไม่สัมผัสเช่นกัน แต่ใช้หลักการการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก เมื่อมีวัตถุมาใกล้เซ็นเซอร์ เอาท์พุต (Output) ก็จะทำงาน ซึ่งทั้ง Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor มีเอาท์พุต (Output) หลากหลายแบบ เช่น DC 2 สาย, AC  2 สาย, NPN 3 สาย/4 สาย, PNP 3 สาย/4 สาย และ Relay แต่เอาท์พุตที่เรามักสับสนกันบ่อยและอาจจะยังไม่เคยทราบวิธีในการตรวจเช็คว่าเอาท์พุต (Output) ของ Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor นั้นเป็นแบบไหน วันนี้เราจะมาแนะนำ "วิธีการตรวจสอบเอาท์พุตของ Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor ว่าเอาท์พุตเป็นแบบ NPN หรือ PNP" กัน        ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเอาท์พุต (Output) ของ Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor ว่ามีแบบไหนบ้าง ดังนี้        จากที่เราได้ทราบประเภทเอาท์พุต (Output) ของ Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor กันไปแล้วนั้น ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการตรวจสอบชนิดของเอาท์พุต Sensor ดังนี้      1. เตรียมมิเตอร์ที่วัดแรงดันไฟฟ้า ดี.ซี.ได้  (DC Volt meter)      2. ปรับย่านการวัด DC และ ต่อ Power Supply 24 Vdc เพื่อจ่ายให้กับตัว Proximity หรือ Photo Sensor โดยการต่อตัวอย่างดังรูป        ตัวอย่างลักษณะการต่อใช้งานเพื่อตรวจสอบเอาท์พุตของ Proximity Sensor และ Photoelectric Sensor ว่าเอาท์พุตเป็นแบบ NPN หรือ PNP   รูปแสดงการทดสอบเอาท์พุทของ Photoelectric Sensor แบบ PNP      ในกรณีการทดสอบ Output ของ Photoelectric Sensor แบบเอาท์พุต PNP เราจะใช้วิธีในการทดสอบโดยนำมิเตอร์รุ่น CENTER 110 แล้วทำการตั้งย่านวัดแรงดันไฟฟ้า ดี.ซี. (DC Voltmeter) พร้อมทั้งนำสายสีแดงขั้วบวกของ Multimeter ไปต่อที่สายสีดำของ Output ของ Photoelectric แล้วนำสายสีดำ COM ของ Multimeter ไปต่อที่ขั้ว 0 VDC ของ Switching Power Supply (PM-024S-1.2) หากเมื่อเรานำวัตถุมาบังหน้า Photoelectric Sensor แล้วมิเตอร์แสดงค่าที่ 24 Vdc แสดงว่าเอาท์พุตเป็น PNP   รูปแสดงการทดสอบเอาท์พุตของ Photoelectric Sensor แบบ NPN        ในกรณีการทดสอบเอาท์พุตของ Photoelectric Sensor แบบเอาท์พุต NPN เราจะใช้วิธีในการทดสอบโดยนำมิเตอร์รุ่น CENTER 110 แล้วทำการตั้งย่านวัดแรงดันไฟฟ้า ดี.ซี. (DC Voltmeter) พร้อมทั้งนำสายสีแดงขั้วบวกของ Multimeter ไปต่อที่ขั้ว 24 VDC ของ Switching Power Supply (PM-024S-1.2) แล้วนำสายสีดำ COM ไปต่อที่สายสีดำของ Output ของ Photoelectric หากเมื่อเรานำวัตถุมาบังหน้า Photoelectric Sensor แล้วมิเตอร์แสดงค่าที่ 24 Vdc แสดงว่าเอาท์พุตเป็น NPN Photoelectric sensor Proximity Switch Digital Multimeter Switching Power Supply Switching Power Supply โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ระบบการควบคุม แบบ Close Loop Control กับ Open Loop Control แตกต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ระบบควบคุม (Control System) หมายถึง การควบคุมระบบหรือสิ่งที่ผู้ออกแบบต้องการควบคุมให้ได้ค่าผลลัพธ์ในรูปแบบของเอาต์พุต (Output) ที่ต้องการ โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานของระบบควบคุม ดังนี้         • อินพุต (Input) หมายถึง การนำเข้าสัญญาณที่ต้องการป้อนให้กับระบบรับรู้ ซึ่งอาจแสดงในรูปแบบของสัญญาณต่าง ๆ เช่น Temperature, Humidity, Pressure, Flow Rate, Level, 4-20mA, 0-10VDC เป็นต้น         • ระบบ (System) หมายถึง สิ่งที่ต้องการควบคุมหรือระบบที่ต้องการควบคุม ประกอบด้วยชุดควบคุมกระบวนการ (Process) ซึ่งอาจเป็นเครื่องมืออุปกรณ์หรือเครื่องจักร เป็นต้น         • ระบบควบคุมวงเปิด (Open-Loop Control) หมายถึงระบบควบคุมที่ไม่ได้ใช้สัญญาณจากเอาต์พุต (Output) มาบ่งบอกถึงลักษณะการควบคุม         • ระบบควบคุมวงปิด (Closed-Loop Control) หรือ ระบบป้อนกลับ (Feedback Control) หมายถึง ระบบควบคุมที่ใช้สัญญาณจากเอาต์พุต (Output) มาบ่งบอกหรือคำนวณค่าที่เหมาะสมในการควบคุม         • เอาต์พุต (Output) หมายถึง ผลของการทำงานของระบบที่ผ่านการควบคุม ซึ่งจะแสดงในรูปแบบผลตอบสนองทางกล (Mechanical Response) และผลตอบสนองทางไฟฟ้า (Electrical Response)         • ดีสเทอบลานซ์ (Disturbance) หมายถึง สิ่งรบกวนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดผลลัพธ์ทางเอาต์พุต (Output) ของระบบเปลี่ยนไป ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสัญญาณรบกวน (Noise Signal) ที่ปนมากับอินพุตระบบ   ประเภทของระบบควบคุม (Control System) สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ      1. ระบบควบคุมแบบเปิด (Open Loop Control System) คือ ระบบที่มีการป้อนอินพุต (Input) ซึ่งอาจอยู่ในรูปสัญญาณทางไฟฟ้า (Electrical Signal) เข้าที่ระบบ (System) และได้สัญญาณออกหรือเอาต์พุต (Output) โดยไม่มีการนำสัญญาณป้อนกลับ (Feedback Signal) มาที่ระบบ (ดังรูปไดอะแกรมที่ 1.1)   รูป 1.1 แสดงไดอะแกรมของระบบควบคุมแบบเปิด (Open Loop Control)   แสดงตัวอย่างการต่อใช้งานระบบการควบคุมแบบ Open Loop Control        Open Loop Control จากภาพ การต่อใช้งานของอุปกรณ์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple) เพื่อวัดอุณหภูมิของฮีตเตอร์ (Heater) ภายในตู้อบโดยใช้โซลิตสเตทรีเลย์ (Solid State Relay) แบบ Phase Angle Controller เพื่อควบคุมการทำงานของฮีตเตอร์ในการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อแสดงค่าอุณหภูมิที่จอแสดงผล (Temperature Indicator) โดยให้พนักงานควบคุมเครื่องจักรเป็นคนดูค่าอุณหภูมิที่ตัว Indicator CM-006N ถ้าอุณหภูมิสูงก็ทำการปรับ  R-Volume เพื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำ ถ้าอุณหภูมิต่ำไปก็ทำการปรับ R-Volume เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น โดยไม่ได้ใช้ผลของค่าทีวัดได้มาทำการควบคุมอุณหภูมิ แต่ให้ผู้ใช้งานเป็นผู้ตัดสินใจในการปรับเพิ่ม-ลด อุณหภูมิ         2. ระบบควบคุมแบบปิด (Close Loop Control System) คือ ระบบที่มีการป้อนอินพุต (Input) ซึ่งอาจอยู่ในรูปสัญญาณทางไฟฟ้า (Electrical Signal) เข้าที่ระบบ (System) และมีอุปกรณ์เครื่องมือวัด (Measurement) นำสัญญาณเอาต์พุตป้อนกลับสู่ระบบเพื่อเปรียบเทียบกับผลตอบสนองของสัญญาณเอาต์พุต (Output Signal) ที่ต้องการ (ดังรูปไดอะแกรมที่ 2.1)   รูป 2.1 แสดงไดอะแกรมของระบบควบคุมแบบปิด (Close Loop Control)   แสดงตัวอย่างการต่อใช้งานระบบการควบคุมแบบ Close Loop Control        Close Loop Control จากภาพ การต่อใช้งานของอุปกรณ์วัดระดับน้ำแบบต่อเนื่อง (Level Sensor/Level Indicator) เพื่อวัดระดับน้ำและควบคุมระดับน้ำแบบอัตโนมัติ โดย Level Sensor (LP-07-I) ทำการส่งสัญญาณอนาล็อก 4-20mA มาโชว์ค่าอุณหภูมิที่จอแสดงผลแบบบาร์กราฟ Bar Graph Indicator (TIM-95G) เพื่อทำการวัดค่า แสดงค่าและควบคุมค่าระดับน้ำให้ได้ระดับตามที่ต้องการของผู้ใช้งาน โดยระบบที่เป็นการควบคุมแบบปิด (Close Loop Control) จะทำการวัดและประมวลผลและสั่งการควบคุมปั๊มให้ทำการเปิด-ปิด เพื่อควบคุมระดับน้ำตามที่ต้องการได้   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ลักษณะการนำไปใช้งานของ Safety Light Curtain

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Safety Light Curtain เซ็นเซอร์แบบม่านแสง หรือ Area Sensor เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้สำหรับป้องกันอันตรายจากการทำงานของเครื่องจักร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ที่ดูแลเครื่องจักรในขณะปฏิบัติงาน เช่น โรงงานที่มีเครื่องจักรประเภทเครื่องกลึง, เครื่องเจาะ, เครื่องตัด หรืองานขึ้นรูปเหล็กในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น เนื่องจากเป็นงานลักษณะที่มีพนักงานประจำอยู่ที่เครื่องจักร โดยพนักงานจะต้องทำหน้าที่ใส่ชิ้นส่วน หรืออยู่บริเวณใกล้กับเครื่องจักรนั้น ๆ จึงอาจจะส่งผลให้พนักงานได้รับอันตรายจากเครื่องจักรได้ในกรณีที่เครื่องจักรเกิดการขัดข้อง ดังนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมจึงมีความจำเป็นต้องมีการนำระบบ Safety Light Curtain มาใช้งาน เพื่อการป้องกันและเกิดความปลอดภัย โดยในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำลักษณะการนำไปใช้งานของ Safety Light Curtain กัน        เนื่องจากเซ็นเซอร์ม่านแสง (Safety Light Curtain) จะมีคุณสมบัติและหลักการในการป้องกัน คือ ภายในตัวม่านแสงจะมีตัวโฟโตเซ็นเซอร์ (Photo Sensor) ขนาดเล็กหลาย ๆ ตัวมาต่อเรียงกัน โดยจะยิงลำแสงจากตัวส่ง (Transistor) ไปยังตัวรับ (Receiver) และจะยิงรับ-ส่ง กันทีละคู่เท่านั้น โดยเรียงจากบนลงล่างแล้วเวียนกลับขึ้นมาใหม่เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่สูงมากเพื่อความละเอียดสูงสุดของม่านแสง และมีการตรวจเช็คว่าเมื่อตัวส่ง (Transistor) ยิงไปแล้ว ตัวรับ (Receiver) เฉพาะของคู่มันได้รับลำแสงที่ยิงไปหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจเช็คว่าอุปกรณ์ Safety Light Curtain ทำงานได้สมบูรณ์หรือไม่ หากไม่ทำงานตามนี้แสดงว่าอุปกรณ์ Safety Light Curtain มีปัญหา Safety Light Curtain ก็จะมีเอาต์พุตสั่งงานออกไปเพื่อไปใช้ต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น สำหรับทำการแจ้งเตือนหรือตัดระบบการทำงานของเครื่องจักรนั้นแลย ซึ่งถ้าหากเราใช้งานเครื่องจักรนี้ต่อไปอาจเกิดเหตุอันตรายได้        ลักษณะของเซ็นเซอร์ม่านแสงนิรภัย (Safety Light Curtain) N-Series SMARTSCAN ดังรูป   ระบบความปลอดภัยงานอุตสาหกรรมทั่วไป เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณเครื่องจักรที่มีพื้นที่ที่มีความอันตรายสูง        Safety Light Curtain จะมีคุณสมบัติของแต่ละรุ่นที่แตกต่างกัน เช่น ขนาดของช่องว่างระหว่างลำแสง (Beam) 25 mm. (NB-Series) สำหรับป้องกันนิ้วมือ และ 40 mm. (NA-Series) สำหรับป้องกันร่างกายที่มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่มือคนขึ้นไปเพื่อการนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม        ลักษณะการนำไปใช้งานของ Safety Light Curtain / Area Sensor ดังนี้ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
แอมมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า DC ทำไมต้องมี R Shunt

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      แอมมิเตอร์ (Ammeter) มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าตรง (DC Ammeter) เป็นเครื่องวัดไฟฟ้ากระแสตรง DC (Direct Current) ที่ใช้วัดกระแสไฟฟ้าได้หลายย่านการวัด เช่น วัดกระแสไฟฟ้าเป็นไมโครแอมแปร์ (Microampere) เรียกว่า ไมโครแอมมิเตอร์ (Microammeter), ใช้วัดกระแสไฟฟ้าเป็นมิลลิแอมแปร์ (Milliampere) เรียกว่า มิลลิแอมมิเตอร์ (Milliammeter), ใช้วัดกระแสไฟฟ้าเป็นแอมแปร์ (Ampere) เรียกว่า แอมมิเตอร์ (Ammeter) เป็นต้น ซึ่งมิเตอร์วัดไฟฟ้ากระแสตรงมีทั้งแบบเข็ม (Analog Ammeter) และมิเตอร์วัดไฟฟ้ากระแสตรงแบบดิจิตอล (Digital Ammeter) ดังรูป   ไมโครแอมมิเตอร์ (Microammeter) มิลลิแอมปมิเตอร์ (Milliammeter) ดิจิตอลแอมมิเตอร์ (Digital Ammeter)      แอมมิเตอร์ (Ammeter) เป็นเครื่องมือวัดกระแสไฟฟ้า แบ่งออกได้ 2 ชนิดตามลักษณะของกระแสไฟฟ้า คือ แอมมิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Ammeter) และแอมมิเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current Ammeter) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดจะดัดแปลงจากชุดขดลวดเคลื่อนที่แบบดาร์สันวาล (D’Arsonval Moving Coil) ใช้สําหรับวัดปริมาณกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) เนื่องจากภายในพันลวดตัวนําขนาดเล็กจึงเกิดค่าความต้านทานขึ้น เรียกว่า ความต้านทานขดลวด (Moving Coil Resistance) และค่ากระแสไฟฟ้าที่ทําให้เข็มของมิเตอร์บ่ายเบนไปจนเต็มสเกล เรียกว่า กระแสไฟฟ้าเต็มสเกล (Full Scale Current) ซึ่งค่ากระแสไฟฟ้านี้จะมีปริมาณน้อยมากจึงไม่สามารถวัดกระแสไฟฟ้าที่มีปริมาณสูงได้  ทำให้ต้องมีการดัดแปลงเครื่องมือวัดนี้ เรียกว่า การขยายย่านวัด โดยหลักการขยายย่านวัดนั้น ใช้หลักการของวงจรขนาน (Parallel Circuit) โดยการนําตัวต้านทานชั้นท์ (Shunt Resistor) มาต่อขนานกับขดลวดเคลื่อนที่ เพื่อแบ่งปริมาณกระแสไฟฟ้าออกเป็น 2 ส่วน คือ กระแสไฟฟ้าเต็มสเกลของขดลวดเคลื่อนที่ (Im) และกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลผ่านตัวต้านทานชั้นท์ (R Shunt) ซึ่งจะแบ่งกระแสไฟฟ้าส่วนที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าเต็มสเกลของขดลวดเคลื่อนที่ออกไป ทําให้กระแสไฟฟ้าทั้งสองเป็นสัดส่วนกันอย่างพอดี ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงการวัดกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ว่าทำไมต้องใช้ตัวต้านทานชันต์ (Shunt Resistor) หรือ R Shunt กัน      โครงสร้างของแอมมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าตรง (DC Ammeter) ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลัก ๆ 2 ส่วน คือ ขดลวดเคลื่อนที่แบบแม่เหล็กถาวร และตัวต้านทานชันต์ (R Shunt) ดังนี้           1. ขดลวดเคลื่อนที่แบบแม่เหล็กถาวร โครงสร้างของมิเตอร์เบื้องต้นจะใช้รูปแบบของดาร์สันวาลมิเตอร์ อาศัยการทำงานโดยใช้กระแสไฟฟ้าจ่ายเข้ามิเตอร์ แต่เนื่องจากโครงสร้างมีขนาดเล็กขดลวดเคลื่อนที่จึงรับกระแสไฟฟ้าได้จำกัดซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่มีความคล่องตัวของการทำงานในขณะบ่ายเบนไปของอาร์เมเจอร์ (Armature) จะเกิดแรงเสียดทานน้อย ทำให้การวัดค่าเกิดความเที่ยงตรงมากขึ้น ด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างจึงทำให้ดาร์สันวาลมิเตอร์ถูกจำกัดการใช้งานในวงแคบ ๆ ถ้าต้องการวัดกระแสไฟฟ้าปริมาณสูงเกินค่าจำกัดของกระแสไฟฟ้า จึงต้องหาตัวต้านทานมาต่อขนานเพื่อแบ่งกระแสไฟฟ้าส่วนที่เกินค่าจำกัดมาต่อ โครงสร้างของดาร์สันวาลมิเตอร์จะเป็นขดลวดเคลื่อนที่แบบแม่เหล็กถาวร (PMMC : Permanent Magnet Moving Coil) ดังรูป 1.1 รูป 1.1 แสดงโครงสร้างของแอมมิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Ammeter)             2. ตัวต้านทานชันต์ (R Shunt) มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าตรง (DC Current Ammeter) แต่ละชนิดมีข้อจำกัด คือ ขดลวดของเครื่องวัดเล็กมากจึงรับกระแสไฟฟ้าได้เพียงค่าค่าหนึ่งที่จำกัดซึ่งน้อยมาก และเมื่อต้องการวัดกระแสไฟฟ้าที่มีปริมาณสูงเกินค่าจำกัดของกระแสไฟฟ้า จึงต้องหาตัวต้านทานมาต่อขนาน ที่เรียกว่า ตัวต้านทานชันต์ (Shunt Resistor) หรือ R Shunt มาต่อขนานเข้ากับดาร์สันวาลมิเตอร์ โดย R Shunt เมื่อต่อขนานจะทำหน้าที่แบ่งกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ดาร์สันวาลมิเตอร์รับไม่ได้ให้ผ่านตัวต้านทานขนานนั้นไป ซึ่งลักษณะของ R Shunt ที่ใช้ต่อขนานกับดาร์สันวาลมิเตอร์ มี Spec ที่แตกต่างกันในของแต่ละรุ่น เช่น 100A/60mVdc, 50A/75mVdc, 50/60mVdc เป็นต้น (ดังรูป 2.1) สามารถนำมาต่อเพิ่มเข้าไปได้จากภายนอกมิเตอร์วัดไฟฟ้ากระแสตรง (DC Current Ammeter)ได้ เพื่อช่วยเพิ่มให้ Ammeter วัดกระแสไฟฟ้าได้สูงมากขึ้น   รูป 2.1 แสดงลักษณะของตัวต้านทานชันต์ (Shunt Resistor) หรือ R Shunt)        วิธีการต่อแอมมิเตอร์ DC สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าตรง (DC Ammeter) Model : TCM-94N-2 (DC Current 0-75 mVDC, 0-150 mVDC จาก R Shunt (ดังรูป) รูปแสดงวิธีการต่อแอมมิเตอร์สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าตรง (DC Ammeter) รุ่น : TCM-94N-2 (DC Current 0-75 mVDC, 0-150 mVDC) ร่วมกับ R Shunt โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
CT และ PT ในระบบไฟฟ้าคืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      CT (Current Transformer) คือ หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า (ซีที) และ PT (Potential Transformer) คือ หม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า (พีที) โดยมีรายละเอียด ดังนี้        CT (Current Transformer) หรือ หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า (ซีที) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการลดทอนกระแสไฟฟ้าที่มีค่าสูงให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีค่าต่ำเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า เมื่อต้องการวัดกระแสไฟฟ้าที่มีค่าสูงกว่าพิสัย (Range) ของเครื่องวัดกระแสไฟฟ้านั้น เช่น แอมป์มิเตอร์ (Ammeter) ที่ใช้งานทั่วไปจะสามารถวัดกระแสไฟฟ้าได้โดยตรงที่ 5A เท่านั้น  หากในกรณีที่ต้องการวัดกระแสไฟฟ้าที่มากกว่า 5A จำเป็นจะต้องต่อผ่าน CT โดย CT (Current Transformer) จะทำหน้าที่วัดกระแสไฟฟ้าทางด้านอินพุต (Input Current) และลดทอนกระแสไฟฟ้าตามอัตราส่วน (Ratio) ของ CT แต่ละรุ่นโดยให้เหลือกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ 5A เช่น กระแสไฟฟ้าทางด้านอินพุตหรือทางด้านปฐมภูมิ (Primary) 100A เมื่อต่อผ่าน CT (ตามรูปโครงสร้าง 1.2) แล้ว กระแสไฟฟ้าทางด้านเอาต์พุตหรือทางด้านทุติยภูมิ (Secondary) จะลดลงเหลือเพียง 5A ตามอัตราส่วนของ CT แล้วนำไปต่อร่วมกับแอมป์มิเตอร์ Amp meter เพื่อวัดและแสดงค่ากระแสไฟฟ้า        ในการเลือกใช้ CT ควรเลือกให้เหมาะสมกับหน้างานที่จะนำไปใช้ เนื่องจาก CT มีหลายแบบ ดังนี้ CT (Current Transformer) แบบแกนคล้องสาย (Clamp-On) เหมาะสำหรับงานที่เราต้องการพกพาไปวัดค่ากระแสไฟฟ้าตามจุดต่าง ๆ , CT (Current Transformer) แบบแกนแยก (Split Core) เหมาะสำหรับติดตั้งในตู้คอนโทรล ง่ายในการติดตั้ง ไม่จำเป็นต้องถอดสายหรือถอดบัสบาร์ เมื่อมีการติดตั้ง CT หรือเปลี่ยนตัว CT ใหม่ , CT (Current Transformer) แบบแกนคล้องสาย เหมาะสำหรับใช้ติดตั้งในตู้คอนโทรลทั่วไป มีลักษณะดังรูป 1.1   Q50 Series DP Series MSQ Series CT (Current Transformer) แบบแกนคล้องสาย (Clam-On) CT (Current Transformer) แบบแกนแยก (Split Core) CT (Current Transformer) แบบแกนคล้องสาย (Fixed core) รูป 1.1 ลักษณะหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า CT แบบแกนคล้องสาย (Clamp-On) , CT แบบแกนแยก (Split Core) , CT แบบแกนคล้องสาย (Fixed core)   โครงสร้างของ CT (Current Transformer) ดังรูป 1.2 รูป 1.2 แสดงโครงสร้างของ CT (Current Transformer)        จากรูป 1.2 โครงสร้างของ CT (Current Transformer) หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า ด้านบนจะเห็นว่าขดลวดทางด้านปฐมภูมิ (Primary Winding) มีสายไฟหรือบัสบาร์ผ่านแกนของ CT เพียงเส้นเดียว หมายความว่า CT วัดกระแสไฟฟ้าจะใช้งานกับโหลดได้หนึ่งตัวต่อ 1 เฟส ในส่วนของขดลวดทางด้านทุติยภูมิ (Secondary Winding) จะมีการพันขดลวดที่แกน Hollow Core จำนวนรอบของขดลวดมากกว่า โดยแกนวงกลมของหม้อแปลงวัดกระแสไฟฟ้า (CT) ทำมาจากเหล็กซึ่งเป็นวัสดุที่มีความสูญเสียต่ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อค่าความแม่นยำของตัว CT ในการทำงานของ CT จะอาศัยหลักการวัดกระแสไฟฟ้าทางด้านอินพุต (Input Current) และลดทอนกระแสไฟฟ้าทางด้านเอาต์พุต (Output Current) แบบสัดส่วน (Ratio) เพื่อไปต่อร่วมกับ Ampmeter        PT (Potential Transformer) หรือ หม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า (พีที) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ใช้ในการลดค่าแรงดันไฟฟ้าที่มีค่าสูงให้เป็นแรงดันไฟฟ้าที่มีค่าต่ำลง เป็นแรงดันไฟฟ้าที่ใช้งานจริงเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า เมื่อแรงดันไฟฟ้าที่ต้องการวัดนั้นมีค่าสูงกว่าพิสัย (Range) ของเครื่องวัด เช่น โวลต์มิเตอร์ (Voltmeter) เป็นต้น โดยอัตราส่วนของด้านแรงดันสูง (High Voltage) คือด้าน Primary จะมีขนาดมาตรฐานเท่ากับแรงดันของสายเมน เช่น 220V, 440V,  2200V เป็นต้น ซึ่งด้าน Primary และด้านแรงดันต่ำ (Low Voltage) คือด้าน Secondary โดยทั่วไปมักจะมีขนาดแรงดัน เช่น 110V, 220V,380V เป็นต้น โดยมีลักษณะดังรูป 1.3   รูป 1.3 ลักษณะหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า PT (Potential Transformer)     โครงสร้างของ PT (Potential Transformer) ดังรูป 1.4 รูป 1.4 แสดงโครงสร้างของ PT (Potential Transformer)        จากรูป 1.4 โครงสร้างของ PT (Potential Transformer) หม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าจะมีโครงสร้างที่เหมือนกันกับหม้อแปลงไฟฟ้าโดยทั่วไป โดยประกอบด้วยขดลวดปฐมภูมิ (Primary Winding) และขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Winding) พันอยู่รอบแกนเหล็ก หลักการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้า (PT) คือ จะอาศัยหลักการเหนี่ยวนำของขดลวดทั้งสองที่พันอยู่บนแกนเหล็กเดียวกัน โดยจะแปลงแรงดันไฟฟ้าสูงทางด้านขดลวดปฐมภูมิ (Primary) ให้มีพิกัดแรงดันไฟฟ้าต่ำลงที่ทางด้านทุติยภูมิ (Secondary) เพื่อให้เหมาะสมกับพิสัย (Range) ของโวลต์มิเตอร์ (Voltmeter) และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานในการวัดแรงดันไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าจะมีอัตราส่วนของหม้อแปลง (Transformer Ratio 11000/110V)   แสดงตัวอย่างการต่อใช้งาน CT (Current Transformer) หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า (ซีที)  ตัวอย่างการต่อใช้งาน CT (Current Transformer) ร่วมกับเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า Multifunction Power Meter (KM-07)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
สูตรวิธีการคำนวณอุณหภูมิและขนาดของฮีตเตอร์ต้มน้ำและน้ำมัน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ต้มน้ำหรือฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) เป็น ฮีตเตอร์ (Heater) ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับของเหลวได้เกือบทุกประเภท เช่น น้ำ, น้ำมัน  เป็นต้น ส่วนลักษณะในการติดตั้งนั้นมีทั้งแบบเกลียว (Thread),  แบบหน้าแปลน (Flange) และขนาดโครงสร้างของ Immersion Heater ขึ้นอยู่กับขนาดวัตต์ (W) ของฮีตเตอร์ (Heater) เมื่อเราทราบขนาดวัตต์ของฮีตเตอร์ (Heater) แล้ว เราก็จะมาคำนวณดูว่าต้องใช้ฮีตเตอร์ขนาดเท่าไรและต้องใช้จำนวนกี่ขดจึงจะเหมาะสมกับงาน ซึ่งจะมีตั้งแต่ 1 ขด (1U), 3 ขด (3U), 6 ขด (6U), 12 ขด (12U) หรือมากกว่าตามความเหมาะสมกับงาน โดยผู้ใช้งานต้องระบุด้วยว่าฮีตเตอร์ที่จะใช้นั้นใช้แรงดันไฟฟ้า (Voltage) แบบใด 1 เฟสหรือ 3 เฟส, ฮีตเตอร์ใช้กำลังไฟฟ้ากี่วัตต์ (Watt), ขนาด, ความยาวของตัวฮีตเตอร์ว่าเท่าไหร่และติดตั้งแบบไหนตามที่ผู้ใช้งานต้องการ หรือในบางกรณีถ้าตัวฮีตเตอร์ (Heater) จะมีการตอกสลักบอกรายละเอียดของตัวฮีตเตอร์แล้ว เช่น 11.2x300mm. 220V 1000W  นั้นก็จะทำให้ง่ายต่อการผลิตและการใช้งานที่เหมาะสมตามลักษณะเดิมที่เคยใช้อยู่ แต่ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวเลย จะต้องทำอย่างไรที่จะเลือกใช้งานฮีตเตอร์ต้มน้ำหรือฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) ให้ทำอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการและสามารถติดตั้งได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำสูตรวิธีการคำนวณอุณหภูมิและขนาดของฮีตเตอร์ต้มน้ำและน้ำมันกัน (ดังรูป) รูปแสดงการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermocouple) และให้ความร้อนด้วยฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater)        จากรูปอธิบายสูตรวิธีการคำนวณวิธีการคำนวณอุณหภูมิและขนาดของฮีตเตอร์ต้มน้ำและน้ำมัน (Immersion Heater) ไว้ดังนี้      แทนค่าจากสูตรดังนี้      จากการคำนวณ โดยยกตัวอย่าง Immersion Heater เพื่อต้มของเหลวที่ไม่มีความหนืดในถังขนาด 100 ลิตร โดยให้ทำอุณหภูมิที่ 100 ํC ภายในเวลา 1 ชั่วโมง และตัวอย่างการคำนวณ Immersion Heater เพื่อต้มของเหลวที่มีความหนืดในถังขนาด100 ลิตร โดยให้ทำอุณหภูมิที่ 100 ํC ภายในเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากัน      จะเห็นว่าจากการคำนวณ เราจะทราบว่าต้องใช้งาน Heater ที่กำลังวัตต์ (Watt) เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ดังนั้นเราก็สามารถออกแบบฮีตเตอร์ต้มน้ำหรือฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) เองได้ และสามารถนำฮีตเตอร์ต้มน้ำหรือฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) มาใช้งานกับทุกอุตสาหกรรมที่มีการอุ่นหรือต้มของเหลวหลากหลายชนิดที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสแตนเลส โดยปกติจะใช้ท่อสแตนเลส SUS304 และจะใช้ท่อสแตนเลส SUS316 หรือ SUS316L ถ้าของเหลวชนิดนั้นมีความเป็นกรด-ด่าง หรือสารเคมี เป็นต้น และหากของเหลวมีความเป็นกรดเข้มข้นจะใช้ท่อไทเทเนียม (Titanium) เพื่อทนต่อปฏิกิริยาดังกล่าวตามความเหมาะสม            ข้อควรระวัง : ในการติดตั้ง ไม่ควรให้ส่วนของฮีตเตอร์ (Heater) ที่ทำความร้อนโผล่พ้นของเหลว เพราะจะทำให้ฮีตเตอร์เผาตัวเองและอายุการใช้งานสั้นลง   ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เซรามิคฮีตเตอร์ (Ceramic Heater) ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater) ใช้ให้ความร้อนได้ทั้งในอากาศ, ของเหลว รวมถึงแม่พิมพ์โลหะ เป็นต้น ใช้ให้ความร้อนโดยการรัดท่อ เช่น เครื่องฉีดพลาสติก, เครื่องลำเลียง เป็นต้น ใช้ให้ความร้อนโดยการรัดท่อ เช่น เครื่องฉีดพลาสติก, เครื่องลำเลียง เป็นต้น ใช้ให้ความร้อนโดยการแนบติดกับชิ้นงาน เช่น แผ่นแม่พิมพ์, เครื่องบรรจุหีบห่อ เป็นต้น ใช้ให้ความร้อนโดยการแผ่ความร้อนให้ชิ้นงาน เช่น งานอบแห้ง, สี, เมล็ดพันธุ์พืช, อบสีรถยนต์, การอบฆ่าเชื้อ เป็นต้น   ฮีตเตอร์ต้มน้ำ, ฮีตเตอร์จุ่ม (Immersion Heater) ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ฮีตเตอร์ลมร้อน (Hot Air Heater) ฮีตเตอร์แท่งแก้ว (Quartz Heater) ใช้ให้ความร้อนกับของเหลวทุกชนิด เช่น ต้มน้ำ, อุ่นน้ำมัน, อุ่นสารเคมี เป็นต้น   ใช้ในการกระจายความร้อนกับอากาศ เช่น งานอบแห้ง, ไล่ความชื้น, งานเตาอบต่าง ๆ เป็นต้น ไล่ความชื้นในตู้ไฟฟ้า, ตู้ควบคุม เพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้ไฟฟ้า ใช้ให้ความร้อนสูงในอากาศและให้ความร้อนเร็ว เช่น งานไล่ความชื้นในระบบ, งานอบแห้งต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับต้มสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง เช่น งานอุ่นสารเคมีที่มีความเข้มข้น, โรงชุบ, ต้มหรืออุ่นของเหลวทั่วไป เป็นต้น      ***ทาง บริษัท ไพรมัส จำกัด สามารถให้คำปรึกษา คำนวณและออกแบบฮีตเตอร์ (Heater) ชนิดต่าง ๆ ได้ โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความเหมาะสมกับหน้างานของท่าน ทางบริษัทฯ พร้อมเข้าไปปรึกษาหน้างานของท่านเองโดยตรง*** โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น 4-20mA,0-10Vdc มีแบบไหนบ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ในปัจจุบันงานด้านอุตสาหกรรมอาหารและยา, อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมโลหะ, ระบบการขนส่งสินค้าหรือแม้แต่ภาคเกษตรกรรม ล้วนแล้วต้องมีการควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการให้มีคุณภาพที่ดีหรือมีการรับรองกระบวนการผลิตต่าง ๆ ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ, เก็บวัตถุดิบ, เบิกวัตถุดิบ, ระหว่างกระบวนการผลิต, การทดสอบผลิตภัณท์ก่อนส่งมอบ, การจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป ตลอดจนการส่งมอบสินค้าถึงลูกค้า ซึ่งทุกกระบวนการที่กล่าวมานี้จะต้องมีการควบคุณภาพและต้องมีข้อมูลไว้สำหรับตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าแต่ละกระบวนการได้ทำตามเกณฑ์มาตารฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น วัตถุดิบบางตัวหรือสินค้าบางอย่างมีการจัดเก็บในห้องหรือพื้นที่ที่ต้องมีการควบคุมค่าอุณหภูมิ, ความชื้น ให้ได้ตามมาตราฐานที่กำหนดไว้ หรือการขนส่งสินค้าบางอย่าง เช่น อาหาร, เครื่องดื่มหรือยา ระหว่างการขนส่งจากที่หนึ่งไปอีกทีหนึ่งมีการควบคุมอุณหภูมิตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีผลต่ออายุของสินค้าด้วย        นอกจากอุณหภูมิและความชื้นแล้ว ในปัจจุบันข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่ส่วนใหญ่ต้องการทราบก็คือข้อมูลในส่วนของต้นทุนในการใช้พลังงาน ทั้งด้านไฟฟ้า, น้ำ, น้ำมัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าในกระบวนการผลิตไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใด ๆ ก็ตาม เรื่องคุณภาพสินค้าและต้นทุนการใช้พลังงานมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก หากเรามีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้  จะเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งสามารถนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือเป็นข้อมูลในการรับประกันคุณภาพกระบวนการผลิตเพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นได้        โดยวันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกข้อมูล (Recoder), ความชื้น (Humidity), อุณหภูมิ (Temperature) สัญญาณต่าง ๆ ทางไฟฟ้า เช่น 4-20mA, 0-10Vdc, การใช้พลังงานไฟฟ้ากิโลวัตต์ฮาว (Kwh), แรงดันไฟฟ้า (Volt), กระแสไฟฟ้า (Amp) เป็นต้น โดยมีรูปแบบของตัวบันทึกค่าต่าง ๆ ดังนี้        การเก็บข้อมูลแบบเครื่องบันทึก (Recorder) ดังรูป   Paperless Recorder (TRM-20 Series) Recorder (TRM-10C Series) Portable Recorder (CENTER 500) เครื่องบันทึกแบบไม่ใช้กระดาษ เครื่องบันทึกแบบใช้กระดาษ เครื่องบันทึกข้อมูลแบบพกพา      การเก็บข้อมูลแบบเครื่องบันทึก (Recorder) เป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เครื่องมือวัดค่าต่าง ๆ ในงานอุตสาหกรรม เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ Thermocouple, RTD, สัญญาณอนาล็อกทางไฟฟ้า 4-20mA, 0-10Vdc, อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิ ความชื้น (Temperature Humidity Sensor), อุปกรณ์วัดแรงดัน (Pressure Transmitter) เป็นต้น ซึ่งค่าอุณหภูมิ, ความชื้น, ความดันต่าง ๆ ที่วัดได้ จะนำมาต่อร่วมกับเครื่องบันทึกค่า (Recorder) เพื่อทำการบันทึกค่าลงในเครื่องบันทึกข้อมูลที่มีทั้งแบบใช้กระดาษ (Recorder), เครื่องบันทึกข้อมูลแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder) และเครื่องบันทึกข้อมูลแบบพกพา (Portable Recorder) เป็นต้น        การเก็บข้อมูลแบบ Data Logger โดยรับข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน RS-485 และบันทึกข้อมูลลงใน SD Card ทำให้ง่ายต่อการนำข้อมูลไปใช้งาน ดังรูป   รูปเครื่องเก็บข้อมูลแบบ Data Logger KM-18        การเก็บข้อมูลแบบ Data Logger เป็นการเก็บข้อมูลจากการบันทึกค่าของอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านค่าจาก Meter, Indicator, Temperature Controller ผ่าน RS-485 มาบันทึกข้อมูลลง SD Card หรือหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง แล้วทำการบันทึกค่าที่วัดได้และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยอัตโนมัติตามช่วงเวลาที่เรากำหนดไว้ โดยเชื่อมต่อกับ Computerได้ และสามารถต่อพ่วงกับอุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 32 ตัว มี Software เพื่อการจัดเก็บค่าและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ในการวางแผนได้        ข้อดีของการเก็บข้อมูลของเครื่องบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น 4-20mA, 0-10Vdc แบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless Recorder) หรือ การเก็บข้อมูลแบบ Data Logger นี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้กระดาษบันทึกค่าและการป้องกันการสูญหายของข้อมูลได้        การประยุกต์ใช้งาน การเก็บข้อมูลของพลังงานทางไฟฟ้าแบบ Data Logger โดยต่อพ่วงกับอุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 32 ตัว   รูปแสดงการเชื่อมต่อ Data Logger ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ Multi Function Meter KM-07 สูงสุด 32 ตัว   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ลดต้นทุนสายไฟ ด้วย 2 Wire Remote Control

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      2 Wire Remote Control เป็นระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณ 2 เส้น โดยมีตัว Channel Generator (RMN-001) ทำหน้าที่ในการสร้างสัญญาณความถี่ (Pulse 2kHz) ผ่านสาย 2 เส้น เพื่อเป็นตัวในการกำหนดช่องสัญญาณ Input/Output โดย 2 Wire Remote Control เป็นระบบที่สามารถส่งสัญญาณได้ทั้ง Digital (ON-OFF) สูงสุด 2048 Channel และสัญญาณอนาล็อก (4-20mA, 0-10VDC) สูงสุด 256 Channel เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารหรือในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมการเปิด-ปิด (ON-OFF) ไฟฟ้าแสงสว่าง (Lighting), ควบคุมการทำงานของพัดลม (Fans) หรือสถานะการทำงาน Alarm แจ้งเตือนของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ แสดงสถานะระดับของน้ำในถัง (High-Low) เป็นต้น ด้วยการต่อสายสัญญาณไประยะไกลสูงสุดถึง 10 km. โดยใช้สายเพียง 2 เส้น (2-Wire) เท่านั้น เพื่อส่งไปแสดงที่ห้องควบคุม (Control Room) และต่อสัญญาณจากจุดต่าง ๆ เพื่อเข้ามาทำการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้        ทำให้ช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินสายไฟ ประหยัดเวลาในการติดตั้งและง่ายต่อการบำรุงรักษา ซึ่งในการที่จะเชื่อมต่อสัญญาณจากหลาย ๆ จุด มารวมกันเพื่อที่จะแสดงผลหรือควบคุมในจุดเดียวนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้สายจำนวนมาก และหากระยะทางระหว่างต้นทางกับปลายทางยิ่งห่างกันเท่าไร เราก็จะมีต้นทุนในการใช้สายไฟมากขึ้น        ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ ระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณ 2 เส้น (2 Wire Remote Control) ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ (ดังรูป)   รูปแสดงการเชื่อมต่ออุปกรณ์ระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณ 2 เส้น (2 Wire Remote Control) รุ่น RMN-Series        การประยุกต์ใช้งาน 2 Wire Remote Control (ระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณ 2 เส้น)   รูปแสดงการประยุกต์ใช้งาน 2 Wire Remote Control (ระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณ 2 เส้น) รุ่น RMN-Series        จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการใช้งานระบบควบคุมทางไกลโดยผ่านสายสัญญาณเพียง 2 เส้น (2 Wire Remote Control) โดยลักษณะงานนี้เป็นการควบคุมระยะไกลถึง 10 km. จากภายในอาคารที่ 1 ซึ่งภายในอาคารที่ 1 นี้ จะมีตัว Channel Generator (RMN-001) เป็นตัวสร้างสัญญาณ และมีตัว Master Module (RMN-002) เป็นตัว Digital Input/Output 8 Channel ในตัวมันเอง สามารถกำหนดได้ว่าแต่ละ Channel จะทำงานเป็น Input หรือ Output  แต่ในกรณีตัวอย่างนี้เราใช้ Input/Output ฝั่งอาคาร 1 จำนวน 4 Input และ 4 Output และฝั่งอาคาร 2 จำนวน 4 Input และ 4 Output เช่นกัน ดังนั้นตัวอุปกรณ์ที่ใช้ในงานนี้จึงใช้ตัว Channel Generator (RMN-001) เพียง 1 ตัว และ Master Module (RMN-002) จำนวน 2 ตัว เท่านั้น ทำให้เราสามารถลดต้นทุนในการเดินสาย เพราะระหว่างอาคาร 1 ไปยังอาคาร 2 เราใช้สายเพียง 2 เส้นเท่านั้น        นอกจากอุปกรณ์ดังกล่าวแล้วเรายังมีรุ่นอื่น ๆ เช่น Expansion I/O Module (RMN-003) สำหรับขยาย Input Output ในกรณีที่เราต้องการเพิ่ม Input และ Output ภายหลัง โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงระบบเดิมหรือตัว Analog Input/Output (4-20mA, 0-10V ) RMN-005, RMN-006 และตัว Interface Module (RMN-004) หากเราต้องการเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ด้วย RS-485  Modbus Protocol เพื่อแสดงผลหรือควบคุมค่าต่าง ๆ ได้   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
PLC + HMI คืออะไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      PLC ย่อมาจาก โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรล (Programmable Logic Control) เป็นอุปกรณ์ชนิดที่ทำงานแบบลอจิก (Logic Functions) การทำงานของ PLC จะคล้ายกับหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่มีอินพุต (Input), หน่วยประมวลผล (Process Microprocessor ) และเอาต์พุต (Output) เพื่อต่อออกไปใช้งานในการควบคุมการทำงานของเครื่องจักร (Machine) หรืออุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากการใช้อุปกรณ์ควบคุมด้วยรีเลย์ (Relay)        ในปัจจุบันได้มีนำ PLC มาใช้งานในอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยมีหลายรุ่นแตกต่างกันเพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ให้เหมาะสม เช่น PLC ที่มีขนาดเล็ก (Micro PLC) ที่มีจำนวน Input/Output ไม่มากนัก และ Vision PLC ที่มีการแสดงผลหน้าจอแบบ Graphic, LCD  หรือ PLC แบบใช้ปุ่มกด (Keypad Switch), PLC แบบ Touch Screen เป็นต้น โดย PLC แต่ละรุ่นจะมีจำนวนอินพุต (Input) และเอาต์พุต (Output) ของอุปกรณ์ที่สามารถทำการเชื่อมต่อกับ PLC ได้แตกต่างกัน รวมถึง Port ที่ใช้ในการสื่อสารต่าง ๆ กับ PLC ด้วย        HMI ย่อมาจาก Human Machine Interface เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (Human) กับ PLC หรือจอแสดงผล (Display) ต่าง ๆ ในระบบ        PLC + HMI เป็นการทำงานร่วมกัน โดยใช้  PLC เป็นตัวควบคุม และ HMI เป็นตัวสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (Human) กับระบบ Module PLC หรือจอแสดงผลต่าง ๆ โดยให้ PLC สั่งงานไปที่เครื่องจักร (Machine) อีกที        ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักเกี่ยวกับ PLC + HMI คืออะไร? เพราะยังมีหลายคนไม่รู้จักคำว่า PLC และ HMI หรือบางคนอาจจะรู้จัก PLC และ HMI แล้ว แต่ PLC ส่วนใหญ่ ตัว PLC กับ HMI นั้นมักจะแยกกัน ทำให้มีความยุ่งยากในการนำไปใช้ เพราะต้องเขียนโปรแกรมเพื่อแสดงผลผ่านโปรแกรมของ HMI และต้องเขียนโปรแกรม Ladder ของ PLC แยกกันคนละโปรแกรม แต่ก็ยังมี PLC บางยี่ห้อที่รวมกันระหว่าง PLC และ HMI ในตัวเดียวกัน ทำให้มีความง่ายในการเขียนโปรแกรม PLC และ HMI ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เขียนทั้ง PLC และ HMI นั้นอยู่ในตัวเดียวกัน สำหรับ PLC ที่เราจะมาแนะนำนั้นจะเป็น PLC ที่มีทั้งตัว PLC และ HMI อยู่ในตัวเดียวกัน และยังมีหน้าจอแสดงผลแบบต่าง ๆ ให้เลือกอีกหลายรูปแบบ เช่น หน้าจอสี, หน้าจอ LCD, หน้าจอแบบปุ่มกด (Keypad) และหน้าจอแบบ Touch Screen  ซึ่งจะเป็น PLC ยี่ห้อ Unitronics ดังรูป   UniStream PLC Programmable Controllers Vision Series PLC Programmable Controllers Samba Series PLC Programmable Controllers Jazz & M91 PLC Programmable Controllers UniStream PLC เน้นกับงานที่ใช้กราฟฟิค หน้าจอแบบ Touch Screen Vision PLC สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen Samba PLC สามารถเก็บข้อมูล (Data logger) ได้ภายในตัวของ PLC เลย หน้าจอแบบ Touch Screen (ราคาถูก) Jazz and M91 PLC มีขนาดเล็กกะทัดรัด  หน้าจอแบบ LCD        ในงานอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทจะมีระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automatic System) ที่ใช้  PLC เป็นตัวควบคุม และ HMI เป็นตัวสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (Human) กับตัว PLC โดยให้ PLC สั่งงานไปที่เครื่องจักร (Machine)     การประยุกต์ใช้ HMI Programming ในการใช้งานกับ PLC แบบ Touch Screen      HMI Programming และการใช้งาน PLC แบบ Touch Screen โดยในการเชื่อมต่อกับ PLC สามารถเชื่อมต่อผ่านทาง Communication Port ต่าง ๆ เช่น RS485, RS232, MODBUS, PROFIBUS, ETHERNET (TCP/IP) หรือ USB เป็นต้น เพื่อสั่งงานควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ (ดังรูป)   รูปแสดงการเชื่อมต่อสื่อสารและรวบรวมข้อมูลของ PLC แบบ Touch Screenในการเข้าถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของผู้ใช้งานจากระยะไกล        HMI Programming รวมไปถึง SCADA เกิดจากความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการเข้าไปควบคุมระบบที่ PLC เป็นตัวควบคุมอยู่ โดย HMI นั้น จะเป็นการนำข้อมูลจาก PLC ส่งผ่านโครงข่ายของการสื่อสารแบบต่าง ๆ และทำการรวบรวมข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันในระบบ   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การเลือกใช้ Humidity and Temperature Transmitterให้เหมาะสมกับงาน

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK        ในงานอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคนั้น มีทั้งความร้อน/อุณหภูมิ (Heat/Temperature), ความชื้น (Humidity) และฝุ่นละออง (Dust) ในอากาศเกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าในกระบวนการผลิตเป็นอย่างมาก      ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการวัดและควบคุมค่าความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิ (Relative Humidity and Temperature Measure) ในกระบวนการผลิต ซึ่งอุปกรณ์ในการวัดและควบคุมความชื้นและอุณหภูมินั้น  มีทั้งรุ่นพกพา (Portable Humidity Temperature Meter Model : CENTER310) สำหรับวัดและอ่านค่าอย่างเดียว และรุ่นที่ติดตั้งถาวรสำหรับทั้งวัดและควบคุมโดยมีทั้งแบบรุ่นที่มีการแปลงค่าสัญญาณทางด้านเอาต์พุตออกมาเป็นสัญญาณอนาล็อก เช่น 4-20mA/0-10VDC (Mount Humidity & Temperature Transmitter Mode : HM-005) เพื่อนำมาควบคุมหรือเรียกว่าอุปกรณ์แปลงค่าความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิให้เป็นสัญญาณมาตรฐานทางไฟฟ้า (Humidity and Temperature Transmitter) หรือเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ-ความชื้น (Temperature & Humidity Sensor) เพื่อนำมาต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลและควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ (Humidity and Temperature Controller Model : TMP-96) หรือเครื่องบันทึกค่าความชื้นและอุณหภูมิ (Recorder TRM-1006) หรือ PLC เป็นต้น เพื่อให้ทราบค่าที่วัดได้มาทำการวิเคราะห์สาเหตุและนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิต ต่อไป      ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำการเลือกใช้ Humidity and Temperature Transmitter ให้เหมาะสมกับงานว่าควรเลือกใช้แบบไหน โดยมีลักษณะการติดตั้งและการใช้งาน 2 ลักษณะด้วยกัน ดังนี้   Wall Mount Humidity & Temperature Transmitter (HM-004/HM-005/HM-006) เหมาะสำหรับติดตั้งบนผนังหรือเพดานภายในห้อง Duct Mount Humidity & Temperature Transmitter (RHM-004/RHM-005) เหมาะสําหรับติดตั้งแบบเจาะรูฝังภายในตู้อบ, ถังฆ่าเชื้อ, ถังไล่ความชื้น      เริ่มจากอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ชนิดติดตั้งภายในห้อง, ผนังหรือเพดาน (Wall Mount Humidity and Temperature Transmitter) Model : HM-004/HM-005/HM-006 รูปอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Temperature and Relative Humidity) ชนิดติดตั้งภายในห้อง, ผนังหรือเพดาน (Wall Mount Humidity and Temperature Transmitter)        โดยในการวัดและควบคุมค่าความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิ (Relative Humidity and Temperature) เหมาะสำหรับบริเวณพื้นที่หรือห้องที่ต้องการควบคุมเป็นพิเศษ (Special Zone) เช่น ห้องควบคุมระบบ Server, ห้อง Clean Room, ห้องควบคุมอุณหภูมิความชื้น, ห้องอบ, ห้องแช่เย็น, Warehouse, ห้อง Lab หรืออุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น ที่มีปัญหาในการควบคุม ทำให้เกิดความเสียหายได้      อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ชนิดแกนสแตนเลส ติดตั้งแบบเจาะรูฝังยึดโดยหน้าแปลน (Duct Mount Humidity & Temperature Transmitter) Model : RHM-004/RHM-005/RHM-006   รูปอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Temperature and Relative Humidity) ชนิดแกนสแตนเลส ติดตั้งเจาะรูฝังยึดแบบหน้าแปลนภายในท่อ (Duct Mount Humidity and Temperature Transmitter)        เหมาะสําหรับติดตั้งวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในตู้อบ, ถังฆ่าเชื้อ, ถังไล่ความชื้น เป็นต้น โดยเจาะรูฝังแกน (Probe) เข้าไปในตู้ส่วนหัวกะโหลกจะอยู่ภายนอกถังหรือตู้ ซึ่งมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใน ทําให้สามารถใช้กับตู้อบที่มีอุณหภูมิสูงได้ (ถึง 100 ํC) โดยมีฟิลเตอร์ (Filter) ด้านปลาย Probe เพื่อป้องกันฝุ่น และมีหน้าแปลนยึดสําหรับประกอบการติดตั้ง      นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์สำหรับควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) รุ่น CMA-004 ที่เหมาะสำหรับติดตั้งภายในตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล เป็นต้น (ดังรูป)   รูปแสดงการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ แบบดิจิตอลภายในตัวเดียวกัน (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) ภายในตู้คอนโทรล     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
RTD/PT100/PTC/NTC มีหลักการทำงานอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      RTD/PT100/PTC/NTC เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ประเภทที่ใช้หลักการคล้าย ๆ กัน คือ ในการวัดอุณหภูมิ ค่าความต้านทาน (Resistance) จะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ แต่ RTD/PT100 และ PTC/NTC จะมีความแตกต่างกัน ดังนี้        • RTD/PT100 (Resistant Temperature Detector) คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่ค่าความต้านทาน (Resistance) จะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิโดยแปรผันตาม เช่น ที่อุณหภูมิ 0 ํC จะมีค่าความต้านทานที่ 100Ω และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความต้านทาน (Resistance) จะเพิ่มขึ้น (Class B ย่านอุณหภูมิ -200 ํC ถึง 600 ํC)      • PTC (Positive Temperature Coefficient) คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิประเภทเทอร์มิสเตอร์ (Thermistor) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความต้านทาน (Resistance) จะเพิ่มขึ้น (ค่าความต้านทานจะมีค่าเป็น กิโลโอห์ม (KΩ) เช่น 1KΩ, 2KΩ,10KΩ) โดยมีย่านการวัดอุณหภูมิ -30 ํC ถึง 130 ํC      • NTC (Negative Temperature Coefficient) คือ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิประเภทเทอร์มิสเตอร์ (Thermistor) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความต้านทาน (Resistance) จะลดลง (ค่าความต้านทานจะมีค่าเป็น กิโลโอห์ม (KΩ) เช่น 2KΩ, 10KΩ) โดยมีย่านการวัดอุณหภูมิ -30 ํC ถึง 130 ํC        *เราจะเห็นได้ว่า RTD/PT100 กับ PTC จะมีหลักการทำงานคล้าย ๆ กัน คือ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความต้านทานจะเพิ่มขึ้น แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ ค่าความต้านทานที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น เช่น RTD/PT100 จะมีค่าความต้านทานที่ 0 ํC  = 100Ω และนอกจาก RTD/PT100 แล้ว RTD ยังมี PT1000 จะมีค่าความต้านทานที่ 0 ํC = 1000Ω และ PT500 จะมีค่าความต้านทานที่ 0 ํC = 500Ω ซึ่ง NTC จะมีความค่าความต้านทานมีหน่วยเป็นกิโลโอห์ม (KΩ) แต่ NTC จะมีความแตกต่างกับ RTD/PT100 และ PTC เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความต้านทานจะน้อยลง*        เมื่อเราทราบหลักการทำงานของ RTD/PT100/PT500/PT1000/PTC/NTC จะทำให้เราสามารถแยกแยะ Temperature Sensor แต่ละชนิดได้ว่า Temperature Sensor มีความแตกต่างกันอย่างไร โดยใช้มิเตอร์วัดค่าความต้านทานของ Temperature Sensor ชนิดนั้น ๆ            ซึ่ง เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) RTD/PT100/PTC/NTC แต่ละประเภท มีหลักการทำงานอย่างไร ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำกัน        เริ่มต้นจาก อาร์ทีดี RTD/PT100 เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่ค่าความต้านทานของโลหะจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ มีลักษณะโครงสร้างและสัญลักษณ์ (ดังรูป) รูปแสดงโครงสร้างและสัญลักษณ์ของ RTD/PT100 แบบ 3 สาย        หลักการทำงานของ อาร์ทีดี RTD/PT100 วัดอุณหภูมิโดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานของลวดโลหะ ซึ่งที่ 0 ํC จะมีค่าความต้านทานค่าหนึ่งตามที่กำหนด เช่น RTD/PT100 จะมีค่า 0 ํC ที่ 100Ω  โดยลวดโลหะนี้จะพันอยู่บนแกนที่เป็นฉนวนไฟฟ้า มีคุณสมบัติทนต่อความร้อน แกนสำหรับพันเส้นลวดส่วนใหญ่ทำมาจากแพลตทินัมที่เคลือบด้วยเซรามิก ขดลวดนี้ต้องทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน เพราะเมื่อขดลวดได้รับความร้อนจะขยายตัวและเมื่อเย็นลงจะหดตัว โดยแกนที่ใช้พันขดลวดต้องมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวใกล้เคียงและสัมพันธ์กับการขยายตัวของเส้นลวด      อาร์ทีดี RTD/PT100 เป็นเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ใช้หลักการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานของโลหะ หากอุณหภูมิมีค่าสูงขึ้นค่าความต้านทานก็จะสูงขึ้นด้วย (ดังสมการ)      โดยค่าสัมประสิทธิ์ของการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานไฟฟ้าของโลหะแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน เช่น แพลตทินัม  (Platinum) จะมีค่าเท่ากับ 0.003926Ω (Ω/ ํC) จากย่านอุณหภูมิ 0 ํC ถึง 100 ํC, นิกเกิล (Nickel ) = 0.00672Ω (Ω/ ํC), ทองแดง (Copper) = 0.00427Ω (Ω/ ํC) เป็นต้น อาร์ทีดี RTD/PT100 ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมนิยมใช้วัสดุที่ทำมาจากแพลตทินัม (Platinum) เนื่องจากมีความเที่ยงตรง (Precision) และมีความเป็นเชิงเส้น (Linearity) สูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุชนิดอื่น      Temperature Sensor ชนิด RTD/PT100 สามารถวัดย่านอุณหภูมิที่ติดลบได้ดี (Class B -200 ํC ถึง 600 ํC) จึงเหมาะสมกับการนำไปใช้กับงานที่ต้องการความละเอียดและแม่นยำสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและยา, พลาสติก เป็นต้น โดยนำไปต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator), เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder) หรือ PLC เป็นต้น เพื่อแสดงผลและควบคุมอุณหภูมิในระบบต่อไป        ตัวอย่างลักษณะการนำไปต่อใช้งาน RTD/PT100 RTD/PT100 (TSP-10) ต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator) Model : CM-006N RTD/PT100 (TSP-08) ต่อใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (TOHO Temperature Controller) Model : TTM-i4N RTD/PT100 (TSP-08) ต่อใช้งานร่วมกับเครื่องบันทึกอุณหภูมิ (TOHO Recorder TRM-20 Series) RTD/PT100 (TSP-08) พร้อม PT100 Transmitter 4-20mA (TM-012P) ต่อใช้งานร่วมกับ PLC UNITRONICS Model : V1210-T20BJ      เซ็นเซอร์หัววัดอุณหภูมิประเภทเทอร์มิสเตอร์ (Thermistor) PTC และ NTC เป็นเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่มีย่านการวัดอุณหภูมิไม่สูงมาก มีลักษณะโครงสร้างและสัญลักษณ์ (ดังรูป)  รูปแสดงโครงสร้างและสัญลักษณ์ของ PTC และ NTC            เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิประเภท PTC/NTC หรือตัวต้านทานความร้อน (Thermal Resistor) นี้ จะทำหน้าที่ตรวจจับอุณหภูมิที่ไม่สูงมาก (ประมาณ -30 ํC ถึง 130 ํC) ทำมาจากโลหะออกไซต์ เช่น แมงกานีส, นิกเกิล, โคบอลด์, ทองแดง เป็นต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator) หรือเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) ที่เป็นยี่ห้อของทางผู้ผลิตเท่านั้น เนื่องจากค่าความต้านทานของหัววัดกับย่านอุณหภูมิทางผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนด (Fix) ขึ้นเอง เช่น PTC จะมีค่า 1K, 2K และ NTC จะมีค่า 2K, 10K (ใช้งานร่วมกับ Temperature Indicator Model : DEF-03N) เป็นต้น เพื่อการอ่านค่าและโชว์ค่าอุณหภูมิที่ถูกต้อง      หลักการทำงานของThermistor ชนิด PTC/NTC  มีหลักการทำงาน คือค่าความต้านทานของตัวมันจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น (PTC) แต่การเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทาน จะไม่เป็นเส้นตรง       ลักษณะงานที่ถูกนำไปใช้ในการตรวจจับอุณหภูมิของ Thermistor ชนิด PTC/NTC เช่น ในตู้แช่, เครื่องทำความเย็น, ตู้อบอาหาร, ตู้เย็น เป็นต้น ในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิและแสดงผลแบบดิจิตอล สำหรับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น (Model : DEF-01, DEF-03N)        ตัวอย่างลักษณะการนำไปต่อใช้งาน PTC/NTC รูปแสดงการต่อใช้งานเซ็นเซอร์ PTC/NTC ร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิและแสดงผลแบบดิจิตอล (DEF-01) สำหรับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
FAQ คำถามที่พบบ่อย : อุปกรณ์ควบคุมการทำงานของปั๊ม 1 ตัว (Single Pump Relay) : PM-021N-2

คำถามที่พบบ่อย : อุปกรณ์ควบคุมการทำงานของปั๊ม 1 ตัว (Single Pump Relay) : PM-021N-2 คุณสมบัติเบื้องต้น 1. อุปกรณ์ควบคุมการทำงานของปั้ม 1 ตัว แบบ 1 เฟส และ 3 เฟส 2. สามารถเลือกการทำงานได้ทั้งแบบ Charging และ Discharging 3. รับ Input Level Sensor , Electrode , Float Switch , Pressure Switch 4. มีระบบในการป้องกัน ( Over and Under Voltage Protection ) Phase Sequence , Phase Loss ถาม-ตอบ ถาม : การเลือกโหมดการทำงานแบบ  Charging หรือ Discharging ตอบ : ให้ดู Function Switch ตำแหน่งที่ 2           ถาม : Phase Protection ไม่ทำงาน   ตอบ : Function Switch ตำแหน่งที่ 1            ถาม : มีสถานะของ LED สว่างที่ OV , UV ตอบ : ให้ดูปุ่ม % OV และ % UV เนื่องจากแรงดันเกินหรือแรงดันต่ำทำให้ปั้มไม่ ON ถาม : การตั้งค่า % OV และ % UV ของปั้ม 3 เฟส ตอบ : หมุนปุ่ม % OV = 110 %                

Image Alternative text
FAQ คำถามที่พบบ่อย : อุปกรณ์สำหรับเช็ค Heater ขาด (Heater Break Alarm) : CM-005N,CM-005D

คำถามที่พบบ่อย : อุปกรณ์สำหรับเช็ค Heater ขาด (Heater Break Alarm) : CM-005N,CM-005D คุณสมบัติเบื้องต้น 1. อุปกรณ์ตรวจเช็คฮีตเตอร์ขาด 2. สามารถเช็คกระแสฮีตเตอร์ได้ถึง 50 A จำนวน 4 ตัว 3. มี Alarm Output แจ้งเตือนกรณีฮีตเตอร์ขาด หรือกรณี Magnetic Arc 4. สามารถต่อ Input ได้  2 CH  (0-30Vdc , 220V , 4-20mA , 0-10 Vdc)  5. สามารถติดต่อสื่อสารผ่าน RS-485 Modbus RTU  ถาม-ตอบ ถาม : LED ของ Heater ติดกระพริบ 1 วินาที ตอบ : Heater Short Circuit หรือหน้า Contact ค้าง ตรวจเช็ค Contact ถาม : LED ของ Heater ติดกระพริบ 2 วินาที ตอบ : ฮีตเตอร์ขาดให้ตรวจเช็คฮีตเตอร์ ถาม : หน้าจอ CM-005D โชว์ค่า Hb ตอบ : ฮีตเตอร์ขาดให้ตรวจเช็คฮีตเตอร์ ถาม :  หน้าจอ CM-005D โชว์ค่าSh ตอบ : ฮีเตอร์ Short Circuit หรือ Macnetic Arc ให้ตรวจเช็คอุปกรณ์ตัดต่อฮีตเตอร์  

Image Alternative text
FAQ คำถามที่พบบ่อย : เครื่องควบคุมอุณหภูมิหรือ Process แบบ Digital (Digital Temperature Controller Control Function) : TMP-Series

คำถามที่พบบ่อย : เครื่องควบคุมอุณหภูมิหรือ Process แบบ Digital (Digital Temperature Controller Control Function) : TMP-Series คุณสมบัติเบื้องต้น 1. Digital Controller 2. Universal Input ( TC / RTD / 4-20 mA / 0-10 VDC  ) 3. Output (  4-20 mA / Relay / SSR ( 12 VDC ) / 0-10 VDC  ) 4. Alarm Relay 5. Option RS-485 / Heater Break 6. Control ( ON/Off / PTD )  ถาม-ตอบ ถาม : การตั้งค่าระยะของการตัดต่อแบบ ON/ Off ตอบ : ตั้งค่า Control Sensitivity Output 1  /  Function ที่ 35,36   /  ตั้งค่า ON1 =…..? ตั้งค่า Off1 = ….? ถาม : ลูกค้าต้องการตั้ง Ramp Function ตอบ :  เลือก Function ที่ 40   /   ฟังก์ชั่น rP1 ตั้งค่าองศาต่อนาที ถาม : การตั้งค่า Alarm ใช้งาน ตอบ : เลือก Function ที่ 42 เลือกรหัส Alarm Function ถาม :  การเลือกชนิดของการควบคุม Heating/Cooling ตอบ : เลือก Function ที่ 17  /  ตั้งค่า  rAdA   0 = Heating  1 = Cooling ถาม :  การตั้งค่า Auto tune ตอบ : เลือก Function ที่ 10 เป็น AT / เลือก Function ที่ 18 ตั้งค่า tun เป็น 1 ถาม :  การตั้งความไวในการตัดต่อ Output ตอบ : เลือก Function ที่ 26 ตั้งค่า t1  

Image Alternative text
FAQ คำถามที่พบบ่อย : เครื่องควบคุมอุณหภูมิและแสดงผลแบบดิจิตอลสำหรับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น (Refrigeration Temperature Controller) : DEF-01-Series

คำถามที่พบบ่อย เครื่องควบคุมอุณหภูมิและแสดงผลแบบดิจิตอลสำหรับตู้แช่หรือเครื่องทำความเย็น (Refrigeration Temperature Controller) : DEF-01-Series คุณสมบัติเบื้องต้น 1. เครื่องควบคุมอุณหภูมิสำหรับตู้เย็น/ตู้แช่ 2. มีระบบ Voltage Protection (ไฟตก / ไฟเกิน) 3. รับ Input เป็น NTC/PTC 4. การควบคุมแบบ ON/Off 5. มี Option เสริม (Coppy Parameter , RS-485 , Sensor Probe) คำถาม - คำตอบ ถาม : คอมเพรสเซอร์ไม่ยอมทำงาน ตอบ : ให้เข้าไปตรวจเช็ค Function ที่ 50,51 ในส่วนของ Voltage Protection  UPV และ UPL ถาม : ต้องการสั่งละลายน้ำแข็งจากภายนอก ตอบ : เลือก Function ที่ 31 Digital Input เป็น DEF ถาม : มีสัญญาณเตือนหน้าจอ P1 , P1 ตอบ : ตรวจเช็คหัวเซ็นเซอร์ Room Probe อาจจะเสียหรือมีปัญหาที่สาย/ขั้วต่อ ถาม :  ต้องการตั้งช่วงของการตัดต่อคอมเพรสเซอร์ ตอบ : ให้เข้าไปที่ Function ที่ 2 ตั้งค่า Hysteresis ถาม :  ลูกค้าต้องการตั้งระยะเวลาในการละลายน้ำแข็ง ตอบ : เข้าไปที่ Function ที่ 24 ตั้งค่า Deforst Length  ใส่ค่าเวลาได้เลย ถาม :  ลูกค้าต้องการตั้งค่าชดเชยหัววัดอุณหภูมิ ตอบ : เข้าไปที่ Function ที่ 9  ตั้งค่า P1C ใส่ค่าชดเชยได้เลย

Image Alternative text
Dry Run/Load Protection Relay กับ Phase Protection มีหลักการทำงานแตกต่างกันอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      มีหลายคนสอบถามกันเข้ามาว่า Dry Run/Load Protection Relay กับ Phase Protection มีหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการเลือกนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยในหัวข้อนี้เราจะมาอธิบายถึงความแตกต่างของ Dry Run/Load Protection Relay กับ Phase Protection ดังนี้      Dry Run/Load Protection Relay ทำหน้าที่ป้องกันโหลด (Load) ของมอเตอร์ (Motor) เช่น ในกรณีใช้ลักษณะงานเป็น Dry Run Protection เพื่อป้องกันปั๊มน้ำ, ปั๊มเคมีหรือปั๊มน้ำบาดาลไม่ให้เดินตัวเปล่าโดยไม่มีน้ำ เพราะจะทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหาย หรือในกรณีใช้ลักษณะงานเป็น Load Protection Relay เพื่อป้องกันเกียร์ของ Motorไม่ให้เสียหายเมื่อรับ Load ที่มากกว่าปกติ โดยสามารถเช็คความผิดปกติได้ 2 แบบ ในการต่อใช้งาน (ดังรูป)   1. Dry Run/Load Protection Relay เช็คความผิดปกติของ PF ( Power Factor) (Cosθ) สำหรับระบบ 3 เฟส 2. Dry Run/Load Protection Relay เช็คความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า (Amp) สำหรับระบบ 1 เฟส วงจรการต่อใช้งาน Dry Run Load Protection Relay (PM-007-380) สำหรับระบบ 3 เฟส วงจรการต่อใช้งาน Dry Run/Load Protection Relay (PM-007-220) สำหรับระบบ 1 เฟส Dry Run/Load Protection Relay เช็คความผิดปกติของค่า PF (Cosθ) ของ Dry Run นั้น มีการเปลี่ยนแปลงตามโหลดมากกว่ากระแส เช่น ปั๊มน้ำที่มีโหลดต่ำกรณีน้ำขาดหรือไม่มีน้ำ ค่า PF จะต่ำ และเปลี่ยนเปลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ป้องกันปั๊มเสียหายได้ทันเวลา Dry Run/Load Protection Relay เช็คความผิดปกติทางกระแส Amp เหมาะสำหรับใช้กับ 1 Phase เนื่องจาก 1 Phase ส่วนใหญ่เป็น Capacitor Motor ทำให้การเช็ค PF (Cosθ) อาจจะไม่แน่นอน อันเนื่องมาจาก Capacitor ที่ต่อกับวงจร     โดย Dry Run/Load Protection Relay สามารถเลือกการทำงานของ Relay Output ได้ 2 Function คือ      1. ตั้งค่า PF เป็น Under protection (Un) คือ ถ้าค่าที่วัดได้ต่ำกว่าค่า Setpoint ที่ตั้งไว้ PF = 0.8 (ขึ้นอยู่กับ Name Plate Motor แต่ละรุ่น) Relay Output จะสั่ง Motor หยุดทำงาน หลังจากครบเวลา OFF Delay Time (FT) ที่ตั้งไว้ใช้กับงานประเภทปั๊มน้ำที่ป้องกันน้ำแห้งในระบบ ทำให้ปั๊มเดินตัวเปล่า (Dry Run) ทำให้ปั๊มเสียหาย  *เหมาะสำหรับเช็ค Dry Run PF (Power Factor)*        2. ตั้งค่า PF เป็น Over protection (Ov) คือ ถ้าค่าที่วัดได้สูงกว่าค่า Setpoint ที่ตั้งไว้ Relay Output จะสั่ง Motor หยุดทำงาน หลังจากครบเวลา OFF Delay Time (FT) ที่ตั้งไว้ ใช้กับงานประเภทป้องกันเกียร์ทีมี Ratio สูง ๆ รอบช้า ๆ เมื่อเกียร์รับโหลดมากกว่าปกติจะทำให้เกียร์เสียหาย *เหมาะสำหรับเช็คกระแส Load Protection*        Phase Protection ทำหน้าที่เช็คและป้องกันความผิดปกติของระบบแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ที่เกิดกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage), เช็คเฟสขาดหาย (Phase Loss), เฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance), สลับเฟส (Phase Sequence) เป็นต้น เพื่อทำการตัดวงจรในระบบไม่ให้อุปกรณ์เกิดความเสียหาย โดยมีเงื่อนไขการเช็คดังนี้           • เช็คไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) แรงดันในขณะที่ใช้งานมีค่าเกินหรือต่ำกว่าที่กำหนด           • เช็คเฟสขาดหาย (Phase Loss) แรงดันของเฟสใดเฟสหนึ่งขาดหายไป           • เช็คเฟสไม่สมดุล (Phase Unbalance) แรงดันไฟฟ้าของแต่ละเฟสที่ต่างกัน           • เช็คลำดับเฟส (Phase Sequence) แรงดันไฟฟ้าของแต่ละเฟสสลับกันหรือการเรียงลำดับเฟสไม่ถูกต้องของระบบไฟ 3 เฟส 3 สาย และ 3 เฟส 4 สาย เป็นต้น      ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้อุปกรณ์ Phase Protection Relay ที่มีทั้งแบบปรับหมุน (Protection Relay) และ แบบดิจิตอล (Digital Phase Protection Relay) ในการเช็คเฟสของแรงดันไฟฟ้าในระบบ        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Digital Phase Protection Relay ของระบบไฟ 3 เฟส 3 สาย (3P/3W) และ 3 เฟส 4 สาย (3P/4W)   รูปตัวอย่างการต่อใช้งาน Digital Phase Protection Relay (VPM-Series) ของระบบไฟ 3 เฟส 3 สาย (3P/3W) และ 3 เฟส 4 สาย (3P/4W)        เมื่อเราทราบถึงหลักการทำงานของ Dry Run/Load Protection Relay ว่าแตกต่างจาก Phase Protection อย่างไรแล้ว เราก็สามารถเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงานได้  เช่น ถ้าเราต้องการป้องกันมอเตอร์เสียหายอันเนื่องจากแรงดันไฟตก (Under Voltage), แรงดันไฟเกิน (Over Voltage), เฟสขาดหาย (Phase Loss), ลำดับเฟส (Phase Sequence), เฟสไม่สมดุล (Phase Unbalance) ให้เราเลือกใช้ Phase Protection Relay VPM-01 , ในกรณีที่ต้องการป้องกันปั๊มน้ำ, ปั๊มเคมี ไม่ให้เสียหายอันเกิดจากการเดินตัวเปล่า ให้เราเลือกใช้ Dry Run Protection PM-007 โดยเลือกตั้งค่าเป็น ตั้งค่า PF เป็น Under protection (Un) และในกรณีที่ต้องการป้องกันมอเตอร์เสียหายอันเนื่องมาจาก Load เกิน มอเตอร์เฟืองเกียร์เสียหาย ให้เราเลือกใช้ Load Protection Relay PM-007 โดยเลือกตั้งค่าเป็น ตั้งค่า PF เป็น Over protection (Ov) *เนื่องจาก PM-007 สามารถเลือกใช้ได้ทั้งเป็น Dry Run Protection Relay และ Load Protection Relay ได้ในตัวเดียวกัน* โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Digital Hour Counter เครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอล มีประโยชน์อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Digital Hour Counter หรือ Hour Meter เครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอล เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่บอกชั่วโมงการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรต่าง ๆ เนื่องจากเครื่องจักรหากมีการใช้งานแบบต่อเนื่องนาน ๆ โดยที่ไม่มีการบำรุงรักษาอาจจะทำให้อุปกรณ์บางอย่างในเครื่องจักร เช่น สายพาน, ลูกปืน, เพลา, แบริ่ง (Bearing) เป็นต้น เกิดความเสียหายได้      ซึ่งการบำรุงรักษาเครื่องจักร (Machine Maintenance) ที่เป็นหัวใจหลักของการผลิต หากไม่มีการบำรุงรักษาในเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) จะทำให้เครื่องจักรเกิดความเสียหายและระบบการผลิตหยุดชะงัก ส่งผลกระทบด้านกำลังการผลิต  ดังนั้นเราควรมีอุปกรณ์ที่คอยเตือนในกรณีที่ถึงเวลาในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันก่อน เช่น การเตือนเมื่อถึงเวลาทำความสะอาดเครื่องจักร (Cleaning Machinery), เตือนเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ตามระยะเวลาที่กำหนด (Time Based Maintenance) รวมไปถึงการตรวจสภาพเครื่องจักร เช่น ขันน็อตสกรูให้แน่นและใช้น้ำมันเพื่อหยอดหล่อลื่นให้เครื่องจักรอย่างถูกวิธี เป็นต้น      การใช้งานเครื่องนับชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร (Hour Meter / Hour Counter) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับงานตั้งเวลาบำรุงรักษาซ่อมบำรุงเครื่องจักร (Machine Maintenance) เพื่อช่วยลดการเกิดความเสียหายของเครื่องจักรได้ โดยทั่วไปเครื่องนับชั่วโมงการทำงาน (Hour Meter / Hour Counter / Time Counter) มี 2 ชนิด (ดังรูป) Analog  Hour Counter เครื่องนับจำนวนชั่วโมงการทำงานแบบตัวเลขอนาล็อก                                        Digital Hour Counter เครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอล        โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำ Digital Hour Counter เครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอลกัน เนื่องจากง่ายต่อการดูค่าตัวเลข ทั้งในรูปแบบของ นาที (Minute) และชั่วโมง (Hour) (รุ่น CMP-24 ย่านการนับ 0-99999.9 Min/Hour) โดยมี Alarm แจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานให้ทราบเมื่อครบเวลา และสามารถ Reset ค่าในกรณีที่ต้องการตั้งค่าการเริ่มนับเวลาการทำงานของเครื่องจักรใหม่ เพื่อตรวจเช็คและตั้งเวลาบำรุงรักษาเครื่องจักร (Machine Mmaintenance) ได้ทันตามกำหนด        ตัวอย่างการต่อใช้งานเครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอล (Digital Hour Counter) ช่วยในการนับชั่วโมงทำงานของเครื่องจักร เหมาะกับการใช้ในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ รูปแสดงตัวอย่างการต่อใช้งานเครื่องนับชั่วโมงการทำงานแบบดิจิตอล (Digital Hour Counter) รุ่น CMP-24 ร่วมกับ Rotation Warning Light เพื่อ Alarm แจ้งเตือน โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
4 ปัจจัยในการเลือกใช้แอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK PE-1000 (1000 BTU) PE-2700 (2700 BTU) PEV-4000 (4000 BTU) PE-7000 (7000 BTU) PE-13000 (13000 BTU) PE-4000 (4000 BTU)      ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ จะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้า และหากไม่ได้รับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) แล้ว จะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีอายุการใช้งานที่สั้นลงและทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ      ซึ่งในหัวข้อที่ผ่านมาเราก็ได้พูดถึงวิธีการในการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีต่าง ๆ กันไปแล้วนั้น เช่น วิธียืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตู้ไฟฟ้า, ตู้คอนโทรล, ตู้สวิทบอร์ด (MDB) โดยการใช้พัดลมระบายอากาศภายในตู้คอนโทรล (Cabinet Filter Fans) และการติดตั้งแอร์เพื่อรักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายในตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) แอร์ตู้คอนโทรลดียังไง ทำไมต้องติดตั้งแอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes) ทำให้ทราบถึงประโยชน์ในการติดตั้ง        โดยในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ 4 ปัจจัย ในการเลือกใช้แอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) ให้เหมาะสมกับขนาดตู้คอนโทรล, ตู้ไฟฟ้า, ตู้สวิทบอร์ด (MDB) ดังนี้      1. ขนาดตู้หรือพื้นที่ภายในตู้คอนโทรล โดยคำนวณค่าออกมาเป็นตารางเมตร (M2) ใช้สูตร พื้นที่รวม = (2xHxW)+(2xHxD)+(DxW) *H = สูง, W = กว้าง, D = ลึก*      2. โหลดภายในตู้ (สูตรคำนวณ)                เช่น อินเวอร์เตอร์ (Inverter), เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply), พีแอลซี (PLC), รีเลย์ (Relay), เอสซีอาร์ (SCR), เซอร์โว (Servo) เป็นต้น                *จากการคำนวณหา Heat Loss (KW) 10% ของโหลดทั้งหมด*      3.  อุณหภูมิภายนอกตู้ ( ํC Out)  เป็นอุณหภูมิความร้อนจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลให้การระบายความร้อนของแอร์ตู้คอนโทรลจะระบายความร้อนได้ไม่ดี จะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดความเสียหายได้                จากสูตร ความร้อนที่เกิดจากขนาดตู้ (Q1) = (ค่าสัมประสิทธิ์ในการถ่ายเทความร้อน) x (พื้นที่รวม) x (ผลต่างอุณหภูมิ) *หน่วย วัตต์ (W)*             อุณหภูมิภายในตู้ ( ํC In) เป็นอุณหภูมิความร้อนที่เกิดจากความร้อนของอุปกรณ์ภายในตู้                จากสูตร ความร้อนของอุปกรณ์ภายในตู้ (Q2) = (ความร้อนของอุปกรณ์ภายในตู้) + ((10%) x (ความร้อนของอุปกรณ์ภายในตู้)  *หน่วย วัตต์ (W)*     ทำให้ได้ความร้อนรวม (Qt) = (ความร้อนที่เกิดจากขนาดตู้ ((Q1) + (ความร้อนของอุปกรณ์ภายในตู้ Q2)) *หน่วย วัตต์ (W)*        4. อุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลที่ต้องการ เช่น การปรับอุณหภูมิที่ต้องการภายในตู้คอนโทรลเนื่องจากต้องอ้างอิงกับสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น อุณหภูมิแวดล้อมภายนอก 45 ํC ควรปรับลดอุณหภูมิภายในตู้ 10-15 ํC หรือประมาณ 10ํC (ไม่ควรเกิน 35 ํC) ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่ออุปกรณ์ภายในตู้คอนโทรล เนื่องจากถ้าภายในตู้คอนโทรลมีอุณหภูมิสูงกว่า 35 ํC จะส่งผลให้อุปกรณ์ภายในตู้มีอายุการใช้งานที่สั้นลง ส่วนถ้าภายในตู้คอนโทรลมีอุณหภูมิต่ำกว่า 28 ํC จะส่งผลในเรื่องของความชื้นและอาจจะทำให้เกิดหยดน้ำที่ผนังตู้คอนโทรลได้ในกรณีที่อุณหภูมิภายนอกกับอุณหภูมิภายในตู้แตกต่างกันเกิน 10 ํC        ตัวอย่าง สูตรคำนวณหาค่า Cooling Unit (BTU) แอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes)      สูตรคำนวณแอร์ CLICK        แอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) โครงสร้างวัสดุทำจากเหล็กขึ้นรูปป้องกันสนิม งานอุตสาหกรรมทั่วไป รูปแสดงลักษณะการติดตั้งแอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes)        แอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) โครงสร้างวัสดุทำจากสแตนเลส งานอุตสาหกรรมอาหารและยา รูปแอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) วัสดุทำจากสแตนเลส        นอกจากนี้ยังมีแอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) ที่เหมาะสำหรับตู้ที่มีขนาดใหญ่และมีโหลดหนัก ๆ ภายในตู้ โดยติดตั้งด้านข้าง ซึ่งมีระบบทำความเย็นภายในตัวเครื่องส่งลมเย็นเข้าไปภายในตู้คอนโทรลได้ถึง 13000 BTU และสามารถป้องกันปัญหาเรื่องความชื้นและเศษสิ่งสกปรกได้อย่างดีเยี่ยม ระบบการทำงานจะเป็นระบบปิดเพื่อระบายความร้อนและความร้อนส่วนนั้นจะถูกดึงกลับเข้าสู่ช่องรับลมกลับเพื่อระบายออกสู่ภายนอก รูปแสดงลักษณะการติดตั้งแอร์รักษาอุณหภูมิและลดความชื้นภายตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) แบบติดตั้งด้านข้าง (Diamension กว้าง 508mm. / สูง 1234mm. / ลึก 368mm.)        ข้อแนะนำ : ควรติดตั้ง Air Conditioner ตำแหน่งการติดตั้งตำแหน่งด้านข้างตู้คอนโทรล (Side Installation Cabinet) เพื่อช่วยลดปัญหาของการระบายน้ำทิ้ง หรือจำเป็นต้องติดตั้งตำแหน่งด้านบนตู้คอนโทรล (Top Installation Cabinet) กรณีพื้นที่สำหรับการติดตั้งไม่เพียงพอ Air Conditioner ควรมีระบบการป้องกัน เช่น มีระบบป้องกันน้ำล้น, ท่อตัน, ในท่อน้ำทิ้ง เพราะจะทำการกลั่นตัวเป็นไอน้ำในอากาศให้กลายเป็นหยดน้ำ (Condensation) เพื่อป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย (Air Conditioner แบบติดตั้งด้านบนหลังตู้ รุ่น PE-4000 มี 2 ท่อระบายน้ำทิ้ง)      หมายเหตุ : 4 ปัจจัยในการเลือกใช้แอร์ตู้คอนโทรล (Air Conditioner For Control Boxes) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงปัจจัยในการพิจารณาเลือก Cooling Unit (BTU) ของแอร์ตู้คอนโทรล PE-1000 (1000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PE-1000SUS (1000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส สั่งซื้อ คลิก PE-2700 (2700 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PE-2700SUS (2700 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส สั่งซื้อ คลิก PEV-4000 (4000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PEV-4000SUS (4000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส สั่งซื้อ คลิก PE-7000 (7000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PE-7000SUS (7000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส สั่งซื้อ คลิก PE-13000SU (13000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PE-13000SUS (13000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส สั่งซื้อ คลิก PE-4000 (4000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : เหล็ก สั่งซื้อ คลิก PE-4000SUS (4000 BTU) Air Condition For Control Boxes วัสดุ : สแตนเลส

Image Alternative text
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส มีแบบไหนบ้าง (Non-Contact Thermometer)

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ปัจจุบันในงานอุตสาหกรรมที่มีการวัดอุณหภูมิโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การวัดอุณหภูมิแบบสัมผัสกับชิ้นงานโดยตรง และการวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสกับชิ้นงานโดยตรง การวัดอุณหภูมิแบบสัมผัสกับชิ้นงานโดยตรงมักจะใช้โพรบ (Prob) ของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) เช่น เทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple), อาร์ทีดี (RTD) หรือเทอร์โมมิเตอร์ (Thermometer) ที่ต่อร่วมกับหัววัดอุณหภูมิแบบต่าง ๆ เช่น หัววัดอุณหภูมิแบบสัมผัสที่พื้นผิว (Surface), หัววัดอุณหภูมิแบบจุ่ม (Immersion), หัววัดอุณหภูมิแบบเสียบ (Penetrate) เพื่อวัดอุณหภูมิของวัตถุต่าง ๆ เช่น น้ำ, น้ำมัน พื้นผิวชิ้นงานทั้งที่เป็นโลหะและอโลหะ เรายังสามารถนำตัววัดอุณหภูมิแบบต่าง ๆ นี้ ไปต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น เครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller), เครื่องบันทึกค่าอุณหภูมิ (Recorder) เป็นต้น      การวัดอุณหภูมิที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ จะเป็นการวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสกับชิ้นงาน (Non-Contact Thermometer) ซึ่งการวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) เป็นการวัดอุณหภูมิโดยอาศัยหลักการแผ่รังสีอินฟราเรดไปยังวัตถุที่ต้องการวัด เมื่อแสงอินฟราเรดจากเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรด (Infrared Thermometer) ยิงไปที่วัตถุนั้น ก็จะทราบค่าของอุณหภูมิของวัตถุนั้น ๆ ได้เลย โดยไม่ต้องสัมผัสกับวัตถุนั้นโดยตรง เป็นการวัดอุณหภูมิที่พื้นผิว (Surface) ของวัตถุเท่านั้น ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำเครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) ซึ่งมี 2 ลักษณะด้วยกัน คือ แบบพกพา (Portable) และแบบติดตั้งถาวร (Fixed Installation) ดังนี้        1. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบพกพา (Portable) ดังรูป รูปแสดงลักษณะการนำไปประยุกต์ใช้งานเครื่องวัดอุณหภูมิไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบพกพา หรือเทอร์โมมิเตอร์แบบพกพา (Infrared Thermometer)      เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบพกพา (Portable) เหมาะสำหรับลักษณะงานที่เราต้องการวัดอุณหภูมิในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นครั้งคราว เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของอุณหภูมิในบริเวณนั้น ๆ เช่น การวัดอุณหภูมิของมอเตอร์, บัสบาร์หรือขั้วต่อสายไฟในตู้คอนโทรล หากมอเตอร์, บัสบาร์หรือขั้วต่อสายไฟในตู้คอนโทรลมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ อาจมีความผิดปกติของอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เราได้ทราบปัญหาของอุปกรณ์ล่วงหน้า และเราสามารถทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ก่อนที่จะเกิดความเสียหายก่อนได้ ในการวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสนี้ (Non-Contact Thermometer) สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการวัดเพื่อให้การวัดอุณหภูมิมีความผิดพลาดในการวัดน้อยที่สุด คือ อัตราส่วนของระยะทางต่อพื้นที่ในการวัดของชิ้นงานนั้น D : S (Distance Per Spot)  (ดังรูป)        ยกตัวอย่างการคำนวณอัตราส่วนระหว่างระยะทางต่อพื้นที่ในการวัดของชิ้นงาน D : S (Distance Per Spot) ของ Infrared Thermometer รุ่น CENTER 350 ซึ่งขนาดของพื้นที่ที่ต้องการวัดอุณหภูมิจะขึ้นอยู่กับระยะห่างของ Thermometer กับบริเวณพื้นผิวที่ต้องการวัด ซึ่งจะมีค่าประมาณ 8 : 1 เช่น หากต้องการวัดชิ้นงานที่มีระยะห่างประมาณ 800 mm. จากพื้นผิวที่จะวัด พื้นที่ผิวที่วัดจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 mm. ในกรณีนี้ถ้าชิ้นงานหรือพื้นที่ที่เราต้องวัดมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่น้อยกว่า 100 mm. จะทำให้ผลจากการวัดค่าอุณหภูมิมีความคลาดเคลื่อนมากกว่าปกติ เนื่องจากเมื่อชิ้นงานเล็กกว่าพื้นที่ที่ต้องการวัด ตัวอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ (Infrared Thermometer) จะทำการวัดทั้งพื้นผิวของชิ้นงานและพื้นผิวโดยรอบด้วยทำให้ค่าที่วัดไม่ถูกต้อง เป็นต้น        2. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบติดตั้งถาวร (Fixed Installation) ดังรูป รูปแสดงลักษณะการนำไปประยุกต์ใช้งาน เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบติดตั้งถาวร (Fixed Installation)        เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) แบบติดตั้งถาวร (Fixed Installation) ใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องวัดอุณหภูมิแบบพกพา (Portable Thermometer) โดยส่วนมากแบบติดตั้งถาวรนี้จะเป็นลักษณะการวัดค่าอุณหภูมิแบบต่อเนื่อง เพื่อนำผลที่ได้จากการวัดไปแสดงค่าที่หน้าจอแสดงผลของรุ่นนั้น ๆ (BA-30TA) หรือบางรุ่นต้องมีหัววัดอุณหภูมิ (BS-30TA) ต่อร่วมกับ Amplifier (BS-A) เพื่อแสดงผล เนื่องจากบางลักษณะงานที่วัดอุณหภูมิที่สูง ตัว Amplifier (BS-A) ไม่สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงได้  เครื่องวัดอุณหภุมิแบบไม่สัมผัสนอกจากจะแสดงผลได้ที่ตัวของมันเองแล้ว เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสนี้ยังมีสัญญาณ Analog 4-20mA เพื่อไปต่อร่วมกับตัวแสดงผล (Digital Indicator) หรือตัวควบคุม (Controller) เป็นต้น      เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) มีหลายแบบให้เลือกตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น Non-Contact Thermometer Model : SA-80T-2A เป็นรุ่นที่วัดอุณหภูมิ ย่าน 0-200 ํC Output 4-20mA เป็นรุ่นที่ไม่มีหน้าจอแสดงผล และ Non-Contact Thermometer Model : BA-30TA เป็นรุ่นที่วัดอุณหภูมิ ย่าน 0-500 ํC Output 4-20mA พร้อมมีหน้าจอแสดงผลที่ตัวเลย (ดังตัวอย่างต่อไปนี้)        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Non-Contact Thermometer Model : SA-80T-2A เป็นรุ่นที่วัดอุณหภูมิ ย่าน 0-200 ํC Output 4-20mA เป็นรุ่นที่ไม่มีหน้าจอแสดงผล รูปแสดงตัวอย่างการต่อใช้งาน Non-Contact Thermometer รุ่น SA-80T-2A Output 4-20mA ร่วมกับ Digital Indicator รุ่น TIM-94N โดยต่อแบบ Supply แยก รุ่น PM-024S-2.5        ตัวอย่างการต่อใช้งาน Non-Contact Thermometer Model : BA-30TA เป็นรุ่นที่วัดอุณหภูมิ ย่าน 0-500 ํC Output 4-20mA พร้อมมีหน้าจอแสดงผลที่ตัวเลย รูปแสดงตัวอย่างการต่อใช้งาน Non-Contact Thermometer รุ่น BA-30TA วัดอุณหภูมิ ย่าน 0-500 ํC Output 4-20mA พร้อมมีหน้าจอแสดงผลที่ตัวเลย        นอกจากนี้ในการเลือกใช้งานเครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Thermometer) ยังเหมาะสำหรับวัดอุณหภูมิในบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น พื้นที่อุณหภูมิสูง, พื้นที่เสี่ยงอันตรายจากวัตถุไวไฟหรือมีสารเคมี เป็นต้น   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การประยุกต์ใช้งาน Bar Graph Indicator

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      INDICATOR เป็นตัววัดค่าที่มีทั้งการแสดงผลในรูปแบบที่เป็นแบบเข็ม (Scale) และแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) โดยในทางอุตสาหกรรม Indicator จะถูกนำมาใช้งานในการแสดงผลของอุณหภูมิ (Temperature), ความชื้น (Humidity), ความดัน (Pressure), อัตราการไหล (Flow rate), ความเร็วรอบ (RPM) เป็นต้น โดยรับสัญญาณจากการเซ็นเซอร์หรือเครื่องมือวัดต่าง ๆ เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor), Thermocouple, Pt100, NTC, PTC และสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานทางไฟฟ้า เช่น 4-20mA, 0-10VDC เป็นต้น โดยส่วนมากนิยมใช้แสดงค่าเป็นแบบดิจิตอล (Digital) เนื่องจากดูค่าตัวเลขจากหน้าจอได้เลย และในการตั้งค่า Scale สามารถตั้งค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) ของค่าสูงสุด (High SLH) และ ต่ำสุด (Low SLL) โดยอ้างอิงจาก Input  เช่น 4mA เท่ากับ 0 เปอร์เซ็นต์ (%) และ 20mA จะเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ (%) ดังกราฟ   กราฟแสดงการทำงานของสัญญาณอนาล็อก 4-20mA        ซึ่ง Digital Indicator โดยทั่วไปมักมีการแสดงผลในรูปแบบของตัวเลข แต่ในบางลักษณะงานมีความจำเป็นที่จะแสดงค่าเป็นลักษณะ Visual Control ที่สามารถมองเห็นได้เลย ในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำการประยุกต์ใช้งานของ Digital Bar Graph Indicator (เครื่องแสดงผล (Indicator) แบบมี Bar Graph) ว่ามีลักษณะงานแบบไหนที่เหมาะสมกับการใช้ Indicator ประเภทนี้กัน        การประยุกต์ใช้งาน Bar Graph Indicator รูปแสดงการต่อประยุกต์ใช้งาน Bar Graph Indicator รุ่น TIM-95G ร่วมกับ Level Sensor รุ่น LP-07-I แสดงปริมาณน้ำในถังเพื่อ Alarm แจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงาน (Tower Light)        จากรูป เป็นการวัดระดับน้ำแบบต่อเนื่องในถัง 100 ลิตร ของเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ (Level Sensor) ที่มีสัญญาณเอาต์พุต 4-20mA เพื่อโชว์ค่าที่เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอลพร้อมบาร์กราฟ (Digital Bar Graph Indicator) โดยผู้ปฏิบัติงานได้รู้เปอร์เซ็นต์ของ Input เพื่อโชว์ระดับน้ำได้ทั้งรูปแบบของตัวเลขและ Bar Graph ส่วน LED ที่แสดงผลของ Bar Graph จะเคลื่อนที่ตลอดเวลาตาม Input ที่เข้ามา และ Digital Bar Graph Indicator สามารถตั้งค่า Alarm Relay ต่อร่วมกับไฟสัญญาณแจ้งเตือน (Signal Tower Light) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบถึงสถานะของระดับน้ำ (ดังรูป)        นอกจากนี้ เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอลพร้อมบาร์กราฟ (Bar Graph Indicator) ยังสามารถต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ (Computer) เพื่อแสดงผลในระบบ เก็บข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ (Computer) โดยการเชื่อมต่อแบบ RS-485 (ดังรูป) รูปแสดงการเชื่อมต่อเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอลแบบบาร์กราฟ (Bar Graph Indicator) โดยการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยระบบการเชื่อมต่อแบบ RS-485   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด ทำอย่างไรได้บ้าง?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์ (Heater) คือ อุปกรณ์ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานหรือของเหลว ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การใช้ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่เครื่องฉีดพลาสติก, ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) เพื่อให้ความร้อนกับแผ่นแม่พิมพ์, ฮีตเตอร์ต้มน้ำ (Immersion Heater) เพื่อต้มน้ำมัน, ของเหลวหรือต้มสารเคมี, ฮีตเตอร์แท่ง (Cartridge Heater) เพื่อให้ความร้อนแก่แม่พิมพ์ในการอุ่นของเหลว อุ่นกาว, ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) เพื่อให้ความร้อนในการอุ่นของเหลว, ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) เพื่อให้ความร้อนกับอากาศในการอบแห้ง, ไล่ความชื้น, ฮีตเตอร์อินฟราเรด (Infrared Heater) ให้ความร้อนโดยการแผ่รังสี งานอบสี, อบขนม, อบอาหาร เป็นต้น        นอกจากนี้ยังมีฮีตเตอร์ (Hetaer) อีกหลายประเภท เช่น ฮีตเตอร์บอบบิ้น (Bobbin Heater), คอยล์ฮีตเตอร์ (Coil Heater), ฮีตเตอร์ฮอตรันเนอร์ (Hot runner Heater) เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเภทก็มีการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของลักษณะงาน        ซึ่งฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละประเภทจะมีอายุในการใช้งานซึ่งหากใช้ไปนาน ๆ แล้วไม่มีการบำรุงรักษา 5 วิธีง่าย ๆ สำหรับยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ (Heater) หรือใช้งานไม่เหมาะสมกับหน้างานและใช้งานเกินกำลังวัตต์ของฮีตเตอร์ (ตามค่ากำหนด W/CM2 แต่ละประเภท) อาจทำให้ฮีตเตอร์ (Heater) ขาด หรือบางครั้งเกิดความเสียหายโดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ และทำให้ชิ้นงานเกิดความเสียหายไปแล้ว ทำให้มีผลกระทบต่อกระบวนการผลิต ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาดทำอย่างไรได้บ้าง ดังนี้        1. วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด โดยใช้มิเตอร์วัดและอ่านค่าความต้านทาน (Resistor) (ดังรูป)      ฮีตเตอร์ (Heater) ถือเป็นโหลด  R หรือ ตัวต้านทาน (Resistor) สามารถทำการวัดและอ่านค่าง่าย ๆ ได้ด้วยมัลติมิเตอร์ (Multimeter) รุ่น CENTER 110 โดยปรับ Scale ไปที่หน่วยโอห์ม (Ohm) กรณีฮีตเตอร์ขาดจะวัดค่าโอห์ม (Ohm) ไม่ขึ้น และกรณีฮีตเตอร์ใช้งานได้ปกติค่าโอห์ม (Ohm) จะขึ้น ตามสูตรการหาค่ากำลังไฟฟ้า P=I2R หรือ P=E2/R        2. วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด โดยใช้ Temperature Controller รุ่น TMP-95 ที่มีฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คทำให้รู้ว่าฮีตเตอร์ (Heater) ขาดหรือไม่ โดยต่อวงจรการใช้งาน (ดังรูป) รูปวงจรการต่อใช้งานของ Temperature Controller ฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break)        การใช้งานฟังก์ชั่น CT Input เพื่อเช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break) โดยการนำเอา CT Max. 30A (Current Transformer) มาคล้องกับสายไฟที่ต่อฮีตเตอร์ (Heater) แล้วนำ CT มาต่อเข้า Temp Controller ได้โดยตรง โดย Temp Control จะตรวจเช็คกระแสที่ไหลผ่านตัวฮีตเตอร์ (Heater) ซึ่งจะมีกระแสไหลผ่านอยู่ค่า ๆ หนึ่ง จากการกำหนดค่ากระแส (Current) ของผู้ใช้งานที่ต้องการจะตรวจเช็ค ซึ่ง CT (Current Tranformer) จะเป็นตัวคอยตรวจเช็คกระแสที่ไหลผ่านตัวฮีตเตอร์ หากฮีตเตอร์ขาดหรือไม่มีกระแสไหลผ่านในขณะที่ Output ของ Temperature Controller ทำงาน ก็จะส่งสัญญาณ Alarm แจ้งเตือนให้ทราบว่าขณะนี้ฮีตเตอร์ขาด        3. วิธีเช็คฮีตเตอร์ขาด โดยใช้อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) ต่อร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D (Digital Monitor For Heater Break Alarm) เพื่อแสดงค่ากระแสฮีตเตอร์ (Heater) (ดังรูป) รูปวงจรการต่อใช้งานของอุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N โดยต่อคล้องผ่าน CT ร่วมกับเครื่องแสดงผล รุ่น CM-005D      อุปกรณ์เช็คฮีตเตอร์ขาด (Heater Break Alarm) รุ่น CM-005N จะทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว (ที่กระแส 50 A. ได้ถึง 4 ตัว) ในเวลาเดียวกัน โดยต่อสายคล้องผ่าน CT (Current Transformer) เพื่อทำการเช็คกระแสของฮีตเตอร์ (Heater) ในแต่ละตัว ถ้าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวใดไม่มีกระแสไหลผ่าน แสดงว่าฮีตเตอร์ (Heater) ตัวนั้นขาด หรือในกรณีฮีตเตอร์ (Heater) ทำงาน คือ มีกระแสไหลผ่านตลอดเวลา อันเนื่องจาก Solid State Relay Short Circuit หรือหน้า Contact ของ Magnetic Arc. ติดกัน โดยที่ Output ของ Temperature Controller ไม่สั่งงาน จะทำให้มี Alarm เตือนความผิดปกติ เป็นต้น        ซึ่งในกรณีนี้เราจะยกตัวอย่างอุปกรณ์แสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) รุ่น CM-005D ในการแสดงค่ากระแสและสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) แต่ละตัว ได้สูงสุดถึง 8 ตัว (ต่อเข้ากับ CM-005N 2 ตัว) เพื่อ Alarm แจ้งเตือนให้ผู้ปฏิบัติทราบถึงสถานะของฮีตเตอร์ (Heater) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากกับเครื่องจักรที่มีการใช้งานฮีตเตอร์ (Heater) หลาย Zone เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะถ้าฮีตเตอร์ (Heater) เส้นใดเส้นหนึ่งขาดโดยที่ผู้ปฎิบัติงานไม่รู้จะทำให้ชิ้นงานเสียหายได้  ดังนั้นในวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นสำหรับการเช็คฮีตเตอร์ขาดนั้น หวังว่าคงเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้ไม่มากก็น้อยและเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานฮีตเตอร์ (Heater) นั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ต่อร่วมก็สำคัญเช่นกัน เช่น  Temperature Controller, Solid State Relay, Temperature Sensor เป็นต้น Multimeter Heater Break Alarm Digital Monitor For Heater Break Alarm Finned Heater Digital Temperature Controller PID Control Function   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Output Control ต่างจาก Transfer Output อย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      โดยทั่วไปในการใช้งานเครื่องแสดงผล (Indicator) หรือเครื่องควบคุม ( Controller) ในงานอุตสาหกรรมนั้น จะประกอบไปด้วยอินพุท (Input), คอนโทรลเลอร์ (Controller) และเอาต์พุต (Output) แต่วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงส่วนของเอาต์พุต (Output) ที่นำไปต่อใช้ร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น โซลิดสเตจรีเลย์ (Solid State Relay), แมคเนติค (Magnetic) เพื่อนำไปต่อร่วมกับโหลด (Load) ต่าง ๆ เช่น ฮีตเตอร์ (Heater), มอเตอร์ (Motor) เป็นต้น โดยชนิดของเอาต์พุต (Output) ของอุปกรณ์เครื่องควบคุม (Controller) และเครื่องแสดงผล (Indicator) มีอยู่หลากหลายแบบเช่นกัน แต่ที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น Output Relay, Output Solid State (SSR), Output 4-20mA หรือ Output  0-10VDC เป็นต้น      ซึ่งหลายคนมักจะสับสนเกี่ยวกับลักษณะการนำไปใช้งานของ Output ทั้ง 2 ชนิดนี้ ว่าระหว่าง Output Control กับ Transfer Output นั้นแตกต่างกันอย่างไร และบ่อยครั้งที่เรามักจะสั่งซื้อ Output แบบ Analog Output Control กับ Analog Transfer Output มาใช้งานผิดพลาด โดยเข้าใจว่าเป็นเอาต์พุตทั้ง 2 แบบนี้นำไปใช้งานเหมือนกัน ซึ่งความจริงแล้วมีความแตกต่างกันในลักษณะการนำไปใช้งาน ดั้งนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ Output Control และ Transfer Output เราจะขออธิบายดังนี้      Output Control  คือ สัญญาณเอาต์พุตที่มาจากเครื่องควบคุม (Controller) แล้วทำการประมวลผล (Processor) โดยนำค่าที่วัดได้จากสัญญาณทางด้านอินพุต (Input) หรือที่เรียกว่า Process Value (PV) แล้วนำมาทำการเปรียบเทียบกับค่าที่เราตั้งไว้ Setpoint หรือเรียกว่า Setting Value (SV) แล้วเครื่องควบคุม (Controller) จะทำการประมวลผล (Processor) แล้วสั่งจ่ายเอาต์พุต (Output) ตามค่าที่เครื่องควบคุมประมวลผล เพื่อให้กระบวนการในการควบคุมนี้ มีค่า Process Value (PV) เท่ากับ Setting Value (SV) ได้ตามที่เราตั้งไว้      ยกตัวอย่างการต่อใช้งานรูปแบบ Output Control แบบอนาล็อก 4-20mA (PID Control) ของเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) สำหรับสั่งจ่าย Output  เพื่อ Drive Power SCR ในการควบคุมฮีตเตอร์ (Heater) ดังรูป รูปแสดงการต่อใช้งาน Output Control ของ Temperature Controller ร่วมกับ Power SCR 4-20mA เพื่อควบคุมฮีตเตอร์ (Heater)        Output Control ของสัญญาณ 4-20mA (PID) ใช้ควบคุมเพื่อให้ได้ค่า PV นิ่ง ที่ Setpoint (SV) ตามที่เรากำหนดไว้  ลักษณะการควบคุมจะจ่าย Output เป็นเปอร์เซ็นต์ 0-100% เช่น Output ทำงาน100% จะจ่ายสัญญาณที่ 20mA และเมื่ออุณหภูมิเริ่มเข้าใกล้ Setpoint แล้ว Output จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จาก 100% ลงมาจนกลายเป็น 0% จะจ่ายสัญญาณที่ 4mA  คือ (PV=SV) นั่นเอง        ตัวอย่าง กราฟแสดงการทำงานของ Output Control สัญญาณอนาล็อกเอาต์พุต 4-20mA  (Analog Output Control PID) กราฟแสดงการทำงานของ Analog Output Control 4-20mA (PID)        Transfer Output  คือ สัญญาณเอาต์พุตจะเปลี่ยนแปลงโดยที่อ้างอิงจาก Scale High-Low ของค่า PV (Process Value) ของอุปกรณ์นั้น ๆ ซึ่งการทำงานของสัญญาณ Output ในรูปแบบ Transfer นั้น จะถูกส่งออกเป็นสัญญาณแบบ Linear เช่น 4-20 mAdc/0-10Vdc เป็นต้น        ตัวอย่าง เช่น ยกตัวอย่างการต่อใช้งาน Transfer Output ของ Process Indicator Model TIM-94N ที่ช่วงอุณหภูมิที่วัดได้ 0-200 ํC  ที่ 0 ํC  Process Indicator Model TIM-94N จะส่งสัญญาณ Output ออกไป 4mA และที่ 100 ํC  Process Indicator Model TIM-94N จะส่งสัญญาณ Transfer Output ออกไป 20mA โดยสัญญาณ 4-20mA จะเป็นเชิงเส้นจะต่างกับสัญญาณ 4-20mA ที่ลักษณะของ Output Control (ดังรูป) รูปแสดงการต่อใช้งานของ PT100 ร่วมกับ Digital Indicator TIM-94N และส่งสัญญาณ Transfer Output 4-20mA เพื่อเข้าเครื่องบันทึกข้อมูล (Recorder)        ตัวอย่าง กราฟแสดงการทำงานของ Transfer Output สัญญาณอนาล็อกเอาต์พุต 4-20mA (Analog Transfer Output) กราฟแสดงการทำงานของ Analog Transfer Output 4-20mA        Transfer Output จากการยกตัวอย่างเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) ในการทำงานรูปแบบของ Output  Control และ Transfer Output ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและแสดงผลค่าสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานที่มี Transfer Output เพื่อส่งค่าไปยังอุปกรณ์แสดงผลอีกตัวหนึ่งที่รับสัญญาณ 4-20mA เช่น เครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator), เครื่องบันทึกอุณหภูมิ (Recorder), PLC เป็นต้น      จากข้อมูลข้างต้น หวังว่าผู้ใช้งานจะไม่สับสนระหว่าง Output Control กับ Output  Transfer กันอีกต่อไปแล้ว และสามารถเลือกใช้งานเครื่องแสดงผล (Indicator) หรือเครื่องควบคุม (Controller) ในโรงงานอุตสาหกรรม ได้อย่างเหมาะสมต่อไป Digital Temperature Controller PID Control Function Universal Input Digital Indicator With Alarm Unit Temperature Sensor Heater 3-Phase SCR Power Regulator   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
2 Channels Multi-Function Slim Timer ตั้งเวลาควบคุมการทำงานอุปกรณ์ไฟฟ้า 2 ตัว

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Timer (ไทม์เมอร์) คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งเวลา โดยสามารถตั้งเวลาได้ทั้งหน่วยของ วินาที (Second), นาที (Minute), ชั่วโมง (Hour) เพื่อใช้ในการควบคุมการ เปิด-ปิด (ON-OFF) ของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้ทำงานตามเวลาที่เราต้องการ เช่น การตั้งเวลาหน่วงการทำงานอุปกรณ์ (Delay On Operate), การตั้งเวลาสลับการทำงานของอุปกรณ์ (ON/OFF Recycle Timer), การตั้งเวลาหน่วงการ Start ในการต่อแบบสตาร์-เดลต้า (Star-Delta Timer) ของมอเตอร์เพื่อลดกระแสไฟฟ้าในขณะสตาร์ท เป็นต้น      ซึ่งภายในระบบการควบคุมเวลาการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในตู้คอนโทรลนั้น มีอุปกรณ์หลากหลายชนิดที่ต้องตั้งเวลาในระบบควบคุมทางไฟฟ้า จึงมีความจำเป็นต้องใช้ Timer ตั้งเวลาควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มากกว่า 1 ตัว หรือต้องใช้ Timer ถึง 2 ตัวขึ้นไปในการตั้งเวลาการทำงาน โดยบางครั้งอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ในการติดตั้งที่ไม่เพียงพอต้องเพิ่มขนาดของตู้คอนโทรลเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนในการซื้อตู้คอนโทรลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ Timer Relay ที่มีขนาดเล็กและมี Timer 2 ตัวอยู่ในตัวเดียวกันทำงานแยกอิสระจากกัน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุนการออกแบบระบบควบคุมการตั้งเวลาการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าในตู้คอนโทรลได้      ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ Slim Timer แบบ 2 Output (2 Channels Multi-Function Timer) ที่เปรียบเสมือนมี Timer 2 ตัวอยู่ภายในตัวเดียวกัน โดยจะสั่งงานอุปกรณ์ 2 ตัว แยกอิสระจากกัน (Isolate) พร้อมทั้งยังประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งและง่ายในการติดตั้ง เพราะสามารถยึดกับราง Din Rail ได้เลย ดังรูป รูป Slim Timer แบบ 2 Output (2 Channels Multi-Function Timer) รุ่น PF-04      ตัวอย่างการต่อใช้งาน Slim Timer แบบ 2 Output (2 Channels Multi-Function Timer) รุ่น PF-04 ในการตั้งค่าควบคุมการทำงาน เปิด-ปิด (ON-OFF) อุปกรณ์ 2 ตัว (ดังรูป) รูปแสดงการต่อวงจรของ Slim Timer แบบ 2 Output แยกอิสระ (2 Channels Multi-Function Timer) รุ่น PF-04 เพื่อควบคุมการทำงานของมอเตอร์และควบคุมการทำงานของพัดลม (Fan)        จากรูปวงจรอธิบายการสั่งงานของเอาต์พุต (Output) ของ Slim Timer แบบ 2 Output (2 Channels Multi-Function Timer) ที่นำไปประยุกต์ใช้งานได้ ดังนี้           • เอาต์พุต 1 (Output) สั่งงานควบคุมการทำงานของโซลินอยด์วาล์ว เพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน เช่น ตั้งเวลาการเปิด-ปิด (ON-OFF) Sprinkleในการรดน้ำต้นไม้ โดยตั้งเป็นเวลารดน้ำ 1 ชั่วโมง (ON) และ หยุด 1 ชั่วโมง (OFF) หลังจากคำสั่ง Start ที่ Switch SW1 (ตามวงจรการต่อ)           • เอาต์พุต 2 (Output) สั่งงานควบคุมการทำงานของพัดลม (Fan)  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน เช่น ตั้งเวลาการเปิด-ปิด (ON-OFF) พัดลม (Fan) ในฟาร์มไก่ ที่มีพัดลมอยู่หลายตัว ซึ่งถ้าเปิดพร้อมกันหลาย ๆ ตัว อาจจะทำให้เกิดไฟตก (Under Volatge) และมีกระแสไฟฟ้ากระชากช่วง Start ได้ การใช้ Timer ในการตั้งเวลาหน่วงการ Start ของพัดลมแต่ละตัวให้ Start ไม่พร้อมกันนั้น สามารถช่วยป้องกันแรงดันไฟฟ้าตกและลดกระแสไฟฟ้ากระชากในช่วง Start ได้ อีกทั้งยังเป็นการบริหารจัดการ Load พัดลมให้มีการ Start ห่างกัน 15 นาที เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าด้วย (ลดค่าความต้องการไฟฟ้า Demand kW)        ในการใช้งานของ Slim Multi-Function Timer 2 Channels รุ่น PF-04-2 ที่นำมายกตัวอย่างนั้น จะเห็นได้ว่าการตั้งค่าของเอาต์พุตที่ 1 และเอาต์พุตที่ 2  นำมาประยุกต์ใช้งานได้คนละแบบหรือเอาต์พุตแยกอิสระกัน (Isolate Output) ในการควบคุมอุปกรณ์ 2 ตัว ในระบบ โดย Timer แบบ 2 Channels รุ่น PF-04 Series สามารถเลือกการตั้งค่าได้ 4 Function ดังกราฟ        Function 1. Delay ON Operate Timer (DT) เมื่อเริ่มทำงาน Relay Output จะอยู่ในสภาวะ OFF และเมื่อมี Input จ่ายเข้ามา PF-04 จะทำการหน่วงเวลาตาม Td ที่ตั้งไว้ เมื่อครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ Relay Output จึงทำงาน (ON) ตลอดเวลา (ดังรูป)        Function 2. Interval Timer (IT) เมื่อเริ่มทำงาน Relay Output จะอยู่ในสภาวะ OFF และเมื่อมี Input จ่ายเข้ามา PF-04 จะทำการสั่ง Relay Output ทำงาน และทำการหน่วงเวลาตาม Td ที่ตั้งไว้ เมื่อครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ Relay Output จะอยู่ในสภาวะ OFF ตลอดไป จนกว่าจะหยุดจ่าย Input (ดังรูป)        Function 3. Delay On Interval Timer (DI)  เมื่อเริ่มทำงาน Relay Output จะอยู่ในสถานะ OFF และเมื่อมี Input จ่ายเข้ามา PF-04 จะทำการหน่วงเวลาตาม Td ที่ตั้งไว้ เมื่อครบเวลา Relay Output จะอยู่ในสถานะ ON เป็นเวลาตาม Td เช่นกัน หลังจากครบช่วงเวลาแล้ว Relay จะ OFF ไปจนกว่าจะมีการเริ่มจ่าย Input ใหม่อีกครั้ง (ดังรูป)        Function 4. Recycle Timer Start ON (RNT) เมื่อเริ่มทำงาน Relay Output จะอยู่ในสถานะ ON เมื่อมี Input จ่ายเข้ามา PF-04 จะทำการหน่วงเวลาตาม Td ที่ตั้งไว้ เมื่อครบเวลา Relay Output จะหยุดทำงาน (OFF) เป็นเวลา Td ที่ตั้งไว้เช่นกัน และ Relay Output จะทำงานเช่นนี้ซ้ำไปตลอดจนกว่าจะหยุดจ่าย Input (ดังรูป) Star Delta Timer Delay On Operate Timer Multi-Function Timer 2 Channel Multi-Function Timer Digital Timer โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
4-20mA Current loop Transmitter ต่อใช้งานอย่างไร?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK EM-L            Programmable Signal Transmitter            EM-LC Programmable Signal Transmitter (Current Loop)      เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือวัดในอุตสาหกรรมมีมากมายหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะของสัญญาณเอาต์พุต (Signal Output) ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อต่อร่วมกับอุปกรณ์หลาย ๆ ตัวในระบบจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการต่อสาย จึงได้มีการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานสัญญาณของอุปกรณ์เครื่องมือวัดในรูปแบบของสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ให้เป็นมาตรฐานในงานอุตสาหกรรม เช่น 0-20mA, 4-20mA (DC Current) หรือ 0-1VDC, 0-5VDC และ 0-10VDC (DC Voltage) เป็นต้น เพื่อนำสัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) ไปต่อร่วมกับอุปกรณ์อื่น เช่น เครื่องแสดงผล (Digital Indicator), เครื่องควบคุม (Controller) หรือ PLC เป็นต้น      สัญญาณในรูปแบบของกระแส 4-20mA (DC Current) และสัญญาณในรูปแบบของแรงดัน 0-10VDC (DC Voltage) เป็นสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานที่ใช้กับอุปกรณ์เครื่องมือวัดประเภททรานสมิตเตอร์ (Transmitter) เช่น Pressure Transmitter, Humidity & Temperature Transmitter เป็นต้น และเป็นสัญญาณทางด้านอินพุต (Input Signal) ให้กับเครื่องแสดงผล (Process Indicator) และเครื่องควบคุม (Controller) เช่น Digatal Indicator, Temperature Controller, Recorder, PLC เป็นต้น      ซึ่งสัญญาณอนาล็อกมาตรฐานที่เหมาะสมในการใช้เดินสายระยะไกล คือ กระแสไฟฟ้า 4-20mA (DC Current ) เนื่องจากการต่อใช้งาน 4-20mA จะมีรูปแบบการต่อ 2 แบบ คือ แบบ Source Current 4-20mA และ Sink Current (Loop Current) 4-20mA      โดยในหัวข้อนี้เราจะขอยกตัวอย่างการต่อสัญญาณอนาล็อกทางไฟฟ้าแบบ 4-20mA แบบ Current loop และการต่อสัญญาณอนาล็อกทางไฟฟ้าแบบ Source Current จาก Output ของอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Transmitter)        แบบที่ 1 การต่อแบบ Sink Current (Loop Curent) 4-20mA   รูปแสดงการต่อแบบ Sink Current (Loop Current) 4-20mA ของ Transmitter รุ่น EM-LC Series ร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) รุ่น CM-004N        แบบที่ 2 การต่อแบบ Source Current 4-20mA   รูปแสดงการต่อแบบ Source Current 4-20mA ของ Transmitter รุ่น EM-N Series ร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Indicator) รุ่น CM-004N        หมายเหตุ : สัญญาณที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่มีระยะทางไกล ๆ ในรูปแบบของกระแส 4-20mA (DC Current) โดยการต่อแบบ Current loop จะทำให้สัญญาณมีความคงที่มากกว่าแบบ 0-10VDC (ระยะทางไกล ๆ สัญญาณจะ Drop) และไม่มีสัญญาณรบกวน ทำให้ไม่มีการสูญเสียของสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทาง สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 1 km. (ขึ้นอยู่กับความต้านทานภายในของสายส่งสัญญาณและโหลดของตัวรับสัญญาณ)   EN-A-L (TC,RTD,mA,mVDC,VDC Input) Programmable Signal Transmitter   EN-B-L (0-500VDC Input) Programmable Signal Transmitter EN-C-L (0-500VAC Input) Programmable Signal Transmitter EN-D-L (0-5A Input) Programmable Signal Transmitter EN-E-L (0-1kΩ Input) Programmable Signal Transmitter EN-G-L (0-100Ω Input) Programmable Signal Transmitter   EN-A1-LC (TC,RTD Input) Programmable Signal Transmitter (Current Loop) EN-A2-LC (0-2mA,4-20mA,0-100mA Input) Programmable Signal Transmitter (Current Loop) EN-A3-LC (0-75mV,0-150mV,0-1V Input) Programmable Signal Transmitter (Current Loop) EN-A4-LC (0-10VDC Input) Programmable Signal Transmitter (Current Loop) Singnal Transmitter (Programmable) Singnal Transmitter (Fixed Input) Digital Transmitter Digital Indicator Digital Indicator   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
วิธีการตรวจเช็คเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) ว่ายังใช้งานได้อยู่หรือไม่?

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) เป็นเซ็นเซอร์อีกหนึ่งชนิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมยา เป็นต้น ที่นิยมใช้งานโดยทั่วไปมีทั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบอาร์ทีดี (RTD) Pt100, เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิชนิดเทอร์มิสเตอร์ NTC/PTC และเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) เป็นต้น ใช้งานตามความเหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ ซึ่งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) แต่ละประเภทนั้นจะมีระยะเวลาในการใช้งานที่ค่อนข้างจำกัด หากมีการใช้งานไปเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ค่าที่วัดเกิดความผิดเพี้ยน เมื่อนำมาต่อใช้ร่วมกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Controller) หรือเครื่องแสดงผลอุณหภูมิ (Temperature Indicator) ทำให้ค่าอุณหภูมิที่วัดแสดงค่าออกมาไม่ตรง ซึ่งความผิดปกตินี้ก็มีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น เซ็นเซอร์ขาดหรือเสีย อาจเกิดจากการชำรุดของสาย, การรั่วที่เกิดจากรอยเชื่อมต่อ, แตกหักของแท่งโพรบ (Prob) หรือเกิดจากการใช้งานที่ผิดประเภท เป็นต้น        แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหัววัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่ใช้งานอยู่ ยังใช้งานได้หรือไม่ ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำวิธีการตรวจเช็คง่าย ๆ ยกตัวอย่างเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor) ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย คือ เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) และ อาร์ทีดี (RTD) Pt100 ที่ผู้ใช้งานสามารถเช็คเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้มัลติมิเตอร์ (Multimeter) ในการตรวจเช็ค ดังนี้        วิธีตรวจเช็คเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) ปรับเลือกย่านการวัดค่า mV ที่ตัวมัลติมิเตอร์ (Multimeter) โดยใช้สายวัดข้างหนึ่งจับที่ขั้วบวก (+) และปลายอีกข้างจับที่ขั้วลบ (-) ของเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) หรืออีกกรณีเลือกย่านการวัดโอห์ม ถ้าความต้านทานขึ้นแสดงว่าเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) สามารถใช้งานได้ตามปกติ (เมื่อเทียบกับอุณหภูมิห้อง) ดังรูป   รูปแสดงตัวอย่างที่ใช้งานได้ของเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple) รูปแสดงตัวอย่างที่ใช้งานไม่ได้ของเทอร์โมคัปเปิ้ล (Thermocouple)      วิธีตรวจเช็ค อาร์ทีดี (RTD) Pt100  ทั้งแบบ 2 สาย, 3 สาย และ 4 สาย ปรับเลือกย่านการวัดค่าความต้านทาน (เลือกย่านการวัดโอห์ม) ที่ตัวมัลติมิเตอร์ (Multimeter) โดยใช้สายวัดข้างหนึ่งจับวัดที่ขั้ว A และปลายอีกข้างจับที่ขั้ว B ของอาร์ทีดี (RTD) Pt100 ถ้าค่าความต้านทานขึ้นแสดงว่าใช้งานได้ตามปกติ (เมื่อเทียบกับอุณหภูมิห้อง) ดังรูป   รูปแสดงตัวอย่างที่ใช้งานได้ของอาร์ทีดี (RTD) Pt100 รูปแสดงตัวอย่างที่ใช้งานไม่ได้ของอาร์ทีดี (RTD) Pt100      ในการวัดอุณหภูมิที่จุดอ้างอิงของเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) หรือ อาร์ทีดี (RTD) Pt100 จะวัดโดยเทียบกับอุณหภูมิห้องและกรณีที่ต้องการอยากทราบว่าเซ็นเซอร์เป็นชนิด Pt100 หรือ Pt1000 ที่มัลติมิเตอร์ (Multimeter) ถ้าเป็น Pt100 ค่าจะขึ้นอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าโอห์ม และถ้าเป็น Pt1000 ค่าจะขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1000 กว่าโอห์ม        นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งวิธีในการตรวจเช็คสัญญาณของเทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) โดยใช้อุปกรณ์เครื่องสอบเทียบสัญญาณ (Process Simulator) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูงเพื่อวัดค่าและจ่ายสัญญาณของ Thermocouple โดยการวัดค่า (Measurement) ได้ทั้ง Type :  K, J, T, N, E, R, S และจ่ายสัญญาณของ Thermocouple (Source) ได้ทั้ง Type : K, J, T, N, E เป็นต้น (ดังรูป)   รูปอุปกรณ์เครื่องสอบเทียบสัญญาณแบบพกพา (Portable Process Simulator) รุ่น PMCAL-1000 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลด้วย Digital Hygrostat and Thermostat Controller

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้าจะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายในตู้คอนโทรล เช่น PLC, Relays, Electronic Board, Magnetic, Inverter รวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้า เช่น อุปกรณ์ป้องกันเฟสขาดหาย (Phase Loss), ลำดับเฟส (Phase Sequence), อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน (Over Current ) เป็นต้น เมื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ทำงาน จะทำให้เกิดความร้อนหรือความชื้น (Humidity) สะสม ทำให้ส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์ จึงมีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) เพื่อช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ (Temperature) และความชื้น (Humidity) ภายในตู้คอนโทรล เมื่อเครื่องจักรทำงานเป็นเวลานาน ๆ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ในตู้คอนโทรลนั้นจะมีอุณหภูมิสูงอยู่ประมาณหนึ่งตลอดเวลา แต่เมื่อมีการหยุดการทำงานหรือหยุดซ่อมเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าในตู้คอนโทรลนั้นจะหยุดการทำงานทันที จึงทำให้เกิดความชื้นขึ้นภายในตู้คอนโทรลหรือในกรณีของตู้ไฟฟ้าแรงสูง ตู้สวิทซ์เกียร์ (Switchgear) ที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารจะเจอสภาพอากาศภายนอก เช่น อากาศร้อน, อาการเย็นหรือฝนตก ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (Temperature) และความชื้น (Humidity)        โดยส่วนใหญ่เราจะลืมนึกถึงเรื่องการควบคุมความชื้นในตู้คอนโทรลและเน้นไปที่การควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรลเพียงอย่างเดียว ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายตู้คอนโทรลมีอายุการใช้งานที่น้อยลงและอาจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ควบคุมค่าความชื้นและอุณหภูมิในตู้คอนโทรล (Hygrostat and Thermostat Controller) โดยจะต้องมีการติดตั้งฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ภายในตู้คอนโทรล โดยในกรณีที่มีความชื้นสูงเกินไป ตัว Hygrostat จะสั่งให้ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) ทำงาน และในกรณีที่อุณหภูมิสูงเกินไป Thermostat จะสั่งให้พัดลมทำงาน        นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถใช้ Digital Hygrostat and Thermostat ต่อร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ เช่น พัดลมระบายความร้อน (Cabinet Filter Fans), แอร์รักษาอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Air Conditioner for Control Boxes), ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater)ไล่ความชื้น หรือการใช้ฮีตเตอร์ไล่ความชื้น (Anti-Condensation Heater) เป็นต้น        โดยทั่วไปอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิจะแยกกันเป็นคนละตัวทำให้ไม่ประหยัดเนื้อที่ในการติดตั้ง และไม่มีหน้าจอแสดงค่าความชื้นและอุณหภูมิทำให้เราไม่ทราบค่าจริง ณ ขณะนั้น ดังนั้นในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ที่มีตัวควบคุมความชื้นและอุณหภูมิอยู่ภายในตัวเดียวกันพร้อมทั้งแสดงค่าความชื้นและอุณหภูมิได้ คือ Digital Hygrostat and Thermostat Controller เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและยืดอายุการใช้ของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนโทรล (ดังรูป)   อุปกรณ์ควบคุมความชื้นแบบดิจิตอล (Digital Hygrostat) อุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแบบดิจิตอลภายในตัวเดียวกัน (Digital Hygrostat and Thermostat Controller)        อุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแบบดิจิตอลภายในตัวเดียวกัน (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) การออกแบบที่เป็นตัวเลข 7 Segment แบบดิจิตอล เพื่อง่ายต่อการตั้งค่า (Setting) และสามารถดูค่าความชื้นและอุณหภูมิ (Humidity & Temperature) ที่หน้าจอได้เลย ติดตั้งได้ง่ายโดยยึดราง (Din rail) ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอีกด้วย (ดังรูป)   รูปแสดงการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแบบดิจิตอลภายในตัวเดียวกัน (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) ภายในตู้คอนโทรล        การต่อใช้งานอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) แบบ Control อุปกรณ์ 1 ตัว และ Control อุปกรณ์ 2 ตัว (ดังรูป)   รูปแสดงการต่อใช้งานอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิภายในตู้คอนโทรล (Digital Hygrostat and Thermostat Controller) ร่วมกับฮีตเตอร์ (Heater) และพัดลม (Fan)   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
ทำไมต้องใช้ Cartridge Heater แบบ High Density

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      ฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) เป็นฮีตเตอร์สำหรับให้ความร้อนกับวัตถุโดยตรง เช่น การให้ความร้อนกับแม่พิมพ์, หัวพ่นกาว, แผ่นเพลท, เครื่องพิมพ์ทอง, หัวปั๊ม, ชิ้นงานเหล็ก, เครื่องรีดถุงพลาสติก, เครื่องห่อซองพลาสติกใส่อาหารและขนม เป็นต้น      ฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) แบบ High Density เป็นฮีตเตอร์ (Heater) ที่ทำอุณหภูมิได้สูงกว่าแบบ Low Density โดย Cartridge Heater แบบ High Density จะมีกำลังวัตต์ต่อพื้นที่สูงกว่าแบบ Low Density  (Watt/cm2)      โดยทั่วไปแล้ว ฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) ถูกแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ High Density ให้ความร้อนสูง และ Low Density ให้ความร้อนต่ำหรือปานกลาง ดังนี้      1. Cartridge Heater แบบ High Density มีขั้นตอนการผลิตดังนี้ นำลวดฮีตเตอร์ (R80) พันรอบแท่งแกน MGO แล้วใส่ในท่อ ในระหว่างท่อกับแกน MGO ที่พันลวดฮีตเตอร์แล้วจะมีช่องว่างอากาศอยู่ จากนั้นทำการใส่ผง MGO เพื่อเป็นฉนวนลงไปท่อฮีตเตอร์ แล้วนำไปสู่กระบวนสั่นผง MGO ในท่อฮีตเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของอากาศ จากนั้นจึงนำไปรีดคอมแพคท่อลงให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ ซึ่งในกระบวนการบีบอัดนี้ทำให้ผง MGO ที่อยู่ภายในท่อฮีตเตอร์อัดแน่นยิ่งขี้นและไม่มีช่องว่างอากาศภายในท่อฮีตเตอร์อีกเลย ส่งผลทำให้ฮีตเตอร์ระบายความร้อนได้ดี, ไม่ขาดเสียหายได้ง่าย, ทำให้ทนอุณหภูมิได้สูงและมีกำลังวัตต์สูง วัตต์ต่อพื้นที่ (Watt/cm2) สูงขึ้น (ดังรูป) รูปแสดงโครงสร้าง Cartridge Heater แบบ High Density        ข้อดีของ Cartridge Heater แบบ High Density คือ เป็นฮีตเตอร์ (Heater) ที่มีกำลังวัตต์สูง (High Watt) ให้ความร้อนได้ดี, มีความทนทาน, ใช้งานได้ยาวนานกว่า, เหมาะกับงานที่ต้องการอุณหภูมิสูง        2. Cartridge Heater แบบ Low Density มีขั้นตอนในการผลิตคล้าย Cartridge Heater แบบ High Density คือ นำลวดฮีตเตอร์ (R80) พันรอบแท่งแกน MGO แล้วใส่ในท่อ ในระหว่างท่อกับแกน MGO ที่พันลวดฮีตเตอร์แล้วจะมีช่องว่างอากาศอยู่ จากนั้นทำการใส่ผง MGO เพื่อเป็นฉนวนลงไปท่อฮีตเตอร์แล้วนำไปสู่กระบวนสั่นผง MGO ในท่อฮีตเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของอากาศ แต่จะไม่ถูกบีบอัดให้แน่นเหมือน Cartridge Heater แบบ High Density จึงทำให้กำลังวัตต์ที่ทำได้ไม่สูง วัตต์ต่อพื้นที่ (Watt/cm2) ไม่สูง (ดังรูป)   รูปแสดงโครงสร้าง Cartridge Heater แบบ Low Density        ข้อดีของ Cartridge Heater แบบ Low Density คือ เป็นฮีตเตอร์ (Heater) ที่มีกำลังวัตต์ต่ำ (Low Watt) จนถึงปานกลางและมีราคาถูก เหมาะกับงานที่ต้องการอุณหภูมิที่ไม่สูงมาก        ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้งานฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) แบบ High Density   เครื่องรีดถุงพลาสติก, เครื่องแพ็ค, งานแม่พิมพ์/โมลด์ โลหะต่าง ๆ   ข้อควรระวัง      ในการติดตั้งฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) ในรูแม่พิมพ์ ขนาดของรู (Hole) ที่ใส่ควรมีขนาดโตกว่าฮีตเตอร์ (Heater) ประมาณ 0.02-0.05 mm. เพื่อให้การถ่ายเทความร้อนมีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นการยืดอายุการใช้งานของฮีตเตอร์ ดังรูปตัวอย่าง      หมายเหตุ : ทาง บริษัท ไพรมัส จำกัด ได้ผลิตฮีตเตอร์แท่ง คาร์ทริดจ์ฮีตเตอร์ (Cartridge Heater) แบบ High Density เท่านั้น เนื่องจาก Cartridge Heater แบบ High Density มีคุณภาพ, ให้ความร้อนได้ดี, มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าและเพื่อความเหมาะสมกับหน้างานของท่าน ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำปรึกษา, คำนวณและออกแบบฮีตเตอร์โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเข้าไปปรึกษาหน้างานของท่านเองโดยตรง      นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ มีการออกแบบและผลิตฮีตเตอร์ (Heater) ชนิดต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่องานด้านอุตสาหกรรมการผลิต ดังนี้   • ฮีตเตอร์จุ่ม/ฮีตเตอร์ต้มน้ำ/ฮีตเตอร์ต้มน้ำยาเคมี (Immersion Heater) • ฮีตเตอร์รัดท่อ (Band Heater) • เซรามิคฮีตเตอร์ (Ceramic Band Heater) • ฮีตเตอร์อินฟาเรด (Infrared Heater) • ฮีตเตอร์แผ่น (Strip Heater) • ฮีตเตอร์บอบบิ้น (Bobbin Heater) • ฮีตเตอร์ท่อกลม (Tubular Heater) • ฮีตเตอร์ครีบ (Finned Heater) • คอยล์ฮีตเตอร์ (Coil Heater) • ฮีตเตอร์ฮอตรันเนอร์ (Hot runner Heater) Cartridge Heater ฮีตเตอร์แท่ง Tubular Heater ฮีตเตอร์ท่อกลม Band Heater ฮีตเตอร์รัดท่อ Heater Break Alarm Digital Monitor For Heater Break Alarm     โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
การต่อสายโหลดเซลล์ (Load cell) แบบ 4 สาย และ 6 สาย

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      โหลดเซลล์ (Load Cell) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลักการเปลี่ยนแปลงของแรงทางกล เช่น แรงกด (Compression), แรงดึง (Force) หรือน้ำหนัก (Weight) ให้เปลี่ยนแปลงออกมาในรูปแบบของสัญญาณทางไฟฟ้า (mV/V) ซึ่งภายในโหลดเซลล์ (Load Cell) เกือบ 80% นั้น จะมีตัว Strain-gauge จำนวน 4 ตัว อยู่ภายใน ซึ่งเป็นความต้านทานที่จะเปลี่ยนแปลงค่าไปตามแรงกดหรือแรงดึง โดยจัดเรียงในรูปแบบของวงจรบริดจ์ (Bridge Circuit) ดังรูป รูปวงจรบริดจ์ (Bridge Circuit) และสัญลักษณ์แสดงการดึง, การกด ของ Load Cell        โหลดเซลล์ (Load Cell) ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น การนำโหลดเซลล์ (Load Cell) ไปใช้ในการชั่งน้ำหนักส่วนผสมวัตถุดิบ (Mixing) ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง, การวัดค่าแรงดึง (Force) หรือแรงกด (Compression) หรือน้ำหนัก (Weight) ในกระบวนการผลิตสินค้า, การชั่งน้ำหนักของชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือการชั่งน้ำหนักของรถบรรทุก เป็นต้น      ซึ่งในกระบวนการผลิตที่ต้องมีการชั่งน้ำหนักของส่วนผสมของวัตถุดิบในการผลิตสินค้านั้น โหลดเซลล์ (Load Cell) เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะจะทำให้สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ การต่อใช้งานโหลดเซลล์ (Load Cell) ร่วมกับเครื่องแสดงผลแบบดิจิตอล (Digital Load cell Indicator) หรือ Weighing Indicator เพื่อแสดงค่าและควบคุมการทำงานเครื่องจักรนั้น โดยทั่วไปจะมีการต่อโหลดเซลล์ (Load Cell) ทั้งแบบ 4 สาย และแบบ 6 สาย ในการต่อใช้งานจำเป็นต้องตรวจสอบตำแหน่งของการเดินสาย จากตัวโหลดเซลล์ (Load Cell) เข้ากับ เครื่องแสดงผล (Indicator) ให้ถูกต้อง ซึ่งการต่อแบบ 4 สาย และแบบ 6 สาย จะมีสายเพิ่มอีก 2 เส้น เพื่อใช้สำหรับการ Calibrate Load Cell กรณีวัดค่าไม่ตรง      ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำการต่อสายโหลดเซลล์ (Load cell) แบบ 4 สาย และ 6 สาย ร่วมกับเครื่องแสดงผล Load cell Indicator หรือ Weighing Indicator กัน   รูปแสดงวงจรการต่อสายโหลดเซลล์ (Load Cell) แบบ 4 สาย และ 6 สาย ร่วมกับเครื่องแสดงผล Load cell Indicator หรือ Strain-gauge Indicator/Weighing Indicator   Application การนำโหลดเซลล์ (Load Cell) ประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ ดังนี้   เครื่องชั่งบรรจุถุงอัตโนมัติ เครื่องตรวจสอบน้ำหนักบนสายพาน เพื่อตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าบรรจุภัณฑ์ ระบบบรรจุถุงขนาดใหญ่ด้วยโบลเวอร์ (Blower)      นอกจากนี้ยังมีโหลดเซลล์ (Load Cell) ที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละประเภทที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ดังต่อไปนี้   โหลดเซลล์แบบใช้แรงกด (Compression Load cell)        Single End Shear Beam      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้นิยมใช้ในการชั่งน้ำหนักในถัง น้ำหนักตั้งแต่ 250 กิโลกรัม ถึง 10 ตัน เช่น การชั่งน้ำหนักหิน-ทรายในถัง ก่อนปล่อยลงไปผสมกับซีเมนต์และน้ำในแพลนคอนกรีต เป็นต้น โหลดเซลล์ประเภทนี้ใช้งานโดยยึดปลายด้านหนึ่งเข้ากับฐานและนำถังวางลงบนปลายอีกด้านหนึ่ง        Double End Shear Beam      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้เหมือนกับนำ Single End Shear Beam จำนวน 2 ตัว มารวมกัน ซึ่งทำให้มีจำนวนสเตนเกจ (Strain-gauge) มากขึ้น ทำให้ได้ความละเอียดมากขึ้น การติดตั้งเป็นการยึดปลายทั้งสองข้างด้วยสกรูติดกับฐาน แล้วนำถังมาวางตรงกลาง โดยมีลูกบอลและเบ้ายึดตัวถังและโหลดเซลล์ (Load Cell) เพื่อให้ถังสามารถขยับได้แต่ไม่หลุดหล่นไป โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้นิยมใช้ในงานชั่งที่มีน้ำหนักมาก เช่น ถังหรือไซโลที่มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 10 ตัน ถึง 50 ตัน โดยจะติดตั้งไว้ที่ขาของถังหรือไซโล        Single Point      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้ออกแบบมาสำหรับงานขนาดเล็ก น้ำหนักตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ถึง 800 กิโลกรัม ใช้งานโดยยึดโหลดเซลล์เข้าที่จุดศูนย์กลาง        Bending Beam      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้มีโครงสร้างคล้ายสปริง (Spring) ทำงานโดยการแปลงแรงบิดที่กดที่ปลายด้านหนึ่ง ซึ่งจะให้สัญญาณได้ดีที่ขนาดแรงกดไม่มาก ตั้งแต่ 25 กิโลกรัม ถึง 500 กิโลกรัม        Pancake      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้ชื่อเรียกก็มาจากรูปทรงกลมของโหลดเซลล์ โดยมีชื่อเรียกว่า Pancake เป็นโหลดเซลล์ที่ใช้ได้ทั้งกับแรงกด (Compression) และแรงดึง (Force) ขนาดตั้งแต่ 500 กิโลกรัม ถึง 500 ตัน เป็นโหลดเซลล์ที่มีความแม่นยำสูง โดยค่า Linearity และ Hysteresis อยู่ในระดับ 0.05% เนื่องจากมีจำนวนสเตนเกจ (Strain-gauge) มากกว่าโหลดเซลล์ชนิดอื่น        Canister      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้เป็นรูปทรงกระบอก เหมือนกระป๋อง ใช้รับแรงกด มีความแม่นยำสูง โดยค่า Linearity และ Hysteresis อยู่ในระดับ 0.05% จึงนิยมใช้ทำเครื่องชั่งทั่วไปที่ต้องการความแม่นยำสูง ๆ ไปจนถึงเครื่องชั่งรถบรรทุก มีขนาดตั้งแต่ 200 กิโลกรัม ถึง 20 ตัน   โหลดเซลล์แบบใช้แรงดึง  (Force Load Cell)        S Beam      โหลดเซลล์ (Load Cell) ประเภทนี้ ใช้งานโดยแขวนถังที่ต้องการชั่งที่ด้านล่าง มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ถึง 5 ตัน S Type Load cell Single Point Load cell Digital Load Cell Indicator with Alarm Compact Load Cell For Compression Applications Fast Display/Alarm Unit   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK

Image Alternative text
Digital Phase Protection Relay เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบดิจิตอล ดีอย่างไร

โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK      Phase Protection Relay (เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์) เป็นอุปกรณ์รีเลย์ (Relay) ประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับป้องกันความผิดปกติที่เกิดกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ป้องกันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage), เฟสขาดหาย (Phase Loss), เฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance), สลับเฟส (Phase Sequence) เป็นต้น เพื่อทำการตัดวงจรในระบบไม่ให้อุปกรณ์เกิดความเสียหาย      ในการใช้งานอุปกรณ์ Phase Protection Relay เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์ จะเริ่มทำงานเมื่อมีความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขในการเช็คความผิดปกติอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้า ดังนี้ เช็คไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) แรงดันในขณะที่ใช้งานมีค่าเกินหรือต่ำกว่าที่กำหนด เช็คเฟสขาดหาย (Phase Loss) แรงดันของเฟสใดเฟสหนึ่งขาดหายไป เช็คเฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance) แรงดันไฟฟ้าของแต่ละเฟสที่ต่างกัน เช็คลำดับเฟส (Phase Sequence) แรงดันไฟฟ้าของแต่ละเฟสสลับกันหรือการเรียงลำดับเฟสไม่ถูกต้องของระบบไฟ 3 เฟส 3 สาย และ 3 เฟส 4 สาย      Phase Protection Relay ที่ใช้งานโดยทั่วไปก็มีมากมายหลายแบบ ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำและยกตัวอย่าง Phase Protection แบบปรับหมุน และ Phase Protection แบบดิจิตอล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสมกับหน้างานกัน เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบปรับหมุน (Phase Protection Relay) รูป Phase Protection Relay แบบปรับหมุน รุ่น PM-017/PM-017N      Phase Protection Relay เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบปรับหมุน ในการใช้งานจะต้องมีการคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ Setpoint ของแรงดันเพื่อปรับหมุนตั้งค่าช่วงแรงดันไฟเกิน (Over Voltage) และช่วงแรงดันไฟตก (Under Voltage) โดยช่วงแรงดันที่เหมาะสม Over 105 - 120% และ Under 80 - 95% (Scale Adjustment) และติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์เสริม SOCKET เพื่อยึดกับราง Din Rail ทำให้ง่ายในการถอดเปลี่ยน      ในกรณีที่ต้องการทราบสถานะของการทำงาน (ON) หรือสถานะผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่เกิดขึ้น เช่น เฟสขาดหาย (Phase Loss), ลำดับเฟสไม่ถูกต้อง (Phase Sequence), แรงดันไฟตก-ไฟเกิน (Under-Over Voltage) จะโชว์สถานะที่ LED ON = สถานะหน้าคอนแทคทำงาน, A = เฟสไม่ถูกต้อง (Phase Sequence), UL = Over Voltage, LL = Under Voltage ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบไฟฟ้า เป็นต้น เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบดิจิตอล (Digital Phase Protection Relay) รูป Phase Protection Relay แบบดิจิตอล รุ่น VPM-D Series      สำหรับ Phase Protection Relay เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบดิจิตอล ได้มีการออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและง่ายในการตั้งโปรกแกรมกำหนดค่าแรงดันไฟฟ้าตามค่าจริง โดยไม่ต้องคำนวณ % ของแรงดันไฟฟ้าในการตัด-ต่อ (On-Off) และสามารถดูค่าแรงดันที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานได้ และในการทำงานของ Phase Protection Relay เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์ (VPM-D series) ไม่จำเป็นต้องใช้ Timer ต่อร่วมเพิ่มอีกตัว เนื่องจากมี Timer ทั้งแบบหน่วง Relay ON และหน่วง Relay OFF สำหรับตั้งเวลาตัดการทำงานของอุปกรณ์อยู่ภายในตัว และในกรณีเกิดปัญหาขึ้นในระบบไฟ้ฟ้า Digital Phase Protection เฟสโปรเทคชั่นแบบดิจิตอล จะแสดงสถานะที่ LED 7 Segment (ดังภาพ) และมี Memory สำหรับจดจำสถานะสาเหตุต่างๆที่ทำให้มีการตัดวงจร (OFF) ครั้งล่าสุด เมื่อระบบไฟฟ้ากลับมาปกติอีกครั้ง เราสามารถเรียกดูสถานะปัญหาของระบบไฟฟ้าครั้งล่าสุดย้อนหลังได้ ดังนี้           - เฟสขาดหาย (Phase Loss) หน้าจอแสดงสถานะ A_PL           - สลับเฟส (Phase Sequence) หน้าจอแสดงสถานะ A_PS           - แรงดันไฟเกิน (Over Voltage) หน้าจอแสดงสถานะ A_oU           - แรงดันไฟตก (UnderVoltage) หน้าจอแสดงสถานะ A_Uu           - เฟสไม่สมดุลย์ (Phase Unbalance) หน้าจอแสดงสถานะ A_Ub      เฟสโปรเทคชั่นรีเลย์แบบดิจิตอล (Digital Phase Protection Relay) ในการติดตั้งสามารถยึดกับราง Din Rail ได้เลย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม (SOCKET) ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 3 Phase Under&Over Voltage And Phase Monitor Relay Digital Voltage Protection Relay 3 Phase Over & Under & Phase Breaking Relay With Neutral 1 Phase Over & Under Voltage Relay Electronics Overload Relay   โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ CLICK